ปีที่ผ่านมามีหนังว่าด้วยโลกแตกแบบเน้นฮาและบ้าสุดๆ อยู่ 3 เรื่องครับ ได้แก่ This is The End และ Rapture-Palooza 2 เรื่องนี้มาจากฝั่งอเมริกา และอีกเรื่องคือ The World’s End จากฝั่งอังกฤษ
ปีที่ผ่านมามีหนังว่าด้วยโลกแตกแบบเน้นฮาและบ้าสุดๆ อยู่ 3 เรื่องครับ ได้แก่ This is The End และ Rapture-Palooza 2 เรื่องนี้มาจากฝั่งอเมริกา และอีกเรื่องคือ The World’s End จากฝั่งอังกฤษ
เผอิญผมซื้อมาครบก็เลยเอามานั่งดูต่อๆ กันไปเลยน่ะนะครับ
งานกำกับของ Lucio Fulci ในหนังที่ถือเป็นเรื่องที่ 2 ในชุด Gates of Hell trilogy หรือไตรภาคหนังว่าด้วยประตูนรก หลังจากเรื่องแรก City of the Living Dead (1980) กล่าวถึงประตูนรกที่เกิดขึ้นในเมืองเล็กๆ ที่ชื่อ ดันวิช ในนิวอิงแลนด์ มาเรื่องนี้ก็ว่าด้วยประตูนรกอีกเช่นกันครับ แต่คราวนี้เหตุมาเกิดที่หลุยส์เซียนน่า ณ. โรงแรมที่ชื่อ Seven Doors
เป็นเรื่องราวของ ฟงไสหยก หรือถ้าออกเสียงแต้จิ๋วก็จะเป็น ปึงซีเง็ก น่ะนะครับ โดย พี่หลี่เหลียนเจี๋ย มารับบทนี้ซึ่งก็มีทำออกมา 2 ภาคด้วยกัน
“ความหวัง คือสิ่งเดียวที่แข็งแกร่งกว่าความกลัว”
ในแง่ความบันเทิง The Hunger Games ตอบโจทย์ได้ดี เพราะมีทั้งพล็อตชวนติดตาม มีแอ็กชันมีความตื่นเต้นชวนลุ้น และมีเรื่องให้สะเทือนใจแทรกเป็นพักๆ
ถือเป็นหนังตลกแหว๋วๆ ที่ผมชอบแบบพลิกความคาดหมายเลยครับ ตอนแรกก็นึกว่าจะฮาๆ เบาๆ ไม่มีอะไรมาก แต่ที่ไหนได้หนังมีพร้อมทั้งความฮาแบบน่ารัก และสาระดีๆ ที่ “คนมีความรัก” น่าเก็บไปไตร่ตรอง
เฮ่อ เป็นหนังที่ดูจบแล้วมีความสุ๊ขขขข มีความสุข … รู้ใช่ไหมครับว่าผมกำลังประชดอยู่
ผมล่ะอยากรู้เป็นหนักหนาว่าทำไมหนังเรื่องนี้ปีนกระได Box Office ฮ่องกงแล้วทำเงินขึ้นอันดับหนึ่งประจำปีที่ออกฉายได้ ทั้งๆ ที่ดาราหน้าก็ไม่คุ้น (ในขณะนั้น) แต่พอดูแล้วบางอ้อก็มาจ่อตรงหน้าพอดี
ย้อนมาพูดถึงภาคแรกหน่อยดีกว่า เคยพูดถึงภาคสองไว้แล้ว และก็ไม่ค่อยประทับใจนัก แต่ผมชอบภาคแรกนะครับ เลยขอยกมาพูดถึงหน่อยแล้วกัน