ผมดู 80 for Brady ตอนเช้าวันจันทร์ระหว่างออกกำลังกายครับ และถือเป็นหนึ่งในการตัดสินใจที่ถูกต้องมากๆ เพราะหนังมีความเป็น Feel Good ให้แรงบันดาลใจ ส่งให้ผมได้รับพลังบวกในวันแรกของสัปดาห์แบบเต็มๆ เลยครับ
ผมดู 80 for Brady ตอนเช้าวันจันทร์ระหว่างออกกำลังกายครับ และถือเป็นหนึ่งในการตัดสินใจที่ถูกต้องมากๆ เพราะหนังมีความเป็น Feel Good ให้แรงบันดาลใจ ส่งให้ผมได้รับพลังบวกในวันแรกของสัปดาห์แบบเต็มๆ เลยครับ
ถ้าคุณเป็นคอการ์ตูนญี่ปุ่นแนวอบอุ่น+กินบรรยากาศ, เป็นสาวก Makoto Shinkai หรือเป็นคนรัก Ghibli ล่ะก็ เรื่องนี้สามารถตรงดิ่งไปดูได้เลยครับ ไม่ต้องรออ่านสิ่งที่ผมจะเขียนด้านล่างนี่แล้ว 😊
การ์ตูนชุดของสนูปี้และชาร์ลี บราวน์ นั้นถือเป็นการ์ตูนประเภท Feel Good ที่อมตะมากๆ เรื่องหนึ่งครับ
ผมเคยดู Book Club แล้วรอบนึงครับ ซึ่งผมชอบนะ คืออาจจะไม่ได้ถึงกับชอบมากๆ แต่หนังมันกำลังดีน่ะครับ เนื้อเรื่องอาจจะดูเบาๆ ไม่หนักมาก แต่ในแง่การแสดงแล้วถือว่ายอดเยี่ยมเพราะ 4 ดารานำนี่ล้วนเป็นระดับลายคราม แต่ละคนนี่ถ้าไม่ได้ออสการ์อย่างน้อยก็ต้องได้เข้าชิง เล่นเรื่องไหนลื่นไหลเรื่องนั้นอยู่แล้ว ไว้ใจได้เสมอ
ผมเว้นช่วงในการดูหนังรักโรแมนติกไปนานพอดูครับ เหมือนถึงจุดอิ่มตัวในช่วงหนึ่งเลยมีการพัก แล้วก็ปล่อยให้หนังรักหลายเรื่องผ่านตาไป กะไว้ว่าถ้าเกิดอารมณ์อยากดูเมื่อไรแล้ว ก็ค่อยคว้ามาดู และ Love Is in the Air ถือเป็นเรื่องแรกครับ ผลก็คือดูแล้วแฮ้ปปี้ใช้ได้เลยทีเดียว
Welcome to Mama’s เรื่องนี้สร้างความประทับใจให้ผมแบบซึมลึกครับ คือดูแล้วไม่ได้ชอบในทันที และว่าตามจริงหนังไม่ได้สมบูรณ์พร้อมเจ๋งเป้งอะไรขนาดนั้น แต่หนังน่ะมีดีอยู่ครับ และสิ่งดีๆ (ทั้งเรื่องราวดีๆ, แง่คิดดีๆ และความรู้สึกดีๆ) มันค่อยๆ ถูกบ่มอยู่ภายในใจเราระหว่างที่ดู จนผมบอกได้ว่าหนังเรื่องนี้ถือว่าน่าดูไม่น้อยสำหรับคนที่ชอบหนังโรแมนติกผสม Feel Good สไตล์ Hallmark
กิจวัตรยามเช้าในช่วงหลายวันมานี้ของผม หลังจากส่งลูกไปโรงเรียนแล้ว ก็จะมาเปิดดูหนัง Feel Good หรือไม่ก็หนังคริสต์มาสดูครับ ยอมรับเลยว่าดูแล้วมันสุขใจ และพลอยทำให้ช่วงเวลาที่เหลือของวันมันเต็มไปด้วยบรรยากาศดีๆ แม้จะมีปัญหาแทรกซ้อนเข้ามาบ้าง แต่ก็รู้สึกว่าเรารับมือกับมันได้ด้วยใจที่เบิกบาน
ขอเกริ่นก่อนสำหรับท่านที่ไม่เคยดูหนังชุดนี้นะครับ ว่านี่ถือเป็นตอนที่ 4 ของหนังชุด Time for Me to Come Home for Christmas ที่สร้างโดยได้แรงบันดาลใจมาจากเพลง Time for Me to Come Home ของ Blake Shelton และจากหนังสือชื่อเดียวกับเพลงที่เขียนโดย Dorothy Shackleford (ซึ่งก็คือแม่ของ Blake Shelton) และ Travis Thrasher
แล้วเราก็มาถึงตอนที่ 3 ของหนังชุด Time for Me to Come Home for Christmas ครับ ซึ่งสองภาคแรกนั้นผมยังรู้สึกเรื่อยๆ ยังไม่ถึงกับชอบอะไรมาก แต่มาภาคนี้นี่ต้องขอยกนิ้วให้เลยครับ เพราะทำออกมาได้กลมกล่อมกำลังดี และน่าติดตามอีกด้วย – แต่ก็ต้องบอกก่อนนะครับว่าหนังแต่ละตอนนั้นมีตัวละครหลักเป็นคนละชุดกัน แต่อยู่ในจักรวาลเดียวกันครับ และมีสิ่งที่เชื่อมหนังทุกตอนเข้าด้วยกันก็คือเพลง Time for Me to Come Home ของ Blake Shelton นั่นเอง
เรื่องนี้ถือได้ว่าเป็นตอนต่อของ Time for Me to Come Home for Christmas ครับ แม้ตัวละครจะเป็นคนละชุดกัน แต่ก็เป็นหนังที่สร้างโดย Blake Shelton และ Dorothy Shackleford (แม่ของ Blake) และประเด็นในหนังก็ถือว่ามาทางเดียวกันด้วย