สรุปได้แบบไม่ยากเย็นว่าชอบภาคแรกมากกว่าภาค 2 แต่ก็บอกได้แบบตรงๆ เหมือนกันว่าหนังเรื่องนี้ถือเป็นภาคต่อที่ทำได้ดี คุ้มค่าแก่การรับชม
สรุปได้แบบไม่ยากเย็นว่าชอบภาคแรกมากกว่าภาค 2 แต่ก็บอกได้แบบตรงๆ เหมือนกันว่าหนังเรื่องนี้ถือเป็นภาคต่อที่ทำได้ดี คุ้มค่าแก่การรับชม
ชอบครับ บอกเลยว่าเรื่องนี้อย่างชอบจริงๆ! ชอบแบบไม่ทันตั้งตัว
นี่คือหนังที่รีเมคจาก Cellular ครับ ซึ่งก่อนดูผมก็เผื่อใจไว้ก่อนแล้ว เพราะปกติหนังรีเมคมักทำได้ไม่สนุกเท่าของต้นฉบับ แต่ที่ไหนได้กับเรื่องนี้นี่ บอกได้เลยครับว่า “อูยยยย… อย่างมันส์!”
เบรนด้า มาร์ติน (Julianne Moore) เดินอย่างขาดสติด้วยมือที่เปื้อนเลือดตรงดิ่งไปยังโรงพยาบาล เธอไม่พูดไม่จาอะไรจนกระทั่งนายตำรวจลอเรนโซ่ เคาน์ซิล (Samuel L. Jackson) มาสอบปากคำเธอ แล้วเธอก็บอกว่า มีคนปล้นจี้ชิงรถของเธอไป และลูกชายของเธอก็อยู่บนรถคันนั้นด้วย
เรื่องเกิดในยุค 30 ครับ เรย์ฟอร์ด กิ๊บสัน (Eddie Murphy) และ คล้อด แบงค์ส (Martin Lawrence) มีเหตุให้ได้มาเจอกันและตกเป็นผู้ต้องหาในคดีฆาตกรรม (ที่พวกเขาไม่ได้ก่อ) จนต้องมาติดคุกแบบยาวๆ ร่วมกันหลายสิบปี
บอกตรงๆ ว่าผมแอบสงสารผู้กำกับ Paul Feig นะ เพราะดูเหมือนหนังของพี่แกมักมีดราม่ามาจากนักแสดงอยู่เรื่อย อย่าง Ghostbusters ฉบับปี 2016 หรือมาเรื่องนี้ก็ยังมีเรื่องของ Blake Lively อีก – คือถ้ามาเมืองไทยผมคงบอกให้พี่แกไปหาทางแก้ชงแก้กรรมน่ะครับ เจออะไรแบบนี้บ่อยจัง
แล้วหนังก็มาถึงภาค 3 ครับ คราวนี้ ลีโน่ (Alban Lenoir) ก็หมายมั่นจะตอกฝาโลงคนร้ายที่หลบหนีไปอย่าง อเรสกี้ (Nicolas Duvauchelle) ให้มันหมดสิ้น อีกทั้งต้องรับมือกับ ผู้บัญชาการเรสซ์ (Gérard Lanvin) แห่งหน่วย ป.ป.ส. ที่หนนี้เปิดหน้าร้ายแบบเต็มตัว
ก่อนผมจะดูภาคนี้ ผมก็เอา 3 ภาคแรกมาดูเรียงกันครับ โดยสรุปก็คือภาคแรกสนุกดี ส่วนภาคสองผมค่อนข้างเฉย และภาค 3 ก็กลับมาถูกใจผมอีกครั้ง ครั้นพอดูภาค 4 จบใจก็ถามเลยครับว่า ภาค 5 จะมาไหมเนี่ย?
ภาคที่แล้วไม่เวิร์คนัก ขนาดพี่สไลเองก็ยังไม่โอเคจนเอ่ยปากออกมาตรงๆ ว่าไม่โอเค ภาคนี้เลยเหมือนลืมๆ ภาค 2 ไป เพราะภาค 2 จบแบบทิ้งเชื้อเอาไว้ แต่มาภาคนี้หนังข้ามเรื่องพวกนั้นไปเลยครับ มาเส้นเรื่องใหม่เลย
ได้ยินกิตติศัพท์ร่ำลือมานานสำหรับภาคต่อของ Escape Plan น่ะนะครับ แต่ยังไงก็ต้องดูตามหน้าที่ ครั้นดูแล้วก็พอเข้าใจว่าทำไมหลายคนบ่น เพราะผมเองก็ยังอดบ่นไม่ได้เลย 555