เรื่องนี้ถ้าดูจากหน้าหนังและตัวอย่างมันทำให้คาดไปว่าหนังน่าจะบู๊มันส์จัดกระหน่ำแบบ John Wick (ซึ่งหนังก็มีแซวอยู่เหมือนกัน) แต่กลายเป็นว่าเอาเข้าจริงๆ หนังมีฉากบู๊ไม่มากครับ แต่จะหนักไปที่การเล่าประเด็นสะท้อนสังคมมากกว่า
หนังเน้นไปที่การวิพากษ์สภาพสังคมของอินเดีย – หรือที่ไหนก็ตาม – ที่มีประเด็นเรื่องความเหลื่อมล้ำ, การค้ามนุษย์, การที่คนรวยรวยเอาๆ แต่คนจนต้องปากกัดตีนถีบ, การที่บุคคลเพศทางเลือกถูกมองอย่างกดขี่หรือถูกกระทำอย่างไม่เป็นธรรม, การที่เหล่าข้าราชการหรือคนของรัฐทำแต่เรื่องเอาใจนายทุน ตั้งหน้าหาเงินเข้ากระเป๋าโดยไม่เกี่ยววิธี และไม่สนว่าจะทำให้ใครเดือดร้อนแค่ไหน แล้วก็พร้อมจะข่มเหงรังแกประชาชนด้วยความเหลิงในอำนาจ
ไหนจะการที่นักการเมืองหรือผู้สนับสนุนนักการเมืองทั้งหลายที่มาพร้อมคำหวานและยาหอม ตอนจะขอคะแนนให้ประชาชนเลือกตนก็พูดจาหวานเจี๊ยบบบบบบบ ฟังแล้วอยากกดไลค์ให้ แต่เจตนาที่ซ่อนอยู่ข้างในกลับเป็นการทำไปเพื่อประโยชน์ส่วนตนและพวกพ้อง
ผมชอบฉากที่บาบา ชัคตี บุคคลที่ประชาชนเลื่อมใสศรัทธาและมองเป็นดั่งความหวังออกมาปราศรัยว่า “ผมคือคนธรรมดา ไร้ซึ่งความหมาย… ผมไม่ได้เลือกทางเดินนี้ พวกคุณเลือกทางเดินให้ผม… ไม่มีการเปลี่ยนแปลงหากปราศจากการต่อสู้… ผมอยากให้คุณเลือกเขา เขาจะสู้ไปกับเรา เพื่อเรา เพื่อคุณ เพื่อคนทำงาน คนจน คนป่วย จงมอบความรักให้กับเขา ให้เสียงของเราเป็นที่ได้ยิน ไปทั่วทั้งประเทศ” แล้วผู้คนก็โห่ร้องยินดี ชื่นชอบชื่นชมเป็นการใหญ่
สำหรับผมแล้ว อย่างหนึ่งเลยที่ได้จากฉากนี้ก็คือ ยิ่งคำพูดดูดี เรายิ่งต้องมีวิจารณญาณเยอะๆ – ไม่ได้บอกว่า “อย่าเชื่อ” แต่อยากให้ “ไตร่ตรองดีๆ ก่อนจะเชื่อ”
เนี่ยครับ ส่วนใหญ่ในหนังจะหนักไปทางการเล่าเรื่องสะท้อนสังคม โดยมีตัวเอกของเรื่อง (Dev Patel) พาเราไปเป็นพยานในเหตุการณ์ต่างๆ ที่สื่อให้เห็นภาพถึงประเด็นทั้งหลายนั้น ซึ่งยอมรับว่าผมไม่ได้คาดว่าหนังจะมาในแนวนี้ นึกว่าจะบู๊แหลกราญ แต่กระนั้นผมก็ไม่ผิดหวังนะ แต่กลับชอบซะอีกเพราะหนังถือว่าเล่าอะไรเหล่านี้ได้ค่อนข้างถึง เล่าได้อย่างสนใจ ชวนติดตาม – บางฉากก็ทำเอาเราสลดและหดหู่ตามตัวละครไปเลย – ดังนั้นในแง่นี้ ถือว่าหนังทำถึงอยู่ครับ
ในขณะที่ฉากบู๊นี่ถือว่ามีไม่เยอะ แต่ถึงไม่เยอะก็จัดว่ามันส์เอาเรื่องครับ ถือว่าบู๊ได้สะใจ จัดหนักแบบถึงเลือด ซึ่งก็ต้องยกนิ้วให้ Patel ล่ะครับที่พี่แกก็ทุ่มเทไม่ใช่น้อย เพราะพี่แกเล่นจริงเป็นส่วนใหญ่จนบาดเจ็บไปทั่วร่าง ไม่ว่าจะมือหัก, นิ้วโป้งเท้าหักทั้ง 2 ข้าง, บาดเจ็บที่ไหล่ และยังมีอาการตาติดเชื้ออีกต่างหาก – แต่ผลที่ออกมาก็ต้องถือว่าคุ้มล่ะครับ เพราะหนังบู๊ออกมาดูดุดันและมันส์เอาเรื่อง – แต่ก็ยอมรับครับว่าใจลึกๆ ผมอยากเห็นพีแกบู๊มากกว่านี้ แต่เท่าที่เป็นนี่ก็ต้องคารวะแล้วล่ะ
แน่นอนว่าเรื่องนี้ Patel แกแสดงนำพร้อมทั้งกำกับและเขียนบท ซึ่งเหตุผลที่เขาเขียนบทหนังเรื่องนี้ขึ้นมาก็เนื่องจากเหตุการณ์ในเดือนธันวาคม ปี 2012 ที่มีชาย 6 คนคุกคามทางเพศผู้หญิงคนหนึ่งบนรถบัสในเขตเดลีใต้ เธอเสียชีวิตในอีก 2 วันต่อมาเพราะทนพิษบาดแผลไม่ไหว และเมื่อ Patel รู้เรื่องนี้เขาก็โกรธจัดครับ และนั่นคือวินาทีที่เขาตัดสินใจเขียนบทหนังเรื่องนี้ขึ้นมา
นอกจากนี้ Patel ยังได้แรงบันดาลใจมาจากหนังที่เขาชอบอย่าง Enter the Dragon, Rocky, Game of Death, Embrace of the Serpent, Ash Is Purest White, The Green Knight และ องค์บาก ของบ้านเรา แล้วก็มาบวกกับเรื่องเล่าที่ปู่ของเขาชอบเล่าให้ฟังตอนเป็นเด็กด้วยครับ
ครั้นพอเขียนบทเสร็จ ตอนแรก Patel อยากจะให้ Neill Blomkamp ที่เคยร่วมงานกันใน Chappie ให้มากำกับให้ แต่ Blomkamp กลับมองว่าถ้า Patel ลึกซึ้งกับบทหนังถึงเพียงนี้ เขาควรกำกับเองเลยจะดีกว่า
และแรกเริ่มเดิมทีหนังจะถูกทำเพื่อลง Netflix ครับ แต่ Jordan Peele ได้มาเห็นหนังเรื่องนี้ แล้วเขาก็อยากให้มันได้ฉายในโรง หนังเลยถูกยกระดับให้เป็นหนังโรงครับ โดยหนังทุน $10 ล้านเรื่องนี้ สามารถทำรายได้ไป $35 ล้านจากทั่วโลก ก็ถือว่าประสบความสำเร็จพอสมควรครับ
สรุปคือผมชอบครับเรื่องนี้ แม้จะไม่บู๊เยอะดังคาด แต่ก็ถือว่าบู๊มันส์ และที่สำคัญคือหนังเฉาะสังคมและสะท้อนความจริงได้ค่อนข้างสาแก่ใจ
สองดาวครึ่งบวกๆ ครับ
(7.5/10)
หมวดหมู่:Action, Crime, Drama, Martial Arts, Movie Reviews, Recommended Movies, Thriller













