Chinese/Hong Kong/Taiwan Movies

วิวาห์อลเวง (1962) The Bride Napping

เผียนจี้ (เจียวจวง, Chiao Chuang, Kiu Chong) บัณฑิตที่ขายภาพแต่งกลอนยังชีพ ได้พบกับคุณหนูหลิวยิ่วอิง (ติงหนิง, Ding Ling) ผู้เพียบพร้อม พวกเขาชอบพอกัน แต่ดันมีเหตุวุ่นวายเกิดขึ้นจนทำให้เกิดเรื่องราวยุ่งเหยิงผิดฝาผิดตัว

ร่วมด้วย เล่อตี้ (Betty Loh Ti) ในบทเฉินหลาน สาวใช้ของคุณหนูหลิวที่ต้องคอยใช้สมองแก้ไขเรื่องยุ่งๆ, เฉินโย่วซิน (Chen Yu Hsin) เป็นเศรษฐีหลิวเต้อหมิง พ่อของคุณหนูหลิว, หม่าเซี่ยวหนง (Ma Xiao Nong) เป็นภรรยาเศรษฐีหลิว, กู้เหวินจง (Ku Wen Chung) เป็นหลิวฟู พ่อบ้านตระกูลหลิว

จูมู่ (Chu Mu) เป็นโจวถุง อันธพาลที่มีส่วนอย่างแรงในการทำให้เรื่องราวมันวุ่นวายมากขึ้น, จางจงเหวิน (Diana Chung-Wen Chang) เป็นโจวหยูหลิง น้องของโจวถง, เทียนเฟิง (Tien Feng) เป็นหลี่เจิ้ง นายพลใจสิงห์ พี่ของโจวถุง และหนังกำกับโดย เหยียนจิ้ง (Yen Chun) ครับ

ตอนแรกนึกว่าจะเป็นหนังเพลงหวงเหมยแบบเต็มรูปแบบ เพราะตอนต้นหนังทำท่าจะไปทางนั้น แต่กลายเป็นว่ามีฉากร้องเพลงอยู่ไม่มากครับ นอกนั้นก็จะเน้นประเด็นความวุ่นวาย ซึ่งก็มีทั้งความวุ่นวายจากการผิดฝาผิดตัว (มุกสลับตัว หรือไม่ก็มุกเข้าใจผิดว่าคนนั้นเป็นคนนี้) และความวุ่นวายจากการเอาแต่ใจ ความไม่รู้จักผิดชอบชั่วดีจนทำให้ชาวบ้านเดือดร้อนกันไปหมด

ทีที้ท่านจะชอบหรือนี้ไหมก็ต้องแล้วแต่ว่าท่านโอเคกับพล็อตทำนองนี้ไหมน่ะครับ ถ้าโอเครับได้หรือไม่ก็ชอบดาราในเรื่อง ผมก็เชื่อว่าท่านจะเพลิดเพลินกับการดูหนังเรื่องนี้ แต่หากท่านใดที่รู้สึกรำคาญ ไม่ชอบเลยพวกมุกผิดฝาผิดตัว หรือไม่ชอบเลยที่จะต้องมาเห็นคนดีๆ ต้องมาวุ่นวายเพราะคนไม่ดีเอาแต่ใจและก่อเรื่องก่อราว หนังเรื่องนี้ก็อาจเป็นเสมือนยาขมหม้อใหญ่สำหรับท่านครับ

แต่มีจริงๆ นะครับ คนที่ไม่ชอบเรื่องราวสไตล์นี้ บางคนก็มองว่ามันดูวุ่นวายไร้สาระ เรื่องไม่เป็นเรื่อง หรือไม่ก็จะรู้สึกเสียเวลาเพราะในทางหนึ่งเรื่องสไตล์นี้มันเหมือนกับเส้นผมบังภูเขา ถ้ามีการปรับความเข้าใจกันดีๆ เรื่องมันก็คงเอยได้แล้ว ไม่ต้องใช้เวลานานขนาดนี้ในการเล่าเรื่องก็ได้ – อันนี้ก็พอเข้าใจได้ครับ ผมจึงบอกว่าถ้าไม่แนวกับเรื่องสไตล์นี้ก็ข้ามเรื่องนี้ได้เลยครับ

ส่วนผมนั้นก็มีแอบหงุดหงิดบ้างกับพฤติกรรมของโจวถุงที่พี่ท่านจะเอาแต่ใจไปถึงไหน เรื่องมันบ้าบอหนักหนาก็เพราะความบ้าของพี่นี่แหละ แต่ขณะเดียวกันหนังก็สะท้อนความจริงบางอย่างในโลกครับ อย่างแรกเลยคือ ความเข้าใจผิดนั้นมันเกิดขึ้นได้ทุกเมื่อทุกเวลา ซึ่งหากมันเกิดขึ้นมาแล้วนั้น สิ่งที่ควรทำหาใช่การหงุดหงิดหรือโวยวาย หาใช่การโหมเรื่องให้มันลุกลามใหญ่โต แต่เราควรใจเย็นให้มากๆ และมองให้เจอปัญหาที่แท้จริง แล้วก็แก้ไขมันซะ เข้าใจผิดตรงไหนก็หาทางคุยกันเพื่อทำให้เรื่องมันกลับมาสู่ลู่ทางที่ถูก เรื่องมันจะได้จบลงไวๆ

ประเด็นต่อมาคือ เหตุผลหนึ่งที่โจวถุงแก่สร้างความวุ่นวายใหญ่โตขึ้นมาได้ ก็เพราะพวกพ้องของตนให้ท้าย ยังดีที่หยูหลิงน้องของเขายังพยายามแก้ไขสิ่งที่พี่ทำไม่ถูก แต่จนแล้วจนรอดเรื่องมันก็ไม่จบเพราะพี่ใหญ่อย่างหลี่เจิ้งก็ฟังความข้างเดียว และเรื่องมันคงจะไม่จบลงง่ายๆ หากไม่เผอิญมีคนที่มีทั้งฝีมือและอาวุโสโผล่มาคลี่คลายสถานการณ์

พอมองประเด็นนี้แล้วย้อนมามองโลก ก็พบว่าส่วนหนึ่งที่โลกวุ่นวายอยู่เนืองๆ ก็เพราะการที่คนเข้าข้างพวกพ้องตนเอง ไม่ยอมพิจารณาเหตุผลให้รอบด้าน เอาแต่ฟังความฝ่ายของพวกตนอย่างเดียว ซึ่งเรื่องแบบนี้ถ้าจะให้ดี เราก็ต้องมานั่งตรวจสอบให้รอบด้านครับ ว่าความข้างคนของเราน่ะเขาว่าไง แล้วก็สำรวจความของคนฝั่งอื่นๆ เอามาประกอบกัน

ถ้าทำแบบนี้แล้วคนฝั่งของเราโวยวายขึ้นมาว่า “นี่ไม่เชื่อที่เราพูดหรือ ถึงต้องมาตรวจสอบกันแบบนี้” ก็ตอบได้เลยครับว่า “เราทำเพื่อเธอเลยนะ เพื่อยืนยันเรื่องของเธอให้หนักแน่นมากขึ้น คนอื่นๆ เขาจะได้ไม่ครหาว่าเราเข้าข้างพวกเดียวกัน”

แล้วก็อย่างที่บอกครับ ว่าสุดท้ายแล้วเรื่องจบลงก็เพราะมีคนที่ใหญ่พอ เก๋าพอช่วยออกหน้า เรื่องมันถึงยุติ ซึ่งก็สะท้อนอีกครับว่า ท่ามกลางความยุงเหยิงมากมายในโลกที่เกิดขึ้นไม่เว้นแต่ละวัน คนที่เป็นผู้หลักผู้ใหญ่หรือผู้มีอำนาจต้องหนักแน่นพอที่จะยืดหยัดในการทำสิ่งที่ถูกที่ควร อีกทั้งยังต้องกล้าระงับยับยั้งการกระทำที่ผิด โดยเฉพาะการเกะกะระรานข่มเหงรังแกกัน

ยอมรับว่าเขียนถึงตรงนี้แล้วแอบถอนหายใจครับ เพราะโลกเราทุกวันนี้ก็เหมือนความวุ่นวายอันเกิดจากคนด้วยกันก็ยังเกิดขึ้นรายวัน – เราจะอัพเดตหรืออัพเกรดคนเหล่านี้ให้เป็นเวอร์ชั่นที่ดีขึ้นได้อย่างไรหนอ

ครับ โดยรวมแล้วผมชอบนะ หนังสนุกดี แม้จะยาว 2 ชั่วโมงกว่าแต่ก็ดูได้เรื่อยๆ – เอาจริงๆ ผมก็มีความหงุดหงิดในบางประเด็นนะ แต่เนื่องจากหนังทำได้ค่อนข้างดีตามแนวทางของมัน ผมเลยอยู่ในฝั่งชอบครับ

สองดาวครึ่งครับ

(7/10)