สารภาพเลยว่าผมโตมากับบอนด์ยุคเก่า ที่มีสาวสวย พระเอกเก่งเว่อร์ เจอผู้ร้ายขนาดไหนก็ชนะได้ บู๊ขนาดไหนทรงผมก็เรียบไม่มีกระดิก (เคยเห็นบอนด์ภาคไหนผมแกตั้งกระบังเป็นเพิงหมาแหงนไหมล่ะครับ) พร้อมอาวุธไฮเทคชวนตื่นตา กับการไล่ล่าแบบเมามันส์
สารภาพเลยว่าผมโตมากับบอนด์ยุคเก่า ที่มีสาวสวย พระเอกเก่งเว่อร์ เจอผู้ร้ายขนาดไหนก็ชนะได้ บู๊ขนาดไหนทรงผมก็เรียบไม่มีกระดิก (เคยเห็นบอนด์ภาคไหนผมแกตั้งกระบังเป็นเพิงหมาแหงนไหมล่ะครับ) พร้อมอาวุธไฮเทคชวนตื่นตา กับการไล่ล่าแบบเมามันส์
หลังจากแสดงบทพยัคฆ์ร้าย 007 ไป 4 ตอน Pierce Brosnan ประกาศชัดว่าเขาจะวางมือจากบทบอนด์ ด้วยเหตุผลง่ายๆ ว่าเขาอิ่มตัวและรู้สึกแก่เกินไป (ขณะนั้นเขาก็อายุได้ 50 ปีพอดี)
เจมส์ บอนด์ตอน Goldeneye และ Tomorrow Never Dies ที่ Pierce Brosnan นำแสดงนั้นล้วนเป็นบทพิสูจน์ครับว่าบอนด์ประสบความสำเร็จใจการกลับมาครองใจผู้ชมในฐานะหนังแอ็กชันแถวหน้าอีกครั้ง
เมื่อเจมส์ บอนด์กลับมาโด่งดังทั่วโลกอีกครั้งใน Goldeneye นั่นเป็นทั้งเรื่องดีและเรื่องกดดันสำหรับทีมงานครับ เพราะนั่นแปลว่าทั้งบริษัทออกทุน (MGM) และคนดูต่างคาดหวังในหนังบอนด์ตอนต่อไป ซึ่งคนที่ต้องรับภาระหนักที่สุดก็คือ Michael G. Wilson ลูกเลี้ยงของ Albert R. Broccoli ผู้ล่วงลับ เพราะเขาต้องขึ้นแท่นควบคุมดูแลทุกสิ่งแทน Broccoli ผู้คุมงานหนังบอนด์มากว่า 35 ปี
เมื่อ Licence to Kill บอนด์ภาคก่อนหน้าไม่ประสบความสำเร็จเท่าใดนักในตลาดอเมริกาทำให้แผนการสร้างบอนด์ตอนใหม่ถูฏชะลอ และยิ่งชะลอหนักขึ้นไปอีกเมื่อบริษัท MGM/UA ผู้จัดจำหน่ายหนังชุดนี้มีปัญหาพิพาทกับบริษัท Danjaq ซึ่งเป็นบริษัทแม่ของ EON เจ้าของสิทธิ์หนังบอนด์
จริงๆ แล้วก่อนนี้ผมเฉยกับบอนด์ภาคนี้นะครับ ด้วยโทนเรื่องที่ถือว่าหนักขึ้นและบอนด์เองก็ออกแนวพระเอกล้างแค้นมากกว่าจะมาเป็นสายลับอังกฤษทรงเสน่ห์แบบเดิมๆ
แต่พอเวลาผ่านไป กลับมาดูบอนด์ภาคนี้อีกรอบ ผมกลับโอเคกับมันมากขึ้น
เมื่อ Roger Moore อำลาบทเจมส์ บอนด์แบบแน่นอนไปแล้ว การสรรหาดาราหนุ่มคนใหม่มาสวมวิญญาณสายลับ 007 ก็เริ่มต้นอีกครั้ง โดยครั้งนี้คนที่ได้รับการทาบทามเป็นหมายเลข 1 คือ Timothy Dalton ที่ Albert R. Broccoli อยากให้มาแสดงเป็นบอนด์ตั้งแต่สมัย On Her Majesty’s Secret Service (ปี 1969 โน่นน่ะครับ) แต่ Dalton เป็นคนปฏิเสธเพราะคิดว่าตนหนุ่มเกินไปสำหรับบทพยัคฆ์ร้ายบทนี้
การกลับมาครั้งที่ 13 ของสายลับเจมส์ บอนด์ 007 นั้นถือว่ามีอะไรน่าสนใจหลายอย่างเลยครับ ไม่ว่าจะเบื้องหน้า (ตัวหนัง) และเบื้องหลัง (งานสร้าง)
หลังจากเจมส์ บอนด์ตอน Moonraker ประสบความสำเร็จอย่างสูง ทำให้ผู้อำนวยการสร้าง Albert R. Broccoli รู้สึกเบาใจ คลายความกดดันที่มีในการสร้างหนังบอนด์ลงไปมาก เพราะก่อนหน้านี้เขาต้องพยายามทำบอนด์ออกมาตามกระแสเพื่อดึงความนิยม
ตอนจบของ From Russia with Love (1963) ได้ทิ้งท้ายไว้ว่าเจมส์ บอนด์จะกลับมาในตอน Goldfinger แค่นี้ก็ทำให้แฟนๆ ตั้งตารอคอยเต็มที่ แม้ช่วงแรกของการสร้างจะมีเรื่องให้ทีมงานเหนื่อยกันนิดหน่อยก็ตาม