สิ่งหนึ่งที่รู้สึกในการดูหนังจีนยุคหลังๆ คือส่วนใหญ่หนังจะออกมาเน้น Effect หรือไม่ก็ CG ครับ ในขณะที่เนื้อเรื่องก็ลดความเข้มข้นลงเรื่อยๆ หรือในแง่ความมันส์ก็อาจจะไม่โดนใจคนรุ่นผมที่ชอบการซัดกันแบบสมจริงมากกว่าจะลุยกันแบบเป็น CG
สิ่งหนึ่งที่รู้สึกในการดูหนังจีนยุคหลังๆ คือส่วนใหญ่หนังจะออกมาเน้น Effect หรือไม่ก็ CG ครับ ในขณะที่เนื้อเรื่องก็ลดความเข้มข้นลงเรื่อยๆ หรือในแง่ความมันส์ก็อาจจะไม่โดนใจคนรุ่นผมที่ชอบการซัดกันแบบสมจริงมากกว่าจะลุยกันแบบเป็น CG
ลองว่าเป็นหนังผีแนวรวมเรื่องสั้นแบบนี้ ผมก็พร้อมจะตามไปดูครับไม่ว่าจะของประเทศใดก็เถอะ (แม้หลังๆ หลายเรื่องที่ได้ดู จะทำให้รู้สึกเสียดายเวลาอยู่บ้างก็ตาม)
หยิบอาม่ามาดูด้วยหัวโล่งๆ เลยครับ คือไม่คาดหวังอะไรอยู่แล้วเพราะหนังโดนถล่มตั้งแต่เข้าโรง และเอาเข้าจริงพอดูตัวอย่างก็ไม่คิดว่าหนังจะน่าสนใจอะไรมากมาย
สิ่งแรกที่อยากจะบอกคือ กะไว้แล้วครับว่าพอดูจนจบนะ ยังไงมันก็จะต้องจบแบบปลายเปิด ทิ้งเชื้ออะไรสักอย่างไว้เผื่อทำตอนต่ออีกอยู่ดี แม้ชื่อจะบอกว่า The Final Chapter แค่ไหนก็เถอะ
พอดูหนังจนจบ ผมพบว่าตัวเองอมยิ้มตลอดการรับชมหนังเรื่องนี้เลยครับ ^_^ จู่ๆ มันเกิดอารมณ์ปลื้มปิติกับการที่ได้มาเห็น Lin Shaye ได้รับบทนำแบบเต็มตัว และที่สำคัญคือเธอสามารถแสดงบทนี้ได้อย่างดีอีกด้วย
มาอีกแล้วครับ ผลงานหนังล้อเลียนของคู่หูผู้กำกับ Jason Friedberg และ Aaron Seltzer กับการยำหนังชุด Fast & Furious ด้วยหนังเรื่องนี้ครับ Superfast!
เรามาดูหนังอินเดียกันต่อนะครับ อีกเรื่องที่ผมชอบก็คือ Zindagi Na Milegi Dobara หรือชื่อไทยว่า “ลุยสุดมันส์ แดนฝันสเปน” ที่ผมขอนิยามว่าเป็น The Hangover เวอร์ชั่น “มีสติ” ครับ ^_^
หลายปีที่ผ่านมา ผมเจอหนังอินเดียขโมยหัวใจไปหลายเรื่องเลยครับ และ The Lunchbox ก็เป็นหนึ่งในนั้น ^_^
ภาคแรกผมชอบครับ มันคือ Die Hard เวอร์ชั่นฮากลมกลิ้งที่ครบเครื่องทั้งความตลกและความลุ้น ส่วนภาคต่ออย่าง Paul Blart: Mall Cop 2 ก็ถือว่าผลออกมาตามที่คาดไว้ นั่นคือดูเพลินเรื่อยๆ แต่ไม่จับใจเท่าภาคแรก
Annie ฉบับล่าสุดอาจไม่ใช่หนังที่ลงตัวเต็มร้อย แต่ถ้าจะดูเอาสนุกเพลิดเพลิน พร้อมรับสาระชีวิตดีๆ ติดปลายนวมกลับไปคิดเป็นการบ้าน ก็ถือว่าหนังตอบโจทย์อะไรเหล่านี้ได้ดีพอสมควรครับ