ผมเชื่อว่าคนดูหนังทุกคนจะต้องมีดาราที่เราจดจำได้อย่างรวดเร็วตั้งแต่เห็นครั้งแรก แม้ว่าบทของเขาหรือเธออาจจะไม่ได้เด่นแบบเต็มที่ แต่เราก็รู้สึกว่าถูกชะตาอยู่ลึกๆ แล้วก็อยากเอาใจช่วยให้ดาราคนนั้นๆ ประสบความสำเร็จบนเส้นทางสายนี้
ผมเชื่อว่าคนดูหนังทุกคนจะต้องมีดาราที่เราจดจำได้อย่างรวดเร็วตั้งแต่เห็นครั้งแรก แม้ว่าบทของเขาหรือเธออาจจะไม่ได้เด่นแบบเต็มที่ แต่เราก็รู้สึกว่าถูกชะตาอยู่ลึกๆ แล้วก็อยากเอาใจช่วยให้ดาราคนนั้นๆ ประสบความสำเร็จบนเส้นทางสายนี้
อย่างที่ผมเคยบอกไว้ครับว่าผมชอบดูหนังเกี่ยวกับวันคริสต์มาส แต่ระยะหลังหนังแนวนี้มีน้อยลง จนแทบจะบอกได้เลยว่ามีแค่ช่อง Hallmark เท่านั้นแหละที่พอจะพึงพิงได้ มีการทำหนังคริสต์มาสชวนอบอุ่นหัวใจออกมาเสิร์ฟผู้ชมอยู่ทุกปีๆ
ผลงานรีเมคจากหนังโรแมนติกคลาสสิกเมื่อปี 1954 ที่นำแสดงโดย Humphrey Bogart, Audrey Hepburn และ William Holden ซึ่งผมยังไม่ได้ดูหนังต้นฉบับครับ แม้จะมีแผ่นมารอแต่ก็ตัดสินใจดูฉบับรีเมคนี้ก่อน เพราะได้ยินมานานว่าของเก่าดีกว่าของใหม่มาก เลยขอดูฉบับที่เขาว่าธรรมดาก่อน ไม่งั้นถ้าดูของเก่าที่เขาว่าดีแล้วเกิดมันดีมากจริงๆ เราก็อาจรู้สึกไม่โอกับฉบับนี้หนักขึ้นไปอีกก็ได้
Much Ado About Nothing คือบทละครแนวสุขนาฏกรรมของ William Shakespeare ที่ Kenneth Branagh นำมาดัดแปลงและกำกับ พร้อมด้วยแสดงนำครับ
The Other Woman ดูแล้วได้อารมณ์เหมือน The First Wives Club เลยครับ พล็อตก็ใกล้ๆ กัน ว่าด้วย 3 สาวที่หาทางแก้เผ็ดผู้ชายมักมาก แต่ที่ต่างก็คือเรื่องนี้ 3 สาวจะอายุน้อยกว่า และประกอบด้วย 1 เมียหลวงกับ 2 กิ๊ก (ที่ไม่รู้ตัวเลยว่าเป็นกิ๊ก)
ถ้าจะไว้อาลัย Patrick Swayze โดยไม่พูดถึงหนังเรื่องนี้ เห็นทีจะไม่ครบองค์ประชุมล่ะนะครับ
ผมหลงเสน่ห์หนังเรื่องนี้เข้าอย่างจังครับ
อายุอานามของหนังเรื่องนี้ก็ 25 ปีเข้าไปแล้วนะครับ ผมเองก็เคยดูอยู่แบบผ่านๆ ทาง HBO แต่ก็ไม่ได้ติดใจอะไรนัก แล้วก็ไม่ได้นั่งดูทั้งเรื่องซักที รู้แต่ว่าหนังเรื่องนี้แจ้งเกิดให้ดารานำทั้ง Tom Hanks ที่ตอนนั้นยังละอ่อนแล้วก็เน้นเล่นหนังตลกเป็นหลัก กับ ดาราสาวที่ถือว่ากำลังมาแรงทีเดียวในยุคนั้น อย่าง Daryl Hannah ที่ดังต่อเนื่องมาจากหนัง Summer Lovers และ Reckless ที่แต่ละเรื่องเธอก็ฉายเสน่ห์และความเซ็กซี่อย่างสม่ำเสมอ
เฟลิกซ์ (Jean Reno) นักธุรกิจอาหารที่กำลังเหนื่อยล้าทั้งกายและใจ นอกจากมีปัญหากับคนรักแล้วเที่ยวบินของเขายังโดนเลื่อนเนื่องจากสภาพอากาศไม่อำนวยเสียอีก แล้วเขาก็ได้มาเจอกับโรส (Juliette Binoche) ช่างเสริมสวยที่ขยันหาเรื่องมาพูดได้แบบไม่มีเบรค
What If ชวนให้นึกถึงหนังแนวเพื่อนแอบรักเพื่อนอย่าง When Harry Met Sally ซึ่งจุดที่จะทำให้หนังสนุกก็อยู่ที่ว่า “บทสนทนาระหว่างพระเอกนางเอกจะออกรสอร่อยไหม”