ผมใช้เวลาประมาณ 1 วันครึ่งดูซีรี่ส์ชุดนี้แบบรวดเดียวจบครับ
ผมใช้เวลาประมาณ 1 วันครึ่งดูซีรี่ส์ชุดนี้แบบรวดเดียวจบครับ
จบลงไปแล้วครับสำหรับปี 10 ของ The X-Files ซึ่งก็มีทั้งคนที่ชอบและไม่ชอบคละเคล้ากันไปครับ แต่ประเมินคร่าวๆ จากทั่วสารทิศแล้ว ดูเหมือนจะมีคนไม่ชอบหรือออกแนวเฉยในปริมาณที่มากกว่า
หากใครเป็นแฟนซีรี่ส์ชุด The X-Files ล่ะก็ ยังไงก็ต้องรู้จักสามหน่อที่ชอบหาเรื่องเปิดเผยความลับรัฐบาล, คิดค้นทฤษฎีแปลกๆ แล้วยังเป็นเพื่อนซี้ของฟ็อกซ์ มัลเดอร์อย่างแน่นอน
เป็นซีรี่ส์ที่ปี 2 ที่ถือว่ามีอะไรน่าสนใจมากขึ้น – แต่ก็นั่นล่ะครับ “มากขึ้น” ในความหมายของผมก็คือเมื่อเทียบกับปีก่อน แต่หากเทียบกับซีรี่ส์ฮีโร่อื่นๆ อย่าง Arrow, The Flash, Agents of S.H.I.E.L.D. อีกทั้ง Daredevil กับผองเพื่อนแล้ว ก็ต้องยอมรับล่ะครับว่า Supergirl ไม่ได้แปลกใหม่หรือเต็มไปด้วยลูกเล่นแบบนั้น
ผมยังจำความรู้สึกตอนดูตอน Pilot ของซีรี่ส์นี้ได้ครับ ตอนนั้นมันรู้สึกเฉยมาก คือมันไม่ได้เลวร้ายนะครับ แต่มันไม่มีอะไรพิเศษ ดูเรื่อยๆ ธรรมดาๆ คนละเรื่องกับซีรี่ส์อย่าง Arrow, Gotham, The Flash กระทั่ง Constantine ที่มีอายุขัยแค่ 1 ซีซั่น ผมว่ามันยังสนุกกว่าเลย
แล้วก็ได้เวลากล่าวถึงภาคแยกของซีรี่ส์ CSI แล้วล่ะนะครับ ซึ่งทำออกมาต่อจากปีสองของ CSI ภาค Vegas โดยทีมงานจากของเดิมนั่นแหละ เรื่องราวหลักๆ ก็เหมือนกันครับ เป็นการตามสืบคดีฆาตกรรมอะไรต่างๆ เหมือนกัน เพียงแต่ธีมหลักอาจจะต่างกันบ้าง แล้วตัวละครก็เป็นชุดของไมอามี่ทั้งหมด
ก่อนจะกล่าวอะไร ขอคารวะพี่กริสซั่มหนึ่งทีก่อนครับ เทพจริงๆ คนอะไรก็ไม่รู้
ปีต่อมาที่บอกได้เลยว่าสนุกมากขึ้นกว่าปีแรก ซึ่งก็ถือว่าสมเหตุผลครับ เพราะปีแรกถือเป็นปีปูพื้น เป็นการแนะนำตัวละครและแนะนำแผนภูมิความสัมพันธ์เป็นหลัก จึงไม่แปลกหากในแง่เนื้อเรื่องจะยังไม่มีอะไรมาก
ซีรี่ส์เรื่องนี้ดูเพลินเลยครับ มันกลมกล่อม อร่อย ดาราเล่นดี บรรยากาศพอเหมาะ เป็นส่วนผสมที่พอดีคำระหว่างหนังสะท้อนความจริงเรื่องชีวิตกับอารมณ์ขันเจ็บๆ คันๆ ที่ชวนให้เราตั้งคำถามถึงเรื่อง “ความสัมพันธ์” ในมิติต่างๆ ของมนุษย์ จนผมนิยามเลยว่าเป็น “ซีรี่ส์ชีวิตผสมตลกที่เปี่ยมวุฒิภาวะ” ครับ
History Erased ถือเป็นสารคดีที่น่าสนใจครับ เนื้อหาของแต่ละตอนคือการตั้งคำถามว่า หากโลกนี้ปราศจากบางสิ่งบางอย่างไปแล้ว ประวัติศาสตร์จะเปลี่ยนไปแค่ไหน และอารยธรรมของมนุษย์จะต้องสะดุดมากน้อยแค่ไหน