Fantasy (Series)

Stranger Things Season 5 (2025) สเตรนเจอร์ ธิงส์ ปี 5

ดูจบแล้วครับ สำหรับซีรี่ส์เรื่องเด่นของ Netflix แล้วก็ต้องขอออกตัวก่อนว่าที่ท่านกำลังจะได้อ่านนี้ มันจะออกแนวบันทึกความรู้สึกมากกว่าเป็นการรีวิวครับ

ผมชอบซีรี่ส์นี้มากครับ ติดหนึบตั้งแต่ปีแรก ครั้นมาปี 2 ก็ยังคงจัดเต็มความสนุกและความน่าติดตามแบบไม่แพ้ปีแรกเลย ครั้นมาถึงปี 3 สำหรับผมมันคือปีที่ผมชอบที่สุดครับ ผมว่ามันพีค กลมกล่อม เล่นใหญ่ ทำให้ว้าวยิ่งขึ้น ไหนจะประเด็นดีๆ ที่ถูกสอดแทรกไว้ ผมเลยชอบปี 3 นี่แบบสุดลิ่มไปเลย

ส่วนปี 4 นั้น พูดแบบตรงๆ คือผมชอบน้อยกว่า 3 ปีแรกครับ แต่กระนั้นความสนุกของมันก็ยังคงมีอยู่ และถ้าเทียบกับซีรี่ส์แนวเดียวกันเรื่องอื่นๆ แล้ว ผมว่ามาตรฐานของปี 4 ก็ยังจัดว่าสูงอยู่ ยังคงจัดว่าเลิศในแนวทางของมัน เพียงแต่หากเทียบกับ 3 ปีแรกแล้ว ผมก็ออกจะชอบปีก่อนๆ มากกว่า

แล้วเราก็มาถึงปี 5 ครับ ปีที่ได้ยินคนบ่นกันเยอะอยู่เหมือนกัน แต่สำหรับผมแล้ว ผมยังคงสนุกกับมันอยู่ครับ ระดับความชอบมันอาจจะน้อยกว่า 4 ปีก่อนอยู่บ้าง แต่ผมก็ยังยืนยันคำเดิมครับ ว่าถ้าเทียบกับซีรี่ส์เรื่องอื่นๆ แล้ว ดีกรีความสนุกของปี 5 ก็ยังจัดว่าสูงกว่าระดับมาตรฐานของซีรี่ส์ทั่วๆ ไป

ปีนี้ระหว่างดูก็รู้สึกนะครับ ว่าความว้าว ความตื่นเต้น หรือความติดหนึบมันอาจไม่มากเท่าปีก่อนๆ แต่อย่างน้อยเวลาดูจบหนึ่งตอน มันก็ยังอยากดูต่อตอนต่อไป ในแง่เนื้อเรื่องผมว่าทีมงานก็พยายามหาทางลงแบบเหมาะๆ น่ะครับ ซึ่งผมว่าจริงๆ มันก็โอเคนะ ถือว่าจบได้เข้าท่า ส่วนในแง่ความสนุกก็อย่างที่บอกไป ว่ามันอาจไม่เยอะเท่าปีก่อนๆ อันนี้ผมไม่โทษใครครับ แต่โทษตัวเองนี่แหละที่โดนปีก่อนๆ ทำให้เหลิง เพราะมันสนุกมากจนทำให้ความคาดหวังที่เรามีต่อ ST พลอยเยอะตามไปด้วย

หรืออย่างฉากไคลแม็กซ์ตอนสู้กับเวคน่าในปีนี้ ผมก็ว่าฉากไคลแม็กซ์ของปี 4 มันทำออกมาได้บีบคั้น เร้าใจ และลุ้นระทึกกว่านี้เยอะ แต่กระนั้นผมก็ว่ามันก็ไม่ได้แย่ครับ ไม่ถึงกับน่าเกลียดอะไร เพราะหนังก็ต้องหาทางลงให้ได้นั่นแหละ บางอย่างมันเลยอาจดูง่ายไปบ้าง แต่อย่างน้อยหนังก็มาชดเชยเราในตอนท้ายกับการนำเสนอบทสรุปของตัวละครแต่ละคน ว่าสุดท้ายแล้วพวกเขาจะมีชีวิตอย่างไรต่อไป

ดังนั้นโดยรวมผมจึงรู้สึกโอเคกับปีสุดท้ายนี้อยู่ครับ แม้จะชอบน้อยกว่าปีอื่นๆ แต่มันก็ยังได้มาตรฐานของ ST หรือเป็นเพราะผมลดความคาดหวังไว้ตั้งแต่ดูปี 4 ก็ไม่รู้สิ มันเลยทำให้ผมรับกับปี 5 นี้ได้แบบสบายๆ – และเคล็ดลับอย่างหนึ่งของการดูปีนี้ให้สนุกก็คือ อย่าคาดหวังสูงมากนักครับ

พอดูเสร็จผมก็นั่งนิ่งๆ ยิ้มกับตัวเอง พลางคิดว่าซีรี่ส์ชุดนี้เป็นมากกว่าซีรี่ส์มันส์ๆ นะ เพราะเราก็พลอยรู้สึกผูกพันกับเรื่องราวและตัวละครทั้งหลาย ถือเป็นซีรี่ส์ที่ทำถึงทั้งในแง่ความสนุกและตื่นเต้น รวมถึงการทำให้เราสัมผัสได้ถึงตัวละคร รู้สึกเหมือนพวกเขามีตัวตนอยู่จริงๆ จนอดไม่ได้ที่จะเป็นห่วงปเนใยและอยากเอาใจช่วยพวกเขาให้พ้นจากภัยทั้งหลาย

ผมจำได้ว่าผมดู ST ปีแรกตั้งแต่สมัยที่ยังไม่มีพากย์ไทย แล้วก็ตกหลุมรักซีรี่ส์นี้นับแต่นั้น… ผมจำได้ว่าประมาณปี 2 หรือปี 3 นี่แหละ ที่ผมไปยืนรอรถไฟฟ้าที่สยาม ตอนประมาณ 5 ทุ่ม แล้วผมก็เห็นตัวอย่างของ ST ฉายอยู่บนจอใหญ่ยักษ์ ตอนนั้นใจก็รู้สึกครับว่าซีรี่ส์นี้มาไกลเหมือนกันนะ จากซีรี่ส์เรื่องหนึ่งที่คนทำก็ไม่ได้โด่งดังอะไร (หมายถึงพี่น้อง Duffer น่ะนะครับ) แต่ในเวลาต่อมามันได้รับความนิยมจนถึงขั้นสร้างปรากฎการณ์ เป็นอีกหนึ่งตำนานของวงการซีรี่ส์ และแน่นอนว่าเป็นอีกหนึ่งหมุดไมล์ที่ทำให้ Netflix เป็นที่รู้จักมากยิ่งขึ้น

จากปีแรกจนถึงปีนี้ ก็ห่างกันเกือบ 10 ปีเลยนะครับ ซีรี่ส์ก็มาไกล ส่วนชีวิตเราเองก็ถือว่ามาไกลเหมือนกัน… บางครั้งซีรี่ส์ที่เราติดตามนานๆ ระดับ 10 ปีแบบนี้ มันก็แอบเป็นเหมือนเพื่อนที่เติบโตและเดินทางไปพร้อมกับเรา บางช่วงบางตอนของซีรี่ส์อาจทำให้เรานึกถึงบางเรื่องราวในชีวิตที่เรากำลังประสบอยู่ ณ ช่วงเวลานั้น นั่นจึงทำให้ซีรี่ส์บางเรื่อง มีความหมายกับเรามากกว่าแค่การดูเอาบันเทิง หรือดูเพียงเพื่อความสนุก

บทสรุปของเรื่องราวมันก็ Touch ความรู้สึกผมอยู่นะ นอกจากจะ Touch ตามท้องเรื่องไปกับตัวละครแล้ว บางอย่างที่ตัวละครรู้สึกมันก็ Touch มาที่ใจเรา

=== อันนี้อาจถือว่าสปอยล์นะครับ ไม่อยากทราบข้ามไปเลย ===

สำหรับผมนี่ก็คงเป็นตอนที่พวกสตีฟ (Joe Keery) มาเจอกัน แล้วก็คุยกันถึงวันเก่าๆ อย่างหนึ่งที่ Touch ผมหนักมากคือตอนที่พวกเขาคุยกันว่า พวกเขาโตขึ้น เรียนจบแล้ว ไปทำงานต่างที่ต่างเมืองกันไป ได้เจออะไรมากมายหลายอย่าง แล้วก็แน่นอนว่าพวกเขาต่างก็มีเพื่อนใหม่ตามครรลองของชีวิต

แต่พอถึงจุดหนึ่งพวกเขาก็พูดขึ้นว่า “แต่มันไม่เหมือนกัน…” นั่นก็คือ เพื่อนตอนที่ทำงาน ตอนที่เราโตแล้ว ยังไงมันก็ไม่เหมือนกับเพื่อนสมัยมหาลัย ไม่ว่าจะความรู้สึก ความลึกซึ้ง การได้ผ่านอะไรร่วมกันมา การได้ยิ้มได้หัวเราะร่วมกัน หรือได้กอดคอกันร้องไห้ ฝ่าด่านยากๆ ของชีวิตมาด้วยกัน… เมื่อเราโตขึ้นเราอาจมีเพื่อนใหม่… แต่ยังไงมันก็ไม่เหมือนเพื่อนตอนเรียน…

ผมเชื่อว่าใครก็ตามที่มีความลึกซึ้งกับเพื่อนสมัยเรียนมากพอ ท่านจะเข้าใจคำว่า “แต่มันไม่เหมือนกัน” ที่พวกสตีฟพูด

และผมชอบนะที่หนังให้บทสรุปเรื่องความรักของโจนาธานกับแนนซี่ออกมาเป็นอย่างนั้น คือมันดู Real ดีน่ะครับ มันทำให้รู้สึกเหมือนชีวิตจริงที่ไม่ได้ลงเอยแบบเทพนิยายเสมอไป บางครั้งคนเราก็เลือกที่จะแยกทางกัน โดยที่ไม่จำเป็นว่าต้องเกลียดกัน

และตามปกติ ST จะมีตัวขโมยซีนประจำปีครับ ปีนี้ผมยกให้ Jake Connelly ครับ หมอนี่เป็นเดเร็คได้น่าจดจำมาก แต่ก็กลายเป็นว่าบทของเขาช่วงหลังๆ กลับน้อยกว่าที่คาด แต่ก็ยังดีที่ยังมี Nell Fisher อีกคนให้คนดูติดตาม รายนี้ก็เล่นเป็นฮอลลี่ได้ดีและมีพลังสุดๆ

อีกคนที่บทน้อยจนงงก็คือ Linda Hamilton ครับ ตอนแรกนึกว่าจะมีความสำคัญ นี่ยังแอบคิดเลยว่า “หรือตอนหลังจะมาร่วมบู๊ด้วย” แต่ก็กลายเป็นว่าไม่ได้ทำอะไรเป็นชิ้นเป็นอันซะงั้น

อีกอย่างที่ชอบคงเป็นตอนสรุปสุดท้ายเกี่ยวกับแอล (Millie Bobby Brown) ที่ไมค์ (Finn Wolfhard) บรรยายออกมา มันคือการจบแบบปลายเปิดที่ทำให้ซีรี่ส์นี้น่าจดจำมากขึ้น…

ผมชอบตอนจบแบบนี้ครับ เพราะมันเล่นกับความรู้สึกของเราล้วนๆ ไม่ว่าเรื่องจริงจะเป็นอย่างไร แต่มันอยู่ที่ใจของเราว่าจะเชื่อแบบไหน เราจะเก็บมันไว้เป็นตอนจบแบบส่วนตัว เป็นตอนจบที่จะเวียนวนอยู่ในใจเราเสมอไป ^_^

“หนังจบอารมณ์ไม่จบ” คำกล่าวนี้น่าจะเหมาะที่สุดครับ

==============================================

อีกหนึ่งสาระดีๆ ที่หนังทิ้งท้ายไว้ก็คือ เด็กรุ่นต่อไปจะเป็นอย่างไรนั้น มันอยู่ที่ผู้ใหญ่อย่างเราๆ จะชักพาไปนั่นแหละ

… เราทำอะไรให้เขาเห็น? เราเอาอะไรให้เขาสัมผัส? เราสร้างสิ่งแวดล้อมรอบตัวพวกเขาเป็นแบบไหน? และเราทิ้งอะไรเอาไว้ให้เขาหลังเราจากไป?

Stranger Things ปี 5 อาจไม่ใช่ปีที่ผมชอบที่สุด และการจบเรื่องราวของมันก็อาจไม่ได้สุดยอดเลิศล้ำไร้ที่ติ แต่ผมก็ดีใจครับที่ได้ดูซีรี่ส์นี้จนจบ และผมก็อิ่มใจไปกับมัน

สักวันผมก็คงเอามาวนดูซ้ำอีกครับ เพราะไม่ว่าจะอย่างไร นี่ก็คือซีรี่ส์ไซไฟสยองขวัญที่ทำได้ถึงและน่าจดจำมากๆ ติดอันดับต้นๆ ในใจ

สามดาวครึ่งครับ

(8.5/10)