หนังเรื่องนี้ถือว่าประสบความสำเร็จในหลายด้านครับ
หนังเรื่องนี้ถือว่าประสบความสำเร็จในหลายด้านครับ
รู้ไหมครับว่าต่อให้เอา เลือด ในหนัง ศุกร์ 13, นิ้วเขมือบ, Halloween, แค้นฝังหุ่น และ Scream มารวมกัน มันยังไม่เยอะเท่า เลือด ที่ได้เห็นในหนังเรื่องนี้เพียงเรื่องเดียวเลย!
นี่น่าจะเป็นหนังดีที่ผมพิมพ์รายละเอียดรีวิวน้อยที่สุดเรื่องหนึ่งเลยล่ะครับ
ยังไม่จบครับสำหรับเรื่องราวของเหล่ามอนสเตอร์เก่าแก่แห่งค่าย Universal
นักวิทยาศาสตร์ผู้บ้าคลั่ง ดร. กุสตาฟ นีมานน์ (Boris Karloff) กับ แดเนี่ยล (J. Carrol Naish) ข้ารับใช้หลังค่อมได้หนีออกจากที่คุมขังพร้อมด้วยความแค้น และสิ่งแรกที่เขาคิดจะทำเมื่อหนีออกมาคือ การนำเอาจอมผีดิบ แดร็กคูล่า (John Carradine) มาใช้ในงานล้างแค้น
เรื่องนี้ถือเป็นภาคต่อของหนังชุด Frankenstein (ถือเป็นตอนที่ 5) และ The Wolf man (ถือเป็นตอนที่ 2) ครับ กับการจับเอา 2 มอนสเตอร์ระดับตำนานของ Universal มาเจอกัน
จำได้ว่าตอนหนังเข้าฉายนั้นมีการโปรโมตโฆษณากันพอสมควรครับ จนผมเองก็ยังคิดว่าเป็นหนังใหญ่ ยิ่งช่วงนั้น The Mummy ก็กำลังมีกระแส เลยพลอยคิดว่าหนังคงทำออกมาฉายชนกันแบบยักษ์ชนยักษ์ แต่ที่ไหนได้หนังคนละเกรดเลยครับ
นี่ก็เป็นภาคที่ 3 ของหนังชุด The Mummy’s Hand นะครับ เรื่องราวบทต่อมาของมัมมี่คาร์ริส (Lon Chaney Jr.) ที่ถูกปลุกให้ฟื้นขึ้นมาอีก ด้วยฝีมือของยูซุฟ เบย์ (John Carradine) ทายาทคนต่อมาของเอนโดเฮป (George Zucco) วายร้ายจากภาคแรกที่ยังไม่ยอมตายเสียที
หนังภาคต่อจาก The Mummy’s Hand ครับ โดยเนื้อเรื่องภาคนี้เป็นเหตุการณ์หลังจากภาคแรก 30 ปี กล่าวคือปีในหนังนั้นคือปี 1970 ครับ แล้วก็ได้ดาราหลักๆ กลับมา
หลายคนนับว่านี่เป็นภาคต่อแบบกลายๆ ของ The Mummy ฉบับปี 1932 ที่ Boris Karloff แสดงไว้ แต่จริงๆ แล้วหนังไม่มีอะไรเกี่ยวกันในทางเนื้อเรื่องครับ เว้นแต่ว่ามอนสเตอร์ตัวร้ายคือมัมมี่เหมือนกัน และมีความร้ายกาจอีกทั้งแผนการที่น่าสะพรึง เต็มไปด้วยความมรณะเหมือนกัน