ก็เป็นหนังวัยรุ่นแนวสยองขวัญผสมตลกว่าด้วยวันสิ้นโลกครับ เมื่อเหล่าจักรกลหมายจะควบคุมโลกมนุษย์ในคืน Y2K พวกมันเลยไล่ฆ่าคนหรือไม่ก็จับคนมาเป็นทาส ทำให้เหล่าวัยรุ่นตัวเอกต้องหาทางหยุดยั้งหายนะครั้งนี้ให้ทัน ก่อนมันจะสายเกินไป
จำได้ว่าช่วงที่เกิดเรื่อง Y2K นั้น โลกก็แตกตื่นกันพอสมควรครับ แต่สุดท้ายเราก็ผ่านกันมาได้ ซึ่ง Kyle Mooney ผู้กำกับและเขียนบทหนังเรื่องนี้ (ร่วมกับ Evan Winter) ก็จับประเด็นดังกล่าวมาผูกเป็นเรื่อง ซึ่งสำหรับผมแล้วหนังก็ไม่แย่นะครับ ดูได้เพลินๆ มันอาจไม่ได้สุดยอดสุดเจ๋งอะไร แต่ก็ดูเอามันส์ได้แบบเรื่อยๆ แม้ระหว่างทางมันอาจจะมีอะไรดูไม่เนียนหรือไม่สมเหตุสมผลบ้าง อย่างตอนท้ายที่พวกพระเอกสามารถบุกฐานใหญ่ของพวกจักรกลได้แบบง่ายๆ อันนั้นผมว่ามันก็ง่ายเกิ๊น แต่ก็พอเข้าใจแหละว่าหนังไม่ได้เน้นจริงจัง แต่ทำออกมาแบบเบาๆ เมาๆ ดูเพลินๆ มากกว่า
ถ้าหนังแนวนี้นี่ผมจะนึกถึง This is The End กับ The World’s End ขึ้นมาแบบพร้อมกันครับ เพราะมันออกฉายปีเดียวกัน มีความกาวๆ เมาๆ เหมือนกัน และที่สำคัญคือทำอออกมาได้บ้าบอเฮฮา สนุกเพลินพอๆ กัน เพียงแต่เรื่องแรกจะบ้าแบบอเมริกัน ส่วนเรื่องหลังจะบ้าแบบอังกฤษ ในขณะที่เรื่องนี้เหตุการณ์ดูจะลดขนาดลงมา จะไม่ค่อยเล่นใหญ่อะไร ซึ่งผมว่ามันก็พอได้แหละครับ แต่ก็ยังสู้ 2 เรื่องที่ผมกล่าวไปไม่ได้ พวกนั้นมันบ้าแบบกลมกล่อมกว่ากันพอสมควร
เรื่องนี้สิ่งที่ผมว่าช่วยหนังไว้อย่างแรกเลยคือดาราครับ Jaeden Martell, Rachel Zegler และ Julian Dennison ถือว่าพยุงหนังเรื่องนี้ได้ตามสมควร แต่ถ้าถามว่าพวกเขาเด่นแบบเต็มๆ ไหม ผมก็ว่ายังแหละ เช่นเดียวกับตัวเรื่องที่สามารถบ้ากว่านี้ และจัดจ้านกว่านี้ได้ เรื่องความสยองผมว่าก็พอประมาณนะ ประมาณนี้ถือว่าได้ แต่ในแง่ความฮาความบ้าหรืออารมณ์แบบยุค 2000 นี่อาจจะยังสุดได้อีก
ทีนี้ขอย้อนที่ผมบอกไว้ตอนต้น ว่าบางอย่างของหนังเรื่องนี้ก็ง่ายเกิ๊น (อย่างตอนท้ายเป็นต้น) ในแง่หนึ่งก็พยายามมองน่ะนะครับว่าคนทำตั้งใจให้มันออกมาดูง่ายๆ ไม่ซับซ้อน หลายอย่างเลยเอาง่ายเข้าว่า แต่พอมันมาในเส้นทางนั้นแล้วก็เลยพลอยทำให้โจทย์ที่พวกตัวเอกต้องเผชิญมันเลยไม่ยากโดยปริยาย การฝ่าด่านลุยสู้ของพวกเขามันเลยยังไม่ลุ้นแบบเต็มๆ ความตื่นเต้นเร้าใจเลยอยู่ในระดับ “ยังเยอะได้อีก” – แน่นอนว่าถ้าเยอะกว่านี้ หนังก็จะสนุกขึ้นและลุ้นขึ้น แต่พอได้แค่นี้หนังก็ต้องว่าไปตามนั้นครับ
อีกสิ่งหนึ่งที่รู้สึกคือ จริงๆ หนังเกิดเหตุในคืนส่งท้ายปีเก่าปี 1999 แล้วผมก็ตระหนักครับว่าทีมงานคนทำก็พยายามนะ พยายามหาข้าวของที่ดูเป็นยุคนั้นเอามาใส่ลงในจอ เชื่อว่าคนที่เคยผ่านยุคนั้นมา (แบบผม) เห็นโน่นเห็นนี่ก็คงร้องอ๋อกันหลายครั้งอยู่ แต่ในแง่บรรยากาศ ในแง่ความรู้สึกผมกลับรู้สึกว่าภาพตรงหน้า (เช่นพวกงานปาร์ตี้ Y2K) มันยังไม่ค่อยได้อารมณ์ยุคนั้นเท่าไหร่แฮะ
แต่อันนี้ก็เข้าใจได้แหละครับ เพราะอย่างนักแสดงในฉากนี่แต่ละคนก็ไม่ใช่คนในยุคนั้นจริงๆ อยู่แล้ว (บางคนยังไม่เกิดเลยมั้งนั่น) มันจึงไม่แปลกถ้าการแสดงออกด้วยท่าทางหรืออารมณ์ของเขามันจะดูเป็นคนยุคนี้มากกว่าคนยุคนั้น – ที่กำลังบอกอยู่นี่ไม่ใช่จะว่าหนังนะครับ แต่แค่พยายามจะถ่ายทอดความรู้สึกที่ว่า “บางทีโมเมนต์ความเป็นยุคสมัยนั้นๆ น่ะ มันต้องคนยุคนั้นจริงๆ ถึงจะนึกระลึกได้ว่ารูปรสกลิ่นเสียงและห้วงอารมณ์มันประมาณไหน และมันไม่ใช่ของที่จะสามารถจำลองขึ้นมาได้ง่ายๆ”
ดังนั้นผมจึงเข้าใจครับ จริงๆ ทีมงานเนรมิตอะไรมาได้ประมาณนี้ก็โอเคแล้วแหละ เพียงแต่ถ้าจะทำให้ถึงจริงๆ ผมว่าคนทำได้ต้องเก่งมาก มันต้องลงรายละเอียดไปถึงการเซ็ตฉาก เซ็ตอารมณ์ตัวละคร และต้องตกผลึกมากๆ ถึงจะสามารถกลั่นกรองเค้นเอาบรรยากาศแบบยุคนั้น มาขึ้นจอได้แบบครบถ้วนถึงอารมณ์ – ถ้าถามว่ามีหนังเรื่องไหนที่ทำถึงไหม หัวผมก็เด้งคำว่า Stranger Things ขึ้นมาทันที
ก็อยากบันทึกเอาไว้ครับ ว่าดูเรื่องนี้แล้วรู้สึกยังไงบ้าง แต่ถ้าจะว่ากันถึงตัวหนังแล้ว ผมว่าหนังดูได้เพลินๆ นะ ก็เรื่อยๆ ดี อาจไม่ถึงกับดีแต่ก็ไม่ถึงกับแย่ ถือว่าดูได้ตามสไตล์หนังวันสิ้นโลก ขอเพียงไม่ตั้งความหวังเยอะผมว่าก็น่าจะเพลินได้อยู่ครับ – ยิ่งบางคนอาจตั้งความหวัง เพราะมองว่าหนังมาจากค่าย A24 ก็ต้องบอกกันก่อนว่าอย่าคาดหวังเยอะครับ จะไม่ได้ผิดหวัง
และถ้าถามว่าชอบอะไรในหนัง ก็ต้องยกให้อันนี้ครับ ตอนที่จักรกล AI พูดกับพวกตัวเอกว่า “ทั้งมือถือ ทั้งอีเมล… พวกนายเป็นทาสของเราอยู่แล้ว เราเพียงทำให้มันเป็นทางการขึ้นก็เท่านั้น” – ก็เป็นคำกล่าวที่น่าคิดอยู่เหมือนกัน…
สองดาวครับ
(6/10)
หมวดหมู่:Comedy, Horror, Movie Reviews, Sci-Fi












