หมวดหมู่: Comedy

Ghostbusters: Afterlife (2021) โกสต์บัสเตอร์ ปลุกพลังล่าท้าผี

ระหว่างดู Ghostbusters: Afterlife ใจก็คิดครับว่าโจทย์ในการทำหนังภาคต่อประเภทที่ระยะห่างระหว่างภาคก่อนกับภาคนี้ยาวนานเกิน 10 ปีขึ้นไป มันย่อมต่างจากการทำภาคต่อแบบห่างกันแค่ไม่กี่ปี

Freaky Friday (2003) ศุกร์สยอง สองรุ่นสลับร่าง

ผมดู Freaky Friday โดยชวนให้ภรรยาและลูกสาวตัวเล็กมานั่งดูด้วยกันครับ เพราะผมมั่นใจว่านี่เป็นหนึ่งในหนังที่แม่กับลูกสาวควรมานั่งดูด้วยกันแบบสุดๆ แล้วล่ะ

Sweet Home Alabama (2002) สวีทนัก… รักเราไม่เก่าเลย

Sweet Home Alabama หนังรักเบาๆ ดูสบายว่าด้วยเรื่องของเมลานีย์ (Reese Witherspoon) ที่ถูกแฟนหนุ่มอย่าง แอนดรูว์ (Patrick Dempsey) แน่นอนว่าเธอดีใจมากมายครับ แต่ก็ดันมีปัญหาตรงที่จริงๆ เธอน่ะเคยแต่งงานกับเจค (Josh Lucas) รักเก่าที่บ้านเกิดของเธอ แล้วเขาก็ยังไม่ได้เซ็นต์ใบหย่าด้วย เธอเลยต้องรีบถ่อจากนิวยอร์คไปแอละแบมาเพื่อขอให้เขาเซ็นต์ใบหย่าซะให้มันจบๆ ไป

Christmas She Wrote (2020)

Christmas She Wrote ถือว่าตั้งชื่อเรื่องได้เหมาะอยู่ครับ ตัวเอกของเรื่องคือ เคย์ลีห์ คิง (Danica McKellar) คอลัมนิสต์สาวเก่งของเดอะโกลบ ที่จู่ๆ เธอกลับถูกไล่ออกโดยบรรณาธิการคนใหม่ที่ชื่อ ทริปป์ วินด์แฮม (Dylan Neal) เธอเลยตัดสินใจไปอยู่กับพี่สาวที่อยู่ในไพน์เบอร์รี่ เมืองเล็กๆ ในแคลิฟอร์เนีย

Look Both Ways (2022) สองทาง

สิ่งแรกที่ต้องบอกก่อนเลยก็คือ ที่ผมกำลังจะพูดเกี่ยวกับหนัง Look Both Ways นี้ ผมไม่มีความเป็นกลางครับ เพราะผมตกหลุมรักหนังเรื่องนี้เข้าแบบจังเบ้อเร่อเลยล่ะ

สองหัวใจยังไงก็ไม่เหงา (2009) Look For A Star

Look For A Star หนังรักดูง่าย แต่เนื้อหาก็ไม่ได้เบาซะทีเดียวครับ เรียกว่าเป็นส่วนผสมระหว่างโรแมนติกเบาสมองบวกกับดราม่าหน่อยๆ ที่แม้จะไม่ถึงกับอร่อยสุดๆ แต่ก็ดูได้เรื่อยๆ

Day Shift (2022) งานต้องล่า

Day Shift เป็นหนังดูง่าย เล่าง่าย เขียนง่ายครับ สรุปสั้นๆ ว่าเป็นหนังแอ็กชันล่าแวมไพร์ที่ดูได้เพลินๆ เอามันส์เป็นหลัก จัดว่าโอเคตามมาตรฐานของหนัง Netflix น่ะครับ

Little Manhattan (2005) รักแรกของหัวใจสีชมพู

ถ้าจะนิยามว่า Little Manhattan คือแฟนฉันฉบับอเมริกันก็คงไม่ผิดอะไรครับ เพราะโครงเรื่องน่ะมาทางเดียวกันเลย และที่สำคัญคือดูจบแล้วได้ความรู้สึกดีๆ ติดหัวกลับมาด้วย

เลิก 100 ครั้งก็ยังรักเธอ (2014) Break Up 100

Break Up 100 เป็นหนึ่งในหนังไม่กี่เรื่องที่ผมเอามาดูซ้ำรอบ 2 ในเวลาเพียงไม่กี่วันครับ เพราะหลังจากดูรอบแรกแล้วมันมีอะไรบางอย่างติดอยู่ในความรู้สึก ขณะเดียวกันใจก็บอกไม่ถูกเกี่ยวกับหนัง คือบางอย่างเราก็ชอบนะ แต่บางอย่างก็รู้สึกว่ายังดีได้อีก พอคำถามและความรู้สึกมันวนเวียนอยู่ในหัว ก็เลยหาเวลาดูมันอีกรอบ ให้คำตอบมันกระจ่างยิ่งขึ้น… และผลก็คือ ผมว่าผมชอบหนังเรื่องนี้อยู่พอสมควรแฮะ