แม้ตัวหนังจะไม่ได้ฮิตอะไรมากมาย แต่ผมก็ชอบนะครับ มันดูสนุก เพลินๆ แบบชวนให้ Feel Good ดีเหมือนกัน
แม้ตัวหนังจะไม่ได้ฮิตอะไรมากมาย แต่ผมก็ชอบนะครับ มันดูสนุก เพลินๆ แบบชวนให้ Feel Good ดีเหมือนกัน
นี่เป็นหนังตลกที่ดูเพลินเกินคาดหมายครับ ตอนแรกก็นึกว่าจะธรรมดา เรื่อยๆ ไม่ขำมาก แต่ไปๆ มาๆ หนังทำได้สนุกไม่น้อยเลยล่ะครับ
หนังตลกล้อเลียนของลุง Leslie Nielsen นะครับ เป็นผลงานช่วงหลังที่ออกแนวสาละวันเตี้้ยลง ว่าง่ายๆ คือไม่ขำเหมือนสมัยก่อนเก่า ส่วนหนึ่งผมไม่อยากโทษลุงเขาหรอกครับ เพราะเขายังแสดงแบบ “ตลกหน้าตาย” ได้อย่างเนียนอยู่ เพียงแต่เนื้อเรื่องเนื้อหามันออกทะเล (หรืออาจถึงขั้นออกนอกโลกไป) ไกลมากๆ ไม่มีประเด็น ไม่มีสาระอะไร ซึ่งจริงๆ นั่นก็ไม่ใช่ปัญหาสำหรับหนังแนวนี้หรอกครับ
ว่ากันตามจริง Coyote Ugly ไม่ใช่ยอดหนังดีที่มีคุณภาพสูงส่ง มันอาจมีบ้างที่เนื้อส่วนยังไม่ลงตัว การแสดงอารมณ์ของดาราไม่ถึงขีด หรือความเข้มข้นก็ยังไม่มากมาย แต่รู้อะไรไหมครับ… ผมชอบหนังเรื่องนี่้จัง
ในบรรดาหนังที่มีเนื้อหาว่าด้วย “การทะลุเวลา – แก้อดีต – เปลี่ยนอนาคต” ที่ผมโปรดสุดๆ เป็นเรื่องแรกในชีวิต ก็หนีไม่พ้นไตรภาค Back to the Future ส่วนเรื่องต่อมาก็อยากขอยกตำแหน่งให้กับหนังเรื่อง Frequency นี้ครับ
พูดได้เต็มปากว่าผมชอบภาคนี้เป็นอันดับ 2 รองจากภาคแรก
การรีวิว Scream ภาคนี้คงต้องมีการแยกพูดถึง ระหว่างคุณภาพของหนัง กับเรื่องความชอบส่วนตัวครับ
สำหรับหนังสยองหลายๆ เรื่องแล้ว ภาคต่อจะก่อกำเนิดเมื่อภาคแรกทำเงินเยอะพอ แต่กับ Scream แล้ว ไอเดียภาคต่อได้เกิดขึ้นตั้งแต่บทภาพยนตร์ภาคแรกเพิ่งเขียนเสร็จหมาดๆ
นี่คือหนังสยองแนวไล่ฆ่าที่ทำออกมาดีได้ใจคนดู ส่งผลให้หนังดังครับ ในขณะที่ค่ายหนังต่างๆ ก็พากันสร้างหนังแนวสยองไล่ฆ่าตามกันออกมาเป็นพรวน จนจำได้ว่าปีนั้นและถัดมาอีก 2 ปีก็ยังมีหนังแนวนี้ตามออกมาอีกเรื่อยๆ ครับ
กิจวัตรประจำวันอย่างหนึ่งในช่วงนี้ก็คือขุดเอาหนังเก่าๆ ที่ชื่นชอบในอดีตมาดูเพื่อรำลึกความหลัง ขณะเดียวกันก็เพื่อพิสูจน์ด้วยว่าหนังที่เราว่าชอบว่าดีในตอนนั้น พอมาถึงตอนนี้ดีกรีความปลื้มจะยังคงเดิมอยู่หรือไม่