ไม่แน่ใจเหมือนกันครับว่าจะมีปีต่อไปไหม เพราะปีแรกออกมาถือว่าเรื่อยๆ แต่ก็ไม่เด็ดขาดเป็นพิเศษอะไร
ไม่แน่ใจเหมือนกันครับว่าจะมีปีต่อไปไหม เพราะปีแรกออกมาถือว่าเรื่อยๆ แต่ก็ไม่เด็ดขาดเป็นพิเศษอะไร
ถ้าถามว่าระยะหลังๆ มานี้ผมจดจ่อติดตามผลงานของผู้กำกับคนไหน ก็ตอบได้เลยว่าคนที่มาเป็นอันดับต้นๆ คือ Nancy Meyers
ไมเคิล คิง (Shane Johnson) เป็นคนไม่เชื่อในเรื่องผีสางเทวดาอะไรทั้งสิ้น แต่แล้วเมื่อเขาสูญเสียภรรยาไปในอุบัติเหตุ เขาก็ตัดสินใจจะสืบให้รู้กันไปข้างหนึ่งว่าโลกแห่งผีสางน่ะมีจริงไหม โดยการทำสารคดีค้นคว้าและลองของเกี่ยวกับวิญญาณ ปีศาจ และมนต์ดำทั้งหลาย
ที่เขาว่ากันว่า “ความคิดมีผลต่อทิศทางของชีวิตเรา” นั้น ถือว่าจริงไม่ใช่น้อยเลยครับ
Alejandro Amenábar ผู้กำกับที่หลายคนจดจำได้ดีจากหนังระทึกขวัญชั้นยอดอย่าง Tesis, Abre los ojos (Open Your Eyes) และ The Others กลับมาอีกหนในหนังแนวระทึก+สยอง+ลึกลับ ซึ่งจริงๆ น่าจะเป็นอะไรที่พี่แกถนัดน่ะนะครับ
รู้สึกว่าระยะหลังๆ หนังรักดูจะเข้าโรงน้อยลงนะครับ ไม่ว่าจะรักหวานๆ รักขำๆ หรือรักขมๆ ก็ตาม เรียกว่ามีน้อยจนผมต้องไปพึ่งพาดูหนังหวานๆ จาก Hallmark กันเลยล่ะ
ต้องยอมรับนะครับว่าของอะไรก็ตามที่ฮิตขึ้นมาน่ะ มันจะต้องโดนคนทำหนังจับมาใส่เรื่องผีสางเหนือธรรมชาติลงไปเสมอ 555
หลังจาก Cell ทำให้ผมเซ็งชีวิตไปพอประมาณแล้ว ก็ขอหาหนังมาฟื้นฟูศรัทธาด้านความสยองตื่นเต้นสักเรื่องน่ะนะครับ แล้วผมก็เลือกเรื่องนี้ครับ เพราะกระแสถือว่าสวยมากทีเดียว
Hard Target ภาคแรกมีความหมายต่อผมในฐานะเป็นหนังแอ็กชันเรื่องแรกที่ John Woo ทำให้กับ Hollywood แม้ตัวหนังจะไม่ได้เด็ดขาดอะไรมาก แต่ก็ถือว่ามันส์ครับ อีกอย่างคือหนังจัดเต็มลีลาแบบ Woo แบบเต็มพิกัดไม่ว่าจะสโลว์, สไลด์ยิง, ถือปืนสองมือ หรือเอาปืนมาจ่อใส่กัน
จริงๆ หนังเรื่องนี้น่าจะเป็นอะไรที่เข้าทางผมมากเลยครับ เพราะเป็นหนังดราม่าที่จับเอาช่วงเวลาหนึ่งของคนมาบอกเล่า ซึ่งหนังสไตล์นี้ที่ผมชอบก็ยกให้ American Graffiti, Stand By Me และหนังตระกูล Before Sunrise ทั้งหลาย