อย่างแรกที่ต้องบอกเลยคือ นี่ไม่ใช่หนังแอ็คชั่นครับ
อย่างแรกที่ต้องบอกเลยคือ นี่ไม่ใช่หนังแอ็คชั่นครับ
มีอยู่ช่วงหนึ่งที่ผมอิ่มตัวกับหนังซูเปอร์ฮีโร่ครับ คือหยุดดูไปเลยพักใหญ่ๆ ของ Marvel นี่ถ้าเป็นหนังดูถึง Black Panther: Wakanda Forever ส่วนซีรี่ส์นี่หยุดอยู่ที่ Ms. Marvel ในขณะที่ฟาก DC นี่ล่าสุดคือ Black Adam ครับ – ซีรี่ส์ Peacemaker ก็ยังไม่ได้ดู
เมสัน เพตทิตส์ (John Cena) อดีตทหารที่พลิกมาเป็นทนายและมีครอบครัวเล็กๆ น่ารัก แต่เขาก็รู้สึกว่าชีวิตช่างจำเจเหลือเกิน แล้วเซบาสเตียน (Christian Slater) เพื่อนเก่าก็ทาบทามให้เขากลับมาลงสนามอีกครั้ง โดยรับหน้าที่เป็นบอดี้การ์ดให้กับนักข่าวสาวแคลร์ เวลลิงตัน (Alison Brie) ที่กำลังจะเสี่ยงภัยไปสัมภาษณ์ประธานาธิบดีเวเนกัสของพัลโดเนีย (Juan Pablo Raba)
เด็กที่ถูกทดลองกลุ่มหนึ่งพยายามหลบหนีจากการตามล่าขององค์กรที่ทดลองพวกเขาน่ะครับ ขอเล่าสั้นๆ ประมาณนี้เลย เพราะเรื่องราวในหนังมันก็มีอยู่ประมาณนี้แหละ ไม่ได้มีอะไรมากกว่านี้เลย
เรื่องนี้ถือเป็นการรีเมคของรีเมคอีกทีครับ ต้นฉบับดั้งเดิมเลยคือ The Mutiny of the Bounty ที่สร้างในปี 1916 จากนั้นก็มีการสร้างใหม่ในปี 1933, 1935 และ 1962 ซึ่งฉบับที่คนรู้จักมากที่สุดก็คือของปี 1935 ครับ ฉบับนั้นนำแสดงโดย Charles Laughton และ Clark Gable และได้รางวัลออสการ์สาขาภาพยนตร์ยอดเยี่ยมไปครอง
งานกำกับชิ้นสำคัญของ Paul Verhoeven ที่กรุยทางให้เขาไปฮอลลีวู้ดแล้วก็ได้ทำหนังอย่าง RoboCop, Total Recall และ Basic Instinct ในเวลาต่อมา
ผมนั้นเคยดู Moby Dick ฉบับนี้ 2 หนครับ หนแรกก็คือดูตามปกติ ส่วนหน 2 ก็คือดูก่อนจะมาเขียนเรื่องนี้ ซึ่งในความรู้สึกผมนั้น ยอมรับว่าหนังสร้างได้ดี โดยเฉพาะถ้ามองว่าอายุของหนังเกือบจะ 70 ปีแล้ว แต่ถ้าถามว่าชอบไหมก็ต้องตอบตามตรงว่าไม่ถึงขั้นชอบอะไรมาก
ภาคล่าสุดจนถึงตอนนี้น่ะนะครับ คราวนี้เหตุไปเกิดที่บาร์เซโลน่า เจ้าพวกแกรบบอยด์ไปโผล่ที่นั่น ส่งผลให้แจส เวลเกอร์ (Caroline Langrishe) สั่งให้จิมมี่ (Jon Heder) เพื่อนร่วมงานของเธอไปตามตัวเบิร์ต กัมเมอร์ (Michael Gross) มาเพื่่อช่วยกันสยบเหล่าแกรบบอยด์อีกครั้ง
คราวนี้เบิร์ต กัมเมอร์ (Michael Gross) ต้องไปฟัดกับพวกแกรบบอยด์ที่อาร์คติกครับ โดยมีเจ้าลูกชายตัวแสบทราวิส (Jamie Kennedy) ตามไปประกบด้วย
ว่าตามจริงหนังก็ไม่ได้แย่นะครับ สำหรับผมมันก็ยังดูได้เรื่อยๆ เพียงแค่มันไม่ได้สนุกอะไรมากมาย เป็นหนังซูเปอร์ฮีโร่ที่เล่นกับสูตรเดิมๆ แล้วก็ยังปรุงรสได้ไม่เข้าที่ หนังเลยออกแนวจืด แต่ถ้าถามผมแล้ว ผมว่าผมยังเพลินกับเรื่องนี้มากกว่า Morbius นะ