หมวดหมู่: Sci-Fi

Moonfall (2022) วันวิบัติ จันทร์ถล่มโลก

สำหรับ Moonfall นี่ ผมเชื่อว่าหลายคนเป็นเหมือนผมครับ คือไม่ว่าหนังจะเจ๊งแค่ไหน โดนคำวิจารณ์สับโขกสักปานใด แต่ยังไง๊ยังไงก็ต้องขอดูสักครั้งครา

นักรบแห่งอนาคต (2022) Warriors of Future

Warriors of Future เป็นหนังดูง่ายครับ คือดูแบบไม่คาดหวังอะไรเลย หลักๆ คือดูเพราะเหล่าดาราฮ่องกงที่แสนคุ้นเคย ไม่ว่าจะกู่เทียนเล่อ, หลิวชิงหวิน, หลิวเจียหลิง, จางเจียฮุย และ Philip Keung สำหรับผมแล้วพวกเขาเหล่านี้รับประกันความโอเคของหนังได้ในระดับหนึ่งครับ อย่างบางเรื่องที่อาจไม่ได้สนุกอะไรนัก แต่อย่างน้อยการแสดงของพวกเขาก็พอจะประคองให้เราดูหนังไปจนจบได้

The Perfect Weapon (2016) ทีมพิฆาตล่าข้ามมิติ

โลกในยุคอนาคตที่ไม่ไกลนัก เมื่อรัฐปกครองประเทศแบบเผด็จการ ใครก็ตามที่มีความเห็นต่างจากท่านผู้นำ (Steven Seagal) ก็จะโดนเก็บ และคอนดอร์ (Johnny Messner) คือมือสังหารที่คอยฆ่าคนตามคำสั่งของรัฐ แต่จากปฏิบัติการครั้งล่าสุดเขามีท่าทีต่อต้านคำสั่ง ทางการเลยจะส่งเขาไปตั้งโปรแกรมใหม่

Ghostbusters: Afterlife (2021) โกสต์บัสเตอร์ ปลุกพลังล่าท้าผี

ระหว่างดู Ghostbusters: Afterlife ใจก็คิดครับว่าโจทย์ในการทำหนังภาคต่อประเภทที่ระยะห่างระหว่างภาคก่อนกับภาคนี้ยาวนานเกิน 10 ปีขึ้นไป มันย่อมต่างจากการทำภาคต่อแบบห่างกันแค่ไม่กี่ปี

Prey (2022)

Prey ถือเป็นอีกหนึ่งตัวอย่างของหนังที่เดินเรื่องแบบง่ายๆ ไม่ซับซ้อน ลูกเล่นไม่ไฮโซ คอนเซปต์ไม่ใหญ่โต ไม่ทะเยอทะยานสร้างจักรวาลหรือภาคต่อ แต่ทำออกมาได้สนุกดูเพลิน ชวนติดตามไปจนจบได้

Morbius (2022) มอร์เบียส

ถ้าดูจากผลลัพธ์แล้ว Morbius ถือเป็นหนังซูเปอร์ฮีโร่ที่เดินตามสูตรจนออกมาธรรมดามากๆ ครับ ชนิดที่หนังซูเปอร์ฮีโร่อย่าง Superman ภาคแรกที่เก่ากว่า 40 ปีมาแล้วยังดูมีอะไรมากกว่า

Old (2021) โอลด์

“เมื่อไม่คาดหวัง ก็ไม่ผิดหวัง” คำพูดนี้ใช้บอกตัวเองได้เสมอครับ และผมก็มักจะเอามาเตือนตัวเองตลอดยามจะดูผลงานของพี่มาโนช (M. Night Shyamalan) ครับ

Venom: Let There Be Carnage (2021) เวน่อม ศึกอสูรแดงเดือด

หลังดู Venom: Let There Be Carnage จบ ก็นิยามหนังได้แบบสั้น ง่ายและได้ใจความว่า “ดูเอามันส์ล้วนๆ” ครับ (เนื้อหาในรีวิวชิ้นนี้อาจมีสิ่งที่เรียกว่า “สปอยล์” สำหรับบางคนนะครับ หากไม่อยากทราบก็ไม่ควรอ่านต่อครับ รู้แค่นี้พอว่า “หนังดูเอามันส์ล้วนๆ”)