Crime

Crime 101 (2026) เส้นทางปล้นโคตรระห่ำ

ปกติในแต่ละวันผมจะดูหนังหลายเรื่องครับ แต่วันนี้เจอเรื่องนี้เข้าไปเรื่องเดียวแล้วรู้สึกอิ่ม คือจะดูเรื่องอื่นอีกไหมยังตอบไม่ได้ แต่ถ้าจะไม่ดูเรื่องอื่นอีกก็ไม่เป็นไรครับ เพราะเรื่องนี้ทำให้ผมอยู่ท้องแล้วล่ะ

หนังเป็นแนวโจรกรรมครับ ถือว่ามาทางใกล้ๆ กับ Heat นั่นคือมีดราม่าผสม มีแอ็คชั่นผสาน แต่จะไม่ได้เน้นความหวือหวาในการขโมยแบบพวกหนัง Ocean’s หรือ The Score แล้วก็ไม่ได้เน้นความระทึกหักเหลี่ยมชิงไหวชิงพริบอะไรขนาดนั้นด้วย

หนังเล่าเรื่องของโจรคนหนึ่ง (Chris Hemsworth) ที่ปล้นอย่างมีหลักการ คือจะไม่ฆ่าหรือทำร้ายใคร และจะพยายามวางแผนให้รัดกุมที่สุดเพื่อป้องกันความสูญเสีย และเป้าหมายที่เขาปล้นก็จะเป็นพวกคนที่มีเงินล้นๆ เหลือๆ หรือไม่ก็พวกที่ทำนาบนหลังคนอะไรประมาณนั้น

ขอเล่าแค่นี้นะครับ เรื่องต่อจากนี้ไปดูเองจะดีที่สุด เพราะหนังมันไม่ได้มาพร้อมความซับซ้อนซ่อนเงื่อนอะไร แต่มันคือการบอกเล่าชีวิตของคนเป็นโจรที่มาพร้อมหลักการ แล้วก็ชีวิตอื่นๆ ที่เข้ามาเกี่ยวข้องกับเขาซึ่งแต่ละคนก็มีปมชีวิตต่างกันไป ไม่ว่าจะลู (Mark Ruffalo) นายตำรวจที่ตามคดีของโจรคนนี้ หรือชารอน (Halle Berry) ที่เขาหมายมั่นจะเข้าประกบด้วยเหตุผลบางอย่าง

เพื่อไม่ให้เป็นการเสียเวลาในการพิจารณาว่าจะดูดีไหม ก็เอาเป็นว่าถ้าท่านอยากได้หนังโจรกรรมสายบันเทิงประเภทมีแผนซับซ้อน ขโมยกันแบบครึกครื้น มีการหักหลังซ่อนเหลี่ยม หรือต้องการแอ็คชั่นแบบหนักๆ ล่ะก็ บอกเลยครับว่าไม่ใช่เรื่องนี้ แต่ถ้าใครชอบหนังปล้นสไตล์ Heat ผมว่าเรื่องนี้ควรค่าแก่การลิ้มลองอยู่

หนังยาวประมาณ 2 ชั่วโมง 20 นาที ก็ถือว่ายาวอยู่ครับ แต่ผมดูได้เรื่อยๆ นะจังหวะการเล่าเรื่องมันพอดีๆ ไม่เร่งไป แต่ก็ไม่ช้าเกิน ซึ่งความดีความชอบในหนังนี่ต้องยกให้ผู้กำกับ Bart Layton ที่คุมหนังได้อยู่มือ อันว่าหนังปล้นผสมดราม่าที่เข้าท่ามันควรจะประมาณนี้ล่ะครับ คือมีดาราดีๆ มาช่วงประคองไว้ ตามด้วยงานภาพที่ถือว่ามีเกรด สมฟอร์มที่เป็นหนังใหญ่ ซึ่งอันนี้ก็ต้องชมผู้กำกับภาพ Erik Wilson (Paddington 2 – 3, The Electrical Life of Louis Wain) ที่ถ่ายภาพออกมาได้สวย ดูมีความขลัง สื่ออารมณ์หม่นๆ ของคนเป็นโจรได้อย่างพอเหมาะ รวมทั้งมีลูกเล่นเรื่องภาพในระดับที่ไม่หลุดไปจากความเป็นหนังจริงจัง

การเล่าเรื่องก็ถือว่าดีครับ คือออกจะเรื่อยๆ แต่ไม่น่าเบื่อ เพราะแต่ละฉากก็จะมีประเด็นมาให้เราโฟกัส เช่นบางฉากก็เน้นนำเสนอคาแรคเตอร์ของตัวละครให้เราเห็นนิสัยใจคอ ความรู้สึกนึกคิด หรือสื่อถึงห้วงอารมณ์ บางฉากก็เน้นความระทึกเช่นฉากปล้น หรือฉากขับรถไล่ล่าก็ทำออกมาได้ตื่นเต้นพอสมควร และตัวบทที่ดูเหมือนจะไม่มีอะไรซับซ้อน ทุกอย่างดูง่ายๆ แต่มันเป็นความง่ายที่มีประเด็นสาระเจืออยู่ในนั้น

ผมชอบธีมของหนังที่เหมือนจะบอกให้เราตระหนักว่า โลกนี้มันไม่ได้ขาววิ้งหรือดำหมด แต่มันอยู่ในโซนเทาๆ และหากเราอยากจะอยู่รอดให้ได้ในโลกใบนี้ ก็ต้องรู้เท่าทัน จะไปโลกสวยใสกิ๊งหรือจะไปมืดจัดสุดโต่ง ไปแบบสุดทั้ง 2 ทางก็รอดยากทั้งคู่ มันต้องหาจุดกึ่งกลางให้เจอ แล้วก็หาทางไปต่อ

ที่บอกแบบนี้ไม่ได้สนับสนุนให้ท่านเป็นโจรหรือไปโกงใครนะครับ แต่หมายความว่าท่านต้องทันเกม ท่านไม่ต้องไปมือเปื้อนหรือทำอะไรผิดๆ แบบหลายๆ คนก็ได้ เพียงแต่ท่านก็ต้องรู้ทันว่าบางเส้นทางนั้นคนดีๆ ก็เดินยาก – คนเทาๆ จะเดินได้ง่ายกว่า – ดังนั้นหากท่านจะเดินบนเส้นทางดีๆ หรือเดินบนทางที่ขาวมากกว่าดำ ท่านก็ต้องหาให้เจอว่าตัวเองควรไปเดินบนทางเส้นไหน เช่น รู้ว่าองค์กรนี้เล่นเส้นกันหนัก เล่นพรรคพวกกันสุดๆ ก็ไปหาองค์กรที่เรื่องพวกนี้มันน้อยๆ หน่อย หรือไม่ก็ต้องไปตั้งองค์กรขึ้นใหม่เองแล้วควบคุมให้มันขาวที่สุดเท่าที่จะขาวได้ หรือไม่ก็ต้องเปลี่ยนสายอาชีพกันไป ฯลฯ พูดง่ายๆ คือหาที่หาทางของตัวเองให้เจอ

และบอกตัวเองไว้เสมอว่า “หากมันจะยาก ก็อย่าแปลกใจ เพราะโลกมันก็แบบนี้แหละ – แบบที่มันเป็นน่ะ”

====== สปอยล์ครับ ======

ผมชอบบทสรุปของเรื่องนะ ที่สุดท้ายคุณตำรวจลูเสนอทางออกให้พระเอกสามารถหลบฉากออกจากเรื่องนี้ไปได้ ซึ่งเหตุผลสำคัญเลยที่พระเอกรอดคือ เขาไม่ล้ำเส้น – เขาอาจเป็นโจร แต่เขาไม่ฆ่าคน มันเลยพอจะมีทางให้เขาหลบเร้นออกจากเรื่องนี้ไปได้

ผมจะไม่สรุปว่า ถ้าคุณจะปล้น ต้องไม่ฆ่าคนนะ จะปล้นก็ปล้นไป แต่อย่าฆ่าคนเพื่อให้โทษน้อย ผมจะไม่บอกแบบนั้นนะครับ เพราะปล้นมันก็คือปล้นนั่นแหละ ยังไงก็มีโทษ และยังไงก็จะมีคนเดือดร้อน แต่ขอบอกแบบนี้ดีกว่า ว่าจงเตือนตัวเองไว้ว่าอย่าทำอะไรล้ำเส้น โดยเฉพาะเส้นที่หากล้ำไปแล้วจะย้อนกลับไม่ได้ อย่างเช่นอย่าทำอะไรที่มันผิดกฎหมาย เพื่อที่คุณจะได้เหลือทางเดิน จะได้พอมีทางออก หรืออย่างน้อยงานก็จะได้ไม่งอกไปกว่าที่เป็นอยู่

อย่างเช่นการที่เงินไม่พอใช้ แน่นอนว่ามันก็เป็นปัญหาที่หนักหัว แต่หากเราไปปล้นเพื่อเอาเงินมาใช้ ถ้าโดนจับก็จะซวยหนักกว่าเก่า นอกจากจะไม่รวยขึ้นแล้วยังโดนจับอีก – ทีนี้ผมเชื่อว่าก็คงจะมีคนบอกว่า “งั้นต้องปล้นไม่ให้จับได้” ซึ่งผมก็ไม่เถียงนะครับ ว่ามันมีแหละในโลกนี้ที่คนสามารถปล้น สามารถโกง สามารถยักยอกทรัพย์ชาวบ้านไปแล้วรอดตัวไม่โดนจับได้ แต่ที่โดนจับมันก็มีไงครับ แล้วท่านจะมั่นใจได้ไงว่าจะไม่โดนจับ มันคือความเสี่ยงนั่นแหละ อันนี้คงต้องแล้วแต่วิจารณญาณของแต่ละคนจริงๆ

เอาเป็นว่าจะเลือกทางไหนก็คิดให้รอบด้าน คิดให้ครบ และคิดให้ถ้วนก็แล้วกันนะครับ – ด้วยความปรารถนาดีจากใจครับ

====== หมดสปอยล์ครับ ======

ก็ตามนั้นครับ ผมค่อนข้างชอบหนังมากอยู่ แม้เรื่องมันจะดูเรื่อยๆ ไม่ได้ถึงขั้นชวนติดตามแบบจัดๆ หรือเข้มข้นแบบสุดๆ แต่ผมว่ามันนำเสนอในระดับที่กำลังดี ไม่ได้อวยโจรจนเกินเหตุ อีกทั้งยังสะท้อนให้เห็นว่าเมื่อเลือกเดินทางสายนี้แล้วชีวิตจะต้องโดดเดี่ยวและต้องหวาดระแวงเพียงใด ตามด้วยการจิกกัดพวกรวยแต่ไม่ซื่อ รวมถึงพวกที่หลอกใช้คนอื่นเพื่อกอบโกยผลประโยชน์เข้าตัว โดยใช้ตำแหน่งหรืออนาคตอันสวยหรูเป็นเครื่องล่อให้คนมาทำงานให้ตน

อีกทั้งยังสะท้อนความจริงของโลกไปพร้อมๆ กัน – ว่าต่อให้ทำงานที่ได้ชื่อว่าสุจริต และถึงแม้เราจะทำงานอย่างสุจริตก็ตาม ก็ใช่ว่าผลลัพธ์ลงเอยจะสดใสสวยงามเสมอไป – ไม่ได้บอกแค่เพื่อให้ท่านรับมันได้ แต่เพื่อให้ท่านรู้ และจะได้หาทางรับมือกับมัน

สองดาวครึ่งบวกๆ ครับ

(7.5/10)