Horror

Bambi: The Reckoning (2025) แบมบี้

แล้วเราก็มาถึงเรื่องที่ 4 ในแฟรนไชส์ The Twisted Childhood Universe ที่จับเอาตัวละครน่ารักในวัยเยาว์มายำใหม่ให้กลายเป็นสายโหดแทน

ชื่อก็บอกแล้วครับว่าหนนี้เราจะได้เจอกับแบมบี้ กวางน้อยที่โดนพรากแม่ไปตั้งแต่ยังเล็ก (ด้วยน้ำมือมนุษย์) ครั้นพอโตขึ้นได้เจอคู่ คู่ก็ยังมาถูกพรากไป (เพราะมนุษย์อีกเช่นกัน) ไหนลูกก็ยังมาหายไปอีก ด้วยความเจ็บแค้นเคืองโกรธมาบวกกับการได้กินน้ำจากแหล่งน้ำที่โดนคนทิ้งสารพิษลงไป แบมบี้เลยกลายเป็นกวางพิโรธโกรธมวลมนุษย์ แล้วมันก็ไล่ชนทุกสิ่งที่เกี่ยวข้องกับมนุษย์เพื่อล้างแค้นให้กับทุกความสูญเสียที่มันต้องเผชิญ

ถ้าไล่กันตามความชอบในจักรวาลนี้ (จนถึงตอนนี้) ที่ชอบน้อยสุดคงหมีไม้พ้น Winnie-the-Pooh: Blood and Honey ภาคแรกน่ะครับ ส่วนที่ชอบขึ้นหน่อยก็คือหมีพูห์ภาค 2 แล้วก็ Peter Pan’s Neverland Nightmare ตามมาติดๆ ส่วน Bambi: The Reckoning ก็รองลงมา ส่วนตัวมองว่าดูได้เรื่อยๆ เพียงแต่หลายอย่างก็ยังไม่สุด และบางองค์ประกอบก็ลดทอนความเพลินของหนังลงหน่อยๆ

ในส่วนของความโหดนั้นก็นับว่ามีอยู่ครับ แต่ผมว่ามันไม่หนักเท่าหนังหมีพูห์นะ และสิ่งหนึ่งเลยที่รู้สึกว่ามีข้อจำกัดคือตัวแบมบี้เองที่ลีลาการฆ่าคนนั้นอาจไม่หลากหลายเหมือนเจ้าอื่นๆ ทำได้อย่างมากก็คือเอาเขาพุ่งชนจนไส้ทะลึกหรือไม่ก็กระทืบด้วยขาจนกว่่าเหยื่อจะแหลก ซึ่งก็ได้แค่นั้นครับ จะไปตีลังกา วาดแขน หรือเหวี่ยงขวานก็คงไม่ใช่ เลยทำให้ดีกรีสีสันความน่าสนใจของแบมบี้สายโหดนี้ไม่มากเท่าที่ควร – และใช่ครับ หนังไม่ได้มีเซอร์ไพรส์เกี่ยวกับตัวแบมบี้ ไม่มีอะไรให้ว้าวหรือทึ่ง จุดนี้เลยทำให้รู้สึกว่ามันดูธรรมดาไปหน่อย

ในแง่การเดินเรื่องก็ค่อนข้างเรื่อยๆ ครับ หลายช่วงออกจะช้าไปหน่อยด้วย และตัวเรื่องเองก็ไม่มีอะไรซับซ้อน แม้หนังเหมือนจะพยายามปิดบางประเด็นเพื่อไปเผยในตอนท้าย แต่เอาเข้าจริงมันก็ไม่ได้ทำให้หนังน่าสนใจขึ้น ซึ่งออกจะต่างจากหมีพูห์ภาค 2 และปีเตอร์แพนที่บทมันมีอะไรมากกว่า

อีกอย่างคือตัวละครที่บางทีก็ออกแววน่ารำคาญหรือตัดสินใจแบบไม่ฉลาด แม้จะไม่หนักมากจนน่าหนักใจ แต่มันก็ลดทอนความเพลินบางประการของหนังไปเหมือนกัน – พอเขียนถึงตรงนี้ก็แอบคิดนะว่าถ้าหนังบิดไปในแนวว่าแบมบี้ฉลาดมากจนวางแผนโน่นนี่ในการจัดการมนุษย์ แล้วคนที่เหลือก็ต้องมาเฉือนคมกับกวางโหดตัวนี้ มันก็น่าจะเพิ่มความสนุกให้หนังได้ไม่น้อย

ดังนั้นถ้าว่ากันถึงตัวหนังในฐานะหนังสยอง ก็ถือว่ากลางๆ ครับ ยังไม่มีอะไรเด่นมากนัก แต่กระนั้นผมก็ชอบนะที่หนังตบฉาดใส่หน้าสิ่งมีชีวิตที่เรียกว่าคนแบบตรงๆ ตั้งแต่การที่มนุษย์เราเอาเปรียบธรรมชาติ รบกวนธรรมชาติมากขึ้นๆ จนผมจะไม่แปลกใจเลยหากสักวันหนึ่งธรรมชาติมันจะตั้งหน้าพาพวกมาทวงคืนพื้นที่ เพราะบางอย่างมันก็เกินพอดี อย่างเรื่องปล่อยสารพิษลงน้ำเป็นต้น

แล้วที่แย่หนักคือ บางทีรู้ทั้งรู้นะว่าตัวเองทำไม่ถูก ทำแล้วจะมีผลต่อธรรมชาติยังไง แต่ก็ยังหน้าด้านทำต่อไปเรื่อยๆ อย่างไร้ความรับผิดชอบ จนสุดท้ายธรรมชาติต้องรับผล และพอถึงจุดหนึ่งมันก็จะย้อนมาให้คนอย่างเราๆ นี่แหละเป็นผู้รับกรรม ถ้าเป็นในหนังก็คือสัตว์ที่กินน้ำเสียเกิดกลายพันธุ์แล้วออกอาละวาด ส่วนในโลกจริงๆ ตอนนี้เราก็รู้กันแล้วว่าของเสียทั้งหลาย หรือสารเคมี หรือพลาสติกต่างๆ มันเริ่มย้อนกลับมาส่งผลต่อชีวิตคนเข้าใหัแล้ว – ต้องรอให้สายเกินไปอีกแค่ไหนเราถึงจะเริ่มทำอะไรจริงๆ จังๆ สักที

และอันที่แอบจี๊ดคงเป็นว่า แบมบี้ทำทุกอย่างเพื่อปกป้องถิ่นฐาน ดูแลสิ่งที่หลงเหลือ และเอาคืนที่มนุษย์เคยทำกับครอบครัวของมัน ในขณะที่คนอย่างพ่อของเบนจี้นี่ ครอบครัวก็ไม่เอา เมียก็แยกทาง ลูกก็ไม่ค่อยดูแล แม่ก็ไม่ค่อยใส่ใจ พี่น้องดุจคนแปลกหน้า – นี่ก็กระแทกกระทั้นมนุษย์ได้นาสนใจอยู่

อีกเหตุผลที่ผมรู้สึกยังไม่สุดกับหนัง อาจเพราะเร็วๆ นี้เพิ่งได้ดูหนังที่มาทางเดียวกันอย่าง Death of a Unicorn น่ะครับ ถือว่าคล้ายกันเลย แต่เรื่องนั้นจะดูมีอะไรมากกว่าและมีความจัดจ้านยั่วล้อด้านตัวละครมากกว่า

ก็ถือเป็นหนังสัตว์โลกน่ารักอีกเรื่องที่กลางๆ ครับ

ดาวครึ่งกว่าๆ ครับ

(5.5/10)