หนังแนวสร้างจากชีวิตจริงของนักกีฬาที่ไม่ยอมแพ้ต่อโชคชะตานี่เป็นอะไรที่ผมโปรดมากอีกแนวหนึ่งครับ เพราะดูแล้วมันเพิ่มพลังใจให้เราก้าวเดินต่อไปในโลกใบนี้ (ที่มีทั้งวันฟ้าใสและวันฟ่้ามืด) ได้เสมอ
หนังแนวสร้างจากชีวิตจริงของนักกีฬาที่ไม่ยอมแพ้ต่อโชคชะตานี่เป็นอะไรที่ผมโปรดมากอีกแนวหนึ่งครับ เพราะดูแล้วมันเพิ่มพลังใจให้เราก้าวเดินต่อไปในโลกใบนี้ (ที่มีทั้งวันฟ้าใสและวันฟ่้ามืด) ได้เสมอ
จัดเป็นหนังสำหรับเด็กครับ กับเรื่องราวการผจญภับของหนูน้อยวัย 10 ขวบ ที.เอส. สปิเว็ท (Kyle Catlett) เด็กอัจฉริยะที่สามารถประดิษฐ์สิ่งของสุดล้ำจนทำให้สถาบันสมิธโซเนี่ยนยกรางวัลอันดับ 1 ให้ และได้โทรมาเชิญเขาไปยังสถาบันเพื่อรับรางวัลและแสดงสุนทรพจน์
ผมชอบหนังเรื่องนี้ครับ วันหยุดลองเปิดดูกับลูก ดูแล้วแฮปปี้มีความสุขและอิ่มเอมใจใช้ได้เลย
หนังเรื่องนี้น่ารักดีจังเลยครับ ดูเพลิน สนุก อบอุ่น กินใจ ถือเป็นหนังวันคริสต์มาสดีๆ อีกเรื่องที่ผมต้องเอามาดูซ้ำแน่นอน
แอนนา พาริซี (Katrina Law) ศิลปินสาวที่รักในการวาดภาพแบบสุดๆ แต่เนื่องจากงานศิลปะยังไม่สามารถเลี้ยงชีพเธอได้เธอเลยตัดสินใจรับจ็อบเสริมเป็นนักช็อปส่วนตัวครับ หน้าที่ของเธอก็คือช่วยผู้ว่าจ้างในการเลือกสรรหาของขวัญให้ถูกใจผู้รับที่สุด และลูกค้ารายแรกของเธอก็คือ มาร์ค เรห์นควิสต์ (Aaron O’Connell) นักโฆษณาหนุ่ม แล้วหลังจากนั้นท่านก็คงพอเดาได้น่ะนะครับ ว่าพอพวกเขาได้ใช้เวลาร่วมกัน ได้รู้จักกันและกันมากขึ้น ความรักก็เริ่มก่อตัวขึ้นตามระเบียบ
สารคดีที่บอกเล่าชีวประวัติของนักเขียนนิยายสยองขวัญระดับตำนานอย่าง Stephen King ครับ โดยตอนต้นก็จะมีดาราและผู้กำกับอย่าง Tom Hanks, Frank Darabont, Kathy Bates และ Mick Garris มาเกริ่นนำถึงสไตล์งานของ King ที่สามารถจับใจคนดูและคนอ่านได้อย่างน่าทึ่ง ผมชอบที่ Darabont นิยาม King ว่า “เขาสามารถยกเอาความสยองแบบทรานซิลเวเนียมาไว้ที่ข้างบ้านคุณได้” อันนี้ฟังแล้วเห็นภาพเลยครับ
สิ่งแรกที่อยากจะบอกเลยก็คือ หากท่านใดดูหนังช่วงแรกๆ แล้วรู้สึกงงแบบจับต้นชนปลายไม่ถูกก็ไม่ต้องแปลกใจไปครับ เพราะผมเองก็มีมึนเหมือนกัน 555
ผมรั้งรอที่จะดูหนังเรื่องนี้นานพอสมควรครับ รู้ตัวอีกทีมันจะออกจาก Netflix 15 ตุลานี้แล้ว ดังนั้นเลยรีบคาบมาบอกเลยครับว่าหากใครชอบหนังที่บอกเล่า “ช่วงหนึ่งของชีวิตคน” ล่ะก็ ผมขอกราบงามๆ เรียนเชิญให้ท่านดูหนังเรื่องนี้กันโดยพลันเลยครับ
1984 นิยายแนวดิสโทเปียสุดอมตะของ George Orwell ที่ยังไม่มีโอกาสได้อ่านแบบจริงๆ จังๆ สักที ดังนั้นการเขียนถึงหนังในตอนนี้ก็จะยังไม่เอาไปเปรียบกับนิยายนะครับ
หนังระดับตำนานครับเรื่องนี้ โดยภายนอกของหนังจะดูเหมือนเป็นหนังทริลเลอร์การเมือง แต่เอาเข้าจริงเราสามราถจัดให้หนังเรื่องนี้เป็นตอนหนึ่งของ The Twilight Zone ได้เลย