จู่ๆ ผมก็หยิบหนังเรื่องนี้มาดู (หลังจากเอามาดองไว้นานพอดู) ระหว่างดูก็ถามตัวเองว่าอารมณ์ไหนถึงอยากดู แล้วก็พอจะได้คำตอบเลาๆ ว่า สงสัยคงเพราะเห็นข่าวเลือกตั้งของสหรัฐบ่อยมั้ง
จู่ๆ ผมก็หยิบหนังเรื่องนี้มาดู (หลังจากเอามาดองไว้นานพอดู) ระหว่างดูก็ถามตัวเองว่าอารมณ์ไหนถึงอยากดู แล้วก็พอจะได้คำตอบเลาๆ ว่า สงสัยคงเพราะเห็นข่าวเลือกตั้งของสหรัฐบ่อยมั้ง
หนังดราม่าผสมตลกที่ตอนแรกผมนึกว่าจะเป็นสไตล์ “แม่ๆ ลูก” แต่เอาเข้าจริงแล้วหนังมาเน้นที่ตัวคุณแม่ครับ ส่วนคุณลูกออกแนวบทสมทบเสริมเรื่องราวมากกว่า
พอมาลองนึกๆ ดูแล้ว ผมว่าผมจำ Clive Owen ได้แบบแม่นๆ จากบทอาร์เธอร์ใน King Arthur ครับ แล้วหลังจากนั้นเขาก็ห่างหายจากบทอัศวินทำนองนี้ไปเลย จนกระทั่งมาถึงเรื่องนี่นี่แหละ
บอกตรงๆ ว่าก่อนจะดูหนังเรื่องนี้ผมพยายามสะกดจิตตัวเองอยู่พอสมควรนะครับ พยายามบอกตัวเองว่าหนังที่พี่ Nicolas Cage นำแสดง แล้วมีฉากหลังเป็นเมืองลาสเวกัสน่ะ มักจะออกมาเวิร์ก ไม่มากก็น้อย (พยายามน่าดูเลยแฮะ 555)
อีกหนึ่งหนังแนวสร้างแรงบันดาลใจที่สร้างจากเรื่องจริงของ เจสซี่ โอเว่น นักวิ่งผิวสีที่เดินทางไปแข่งขันกีฬาโอลิมปิกเมื่อปี 1936 ที่จัดในในประเทศเยอรมนี อันเป็นยุคสมัยที่อดอล์ฟ ฮิตเลอร์และพรรคนาซีกำลังเรืองอำนาจ
ภาคที่ 4 ของหนังชุดนี้ครับ ได้ Chad Michael Collins รับบท แบรนดอน เบ็คเกตต์ ลูกของโธมัส เบ็คเกตต์ยอดสไนเปอร์มือพระกาฬ กับภารกิจสยบมือปืนไร้เงาที่ลงมือสังหารผู้คนอย่างโหดเหี้ยม
ภาคนี้จับเอาปมในอดีตของโธมัส เบ็คเกตต์ (Tom Berenger) มาเล่นครับ ประมาณว่าเมื่อก่อนเขาเคยเสียเพื่อนไประหว่างปฏิบัติการ
หนังเรื่องนี้จัดไปร่วมขบวนกับ Taken ได้เลยครับ ตัวเอกคือ คาร์ล่า (Halle Berry) คุณแม่เลี้ยงเดี่ยว ที่จู่ๆ ลูกชายก็โดนลักพาตัวไป เธอเลยไล่ล่าพวกมันแบบสุดชีวิต และพร้อมทำทุกวิถีทางเพื่อนำตัวลูกของเธอคืนมา
ผมชอบคำโปรยบนโปสเตอร์ของหนังเรื่องนี้มากๆ ครับ “Life can be a Real Mother” ถือเป็นคำที่สรุปสาระสำคัญของหนังได้อย่างครบถ้วนทีเดียวครับ “ชีวิต อาจเป็นแม่จริงๆ ของเราก็ได้” ^_^
สำนวนภาษาอังกฤษที่ผมชอบมากอันหนึ่งคือ put oneself in someone’s shoes แปลตามศัพท์คือ “ใครบางคนลองไปใส่รองเท้าของอีกคน” ซึ่งความหมายก็ประมาณว่า เอาใจเขามาใส่ใจเรา หรือลองไปยืนในมุม/จุดที่คนอื่นเขาอยู่ดู