สวี่อีเฉิง หัวหน้ากลุ่มห้าบุปผชาติรุ่นที่ 5 ได้ส่งมอบเศียรพระแห่งหอโชติช่วงสมัยพระนางบูเช็กเทียนให้กับชาวญี่ปุ่นจนทำให้คนมองว่าตระกูลนี้ขายชาติและถูกดูหมิ่นเหยียดหยามมายันรุ่นหลาน
สวี่อีเฉิง หัวหน้ากลุ่มห้าบุปผชาติรุ่นที่ 5 ได้ส่งมอบเศียรพระแห่งหอโชติช่วงสมัยพระนางบูเช็กเทียนให้กับชาวญี่ปุ่นจนทำให้คนมองว่าตระกูลนี้ขายชาติและถูกดูหมิ่นเหยียดหยามมายันรุ่นหลาน
มีคำร่ำลือว่ามุกสวรรค์คือของศักดิ์สิทธิ์ที่ว่ากันว่าสามารถชุบชีวิตคนได้ และแก๊งโจรกรรมเจ้าของฉายา “แก๊งแฝด” ก็หมายตาและส่งคนมาแย่งชิง โดยที่ผู้คุมกันมุกอย่าง จี๋เสียง (หงจินเป่า, Sammo Kam-Bo Hung) และหลิวซี (อู๋จิง, Wu Jing) ก็ไม่อาจพิทักษ์มันไว้ได้ – จริงๆ คือในการชิงครั้งนั้นไม่มีใครได้ไปครับ เพราะมุกดันไปตกอยู่กลางทางที่ซึ่งทั้งฝ่ายดีและฝ่ายร้ายก็ไม่รู้
เตียหยุน (หวงเย่อหัว, Felix Wong) คือผู้นำกลุ่มกบฏที่หมายจะนำเอาทองคำที่ถูกซ่อนไว้มาก่อการล้มล้างราชวงศ์ชิงแล้วก็สร้างชาติขึ้นมาใหม่ แต่แล้วองค์ชาย (หลี่เหลียงเหว่ย, Ray Lui) ก็ทรงมีรับสั่งให้มั่นเทียนหง (หนี่หงเจี๋ย, Ni Hong Jie) โจรสาวกับก๊กของนางออกไปจับตัวเตียหยุนมาให้จงได้ ซึ่งในที่สุดเตียหยุนก็หนีไปจนถึงหมู่บ้านหุบเขาทองคำที่ใช้ชีวิตแบบตัดขาดจากโลกภายนอกอันวุ่นวาย
ภาคแรกถือว่าทำได้ดี ภาคสองก็โอเคกว่าที่คิด ครั้นมาดูภาค 3 ผมก็เผื่อใจไม่คาดหวังตามสูตรครับ เผื่อความโอเคมันจะลดลงตามจำนวนภาค แต่ที่ไหนได้ ภาคนี้ก็ใช้ได้อีกเหมือนกัน ถือว่าพอฟัดพอเหวี่ยงกับภาค 2 เลย
มีคนร้ายวางระเบิดไว้บนรถด่วนชินคันเซ็น ขบวนฮายาบุสะหมายเลข 60 โดยมันขู่ว่าหากรถวิ่งด้วยความเร็วต่ำกว่า 100 กิโลเมตรต่อชั่วโมงเมื่อไร ระเบิดจะถูกจุดชนวนทันที และมันยังยื่นข้อเรียกร้องเป็นเงินหนึ่งแสนล้านเยนเป็นค่าไถ่สำหรับชีวิตทุกคนบนรถด่วนขบวนนี้ – เรื่องที่เหลือไปดูกันต่อในหนังนะครับ
ก่อนดูนี่ไม่คาดหวังอะไรเลยครับ เพราะรู้ว่าเป็นหนังภาคต่อแบบทำลงทีวีก่อนจะออกแผ่นในเวลาต่อมา แล้วก็ทำหลังจากภาคแรกตั้ง 14 ปีแน่ะ
ทอม แฮร์ริส (Gerard Butler) สายลับ CIA ที่กำลังปฏิบัติภารกิจอยู่ในอัฟกานิสถาน จำต้องหนีไปยังกันดาฮาร์หลังจากเขาถูกเปิดเผยฐานะ โดยเขาต้องพา โม (Navid Negahban) ล่ามที่ร่วมงานกับเขาหนีไปด้วยกัน แต่มันไม่ใช่ของง่ายครับเพราะมีคนตามล่าพวกเขาเพียบไปหมด
นี่คือหนังที่ผมจะเอามาดูเสมอก่อนดู JFK ของ Oliver Stone ครับ เพราะรู้สึกเหมือนมันเป็นภาคก่อนหน้า เป็นการบอกเล่าเรื่องราวช่วงก่อนที่จอห์น เอฟ เคนเนดี้จะถูกลอบสังหาร
ยอมรับว่าถูกใจเรื่องนี้แบบคาดไม่ถึง โดยเฉพาะลีลาตลกร้ายแสบสันต์ที่เสียดสีอะไรต่อมิอะไรตลอดทั้งเรื่อง อีกทั้งบทสนทนาแบบโบ๊ะบ๊ะที่เข้ากับสไตล์การพากย์ของทีมพันธมิตรเป็นที่สุด
ผมจัดเรื่องนี้ไป 2 รอบ ไม่ใช่เพราะชอบอะไรมากมายหรอกครับ แต่ดูเพื่อเอามันส์ อยากดูกระบวนท่าหนึ่งรุมแสนเอาความสะใจ ซึ่งผมว่ามันก็ตอบโจทย์บันเทิงพอได้อยู่เหมือนกัน