ผมเลือกดู Jolt แบบแบลงค์ๆ ครับ คือไม่ได้คิดและไม่ได้หวังอะไรเลย ดูไปแบบแบลงค์ๆ ครั้นดูจบก็รู้สึกแบลงค์ๆ อีกเหมือนกัน
ผมเลือกดู Jolt แบบแบลงค์ๆ ครับ คือไม่ได้คิดและไม่ได้หวังอะไรเลย ดูไปแบบแบลงค์ๆ ครั้นดูจบก็รู้สึกแบลงค์ๆ อีกเหมือนกัน
ลุงตั๊ก (หยวนหัว, Wah Yuen) อาจารย์กังฟูไปประกอบอาชีพเป็นหมอแผนโบราณที่อเมริกาครับ ทีนี้อยู่มาวันหนึ่งอดีตศิษย์ของเขาอย่างจอนนี่ (Jerry Trimble) เกิดคิดจะล้างครู เลยมาท้าซัดกับลุงตั๊ก – อันที่จริงคือพาพวกมารุมมากกว่า – แต่ยังดีที่แอนนา (Anne Rickets) สาวอเมริกันผ่านมาเห็นเลยช่วยลุงตั๊กเอาไว้
แฮนนาห์ โฮลท์ (Ashley Williams) และ จอช ไวแอตต์ (Ryan Paevey) กำลังจะแต่งงานครับ… ไม่ใช่แต่งงานกันนะฮะ คือต่างคนต่างก็มีคู่ของตัวเอง และพวกเขาก็กำลังจะเข้าพิธีวิวาห์ในวันเดียวกัน แต่กลายเป็นว่าคู่ของพวกเขาดันเป็นฝ่ายบอกยกเลิกครับ ทำให้แฮนนาห์และจอชเคว้งคว้างมึนงง ไปแทบไม่เป็น
A Tourist’s Guide to Love ทำให้ผมมีความสุขทั้งตอนระหว่างดูและหลังดูจบครับ
Kate & Leopold คือหนังรักข้ามเวลาที่ถือว่าทำได้น่าพอใจอีกเรื่องหนึ่ง
ณ ช่วงเวลาที่ผมเขียนนี้ม่ใช่วันคริสต์มาส… อันที่จริงคือเขียนในเดือนเมษายนอันโคตรจะร้อนครับ แต่พอดี HBO Go มีเรื่องนี้มาให้ดูผมก็รีบดูโดยพลันครับ เพราะไม่รู้ว่าหนังจะโดนถอดออกเมื่อไร เจอปุ๊บก็ต้องรีบดูแม้จะไม่เข้ากับเทศกาลก็เถอะ
Murder Mystery 2 กับการกลับมาป่วนอีกครั้งของคู่สามีภรรยานักสืบ นิค (Adam Sandler) และออเดรย์ (Jennifer Aniston) ที่หลังจากเรื่องในภาคที่แล้วพวกเขาก็ผันตัวมาเป็นนักสืบอาชีพ แต่ทำแล้วดันไม่รุ่งสักเท่าไร และล่าสุดพวกเขาก็ได้รับเชิญไปร่วมงานแต่งของมหาราชา (Adeel Akhtar) เพื่อนจากภาคที่แล้ว แต่ที่ไหนได้จากงานแต่งดันกลายเป็นคดีซ่อนเงื่อนขึ้นมาอีกจนได้
ผมมานั่งดู Murder Mystery อีกรอบเพื่อต้อนรับภาค 2 ครับ เอาเข้าจริงตอนดูรอบแรกนี่ผมเฉยๆ นะ แต่กลายเป็นว่าพอดูอีกรอบกลับรู้สึกเพลินมากขึ้น ซึ่งเหตุผลที่ทำให้เป็นเช่นนั้นก็น่าจะเพราะดูแบบพากย์ไทยนี่แหละครับ (รอบแรกจำได้ว่าตอนนั้นยังไม่มีแบบพากย์ไทยครับ)
เมื่อสวนเมเปิ้ลของครอบครัวมีปัญหา ราเชล (Brooke Nevin) จึงต้องรีบหาทางแก้ไขก่อนที่เทศกาลสำคัญจะมาถึง นั่นจึงทำให้เธอได้พบกับ ดร.เดเรค (Carlo Marks) ผู้เชี่ยวชาญด้านต้นไม้ที่มาเพื่อช่วยเหลือเธอโดยเฉพาะ แล้วต่อจากนั้นท่านก็คงเดาได้น่ะนะครับ ว่าเมื่อพวกเขาได้ใช้เวลาอยู่ด้วยกันมากเท่าไร ความรู้สึกดีๆ ก็ก่อตัวมากเท่านั้น
เหตุผลหลักที่ดู Willy’s Wonderland ก็เพราะพี่ Nicolas Cage เลยครับ บทคลั่งๆ ขรึมๆ แบบนี้เข้าทางพี่เขาล่ะ