Bewitched ฉบับดั้งเดิมคือซีรี่ส์สุดฮิตที่ทำออกมาถึง 8 ซีซั่นครับ เรื่องราวว่าด้วยแม่มดเจ้าเสน่ห์ ซาแมนต้า ที่มาพบรักกับมนุษย์ธรรมดาอย่างดาริน โดยแต่ละตอนก็จะมีเรื่องวุ่นๆ มาคอยเรียกเสียงหัวเราะจากผู้ชม
ส่วนฉบับที่ผมกำลังจะพูดถึงนี้คือรีเมคครับ แต่จะว่ารีเมคซะทีเดียวมันก็ไม่เชิง เพราะพล็อตของฉบับนี้เล่าถึงแจ็ค ไวแอตต์ (Will Ferrell) ดาราหนุ่มสุดหลงตัวเองที่อยากจะรีเมค Bewitched ขึ้นมาใหม่เพื่อคงชื่อเสียงของเขาเอาไว้ (ประมาณว่าเรตติ้งแกกำลังตกครับ) แล้วก็พอดีที่เขาได้เจอกับอิซาเบล บิเกโลว์ (Nicole Kidman) ผู้ที่มีบุคลิกลักษณะเหมาะแก่การมาแสดงเป็นซาแมนต้าแบบสุดๆ
แต่ที่แจ็คไม่รู้ก็คือ อิซาเบลน่ะเป็นแม่มดตัวจริงเสียงจริงที่เบื่อโลกแห่งเวทย์มนต์ เลยอยากมาใช้ชีวิตอยู่ในโลกมนุษย์… เรื่องวุ่นๆ มันก็เริ่มจากตรงนั้นล่ะครับ
ตัวหนังจัดว่าโดนกระหน่ำสับไปไม่น้อยเหมือนกัน ถ้าให้เดาน่ะนะครับ คงเพราะแฟนๆ ที่โตมากับ Bewitched ต้นฉบับคงคิดว่าจะได้ดูการรีเมคซีรี่ส์ที่ตัวเองชอบมาเล่าเป็นหนังสมัยใหม่ แต่เอาเข้าจริง Bewitched น่ะถือเป็นส่วนประกอบมากกว่า ในขณะที่ตัวเอกจริงๆ ก็ไม่ใช่ซาแมนต้าและดาริน แต่เป็นอิซาเบลและแจ็คซึ่งถือเป็นคนละตัวละครกัน – ว่าง่ายๆ คือออกมาเป็นคนละเรื่องกับของเดิม
จริงๆ ผมว่าถ้าหนังใช้พล็อตนี้แล้วเดินเรื่องให้มันเป็นหนังรอมคอมผสมแฟนตาซีสไตล์เรื่องต้นฉบับมันก็คงยังพอโอเคสำหรับแฟนๆ น่ะครับ แต่นี่เนื้อในดันออกแนวตลกแบบเสียดสี อย่างตัวละครแจ็คนี่ก็เข้าขั้นหลงตัวเองขนานหนัก ทำทุกอย่างเพื่อความดังของตัวเองโดยไม่สนว่าจะเอาเปรียบใครบ้างไหม และปัญหาคือคนที่เขาเอาเปรียบเป็นส่วนใหญ่น่ะคืออิซาเบล แม่มดสาวใจดีที่นึกว่าแจ็คสนใจเธอ แต่ที่ไหนได้กลับเหมือนหลอกให้เธอมาแสดงเพื่อเสริมความดังให้กับเขา
เรียกว่าพล็อตก็ไปคนละทางกับของเก่า และตามเรื่องนี่พระเอกก็ไม่ค่อยน่ารัก และนางเอกยังดูน่าเห็นใจอีก ก็พอจะเข้าใจล่ะครับที่หลายคนจะไม่ปลื้มกับหนังเวอร์ชั่นนี้
ส่วนผมน่ะเหรอครับ?… ผมก็เคยดูซีรี่ส์ต้นฉบับมาก่อนครับ แต่ก็อาจยังไม่ถึงขั้นเป็นแฟนอะไรมาก ครั้นมาดูฉบับนี้ จริงๆ ผมเข้าใจคอนเซปต์นะ มันถือเป็นการฉีกเรื่องออกไปจากเดิม และคอนเซปต์หนึ่งที่เหมือนหนังพยายามจะเน้นคือ พอเป็นเรื่องของหัวใจน่ะ จะใช้เวทย์ให้คาถาแค่ไหน มันก็ไม่ดีเท่ากับการใช้หัวใจของจริงมาสื่อสารต่อกัน
หนังเกริ่นไว้ตั้งแต่ต้นว่าเหตุผลหนึ่งที่อิซาเบลเบื่อโลกเวทย์มนต์ก็เพราะเหล่าพ่อมดแม่มดชอบใช้เวทย์มนต์เสกคาถาทำให้คนรักกันชอบกันได้ง่ายๆ อย่างไนเจล (Michael Caine) พ่อของเธอก็เป็นคนหนึ่งที่มองว่ามันก็ไม่เห็นจะเป็นอะไร แต่สำหรับอิซาเบลแล้ว เธออยากพบใครสักคนที่ต้องการเธอจริงๆ รักเธอจริงๆ ที่ตัวตน ไม่ใช่ต้องมานั่งร่ายคาถาให้รักกันอยู่เรื่อยๆ
อีกฉากหนึ่งที่สื่อประเด็นนี้แบบเต็มๆ คือตอนที่คุณป้าคลาร่า (Carole Shelley) มาช่วยแก้ปัญหาหัวใจให้อิซาเบลโดยการร่ายมนต์ให้แจ็คหลงเธอแบบหัวปักหัวปำ และทำให้เขาเลิกเห็นแก่ตัวโดยสิ้นเชิง ซึ่งในตอนแรกมันก็ดูหวานแหววน่ารักดี แต่พออิซาเบลตระหนักว่ามันเป็นแค่เพราะเวทย์มนต์ ไม่ใช่เพราะหัวใจจริงๆ ของแจ็ค เธอก็ยอมร่ายมนต์แก้ ยกเลิกทุกสิ่ง ยอมให้แจ็คกลับไปเป็นคนเห็นแก่ตัวคนเดิม ก่อนที่เธอจะเผชิญหน้าพูดตรงๆ กับเขาไปว่า เขาน่ะไม่น่ารักแค่ไหน และคนทั้งกอง รวมไปถึงคนดูทั้งหลายน่ะเหม็นเบื่อกับพฤติกรรมของเขาแค่ไหน
ในตอนแรกแจ็คก็ไม่พอใจ แต่พอเวลาผ่านไป พอแจ็คมาเริ่มย้อนคิด เขาถึงเริ่มปรับตัว และพยายามเปลี่ยนตัวเอง – อันนี้ก็เป็นการสื่อตรงๆ ครับ ว่าปัญหาความสัมพันธ์นั้นมันต้องแก้ด้วยใจ แก้ด้วยการสนทนาและทำความเข้าใจกัน พูดแบบตรงๆ พูดแบบชัดๆ แล้วต่างฝ่ายต่างก็ต้องเปิดใจกัน แบบนั้นสายสัมพันธ์มันถึงจะไปต่อได้ หรือสุดท้ายถ้าเข้ากันไม่ได้จริงๆ ก็ต่างคนต่างไป ดีกว่าต้องทนอยู่แบบทรมานด้วยกันทั้งคู่
เนี่ยครับ โดยคอนเซปต์ผมโอเคนะ และประเด็นที่ผมยกมากล่าวจริงๆ ก็เข้าท่า เพียงแต่ว่าปัญหาอย่างหนึ่งของหนังก็คือการเล่าเรื่องมันอาจยังไม่ลื่นนัก หรืออารมณ์แบบรอมคอมที่ถึงมีมันก็ยังไม่ถึงระดับ แต่เหมือนหนังจะไปเน้นความเบาสมองขบขันเสียมาก ซึ่งจริงๆ ก็ไม่แปลกครับ หนังของ Nora Ephron (ที่กำกับเรื่องนี้) หลายเรื่องก็เน้นเบาสมองขบขัน เพียงแต่เรื่องอื่นๆ บรรยากาศมันจะพอดีกว่านี้ มีกลิ่นอายความโรแมนติกผสมอยู่มากกว่านี้ และมันจะมีการวิพากษ์แง่มุมต่างๆ ของเรื่องความรักมากกว่านี้ – อย่าง Sleepless in Seattle หรือ You’ve Got Mail หนังมันเลยกลมกล่อมกว่าเรื่องนี้
แต่พูดก็พูดครับว่าของดีที่ทำให้ผมยินดีดูหนังจนจบก็คือการแสดงของ Kidman ที่ยอดเยี่ยมที่สุด ทุกฉากทุกตอนทุกห้วงอารมณ์ผู้หญิงคนนี้จัดให้ไม่มีเสีย เธอดูเหมาะทั้งกับบทอิซาเบลและซาแมนต้าครับ คือครบเครื่องสมบูรณ์แบบมากๆ – แล้วผมดูแบบพากย์ไทนครับ ได้พี่หนู กรณิการ์ ประภัสภักดีมาพากย์ ความสมบูรณ์ยิ่งพุ่งปรี๊ดไปถึง 200%
แล้ว Ferrell ก็ใช่ย่อยนะครับ ปกติเราจะเห็นพี่แกในมาดตัวละครหลุดโลก แต่มาเรื่องนี้ผมว่าพี่แกเล่นหนังรอมคอมได้น่ะ คือในแง่การแสดงผมว่าได้เลย ทั้งบทตอนกวนและตอนดีนี่ได้หมด เพียงแต่ต้องยอมรับว่าเห็นหน้าพี่แกทีไรมันจะนึกถึงตอนพี่แกเป็นตัวป่วนกวนโอ๊ยอยู่เรื่อย – ว่าง่ายๆ คือหน้าอาจไม่ให้ แต่การแสดงน่ะได้ครับ
ผมว่านักแสดงน่ะดีครับ คอนเซปต์ก็ถือว่าได้ เพียงแต่บทมันอาจยังไม่ลงตัวนัก คือมันมีทั้งความตลก ความโรแมนติก และการเสียดสีจิกกัด เพียงแต่มันยังไม่สุดสักทางน่ะครับ หลายอย่างมันเลยยังขาดๆ อยู่
และผมออกจะติดใจเยอะหน่อยในตอนท้าย ที่หนังให้ทางออกกับตัวละครแจ็คที่กำลังสับสนว่าจะรักกับแม่มดได้อย่างไร คือแทนที่จะให้พี่เขาได้เจออะไรที่มันตกผลึก หรือคิดได้แบบเท่ห์ๆ แมนๆ แต่ดันมอบหน้าที่ให้ตัวละครหนึ่งโผล่มาแล้วพล่ามเพื่อเปลี่ยนใจเขาแทน อันนี้ก็แอบเสียดายน่ะครับ จริงๆ ไหนๆ มาถึงขนาดนี้แล้วก็น่าจะให้แจ็คเขาเปลี่ยนด้วยตัวเอง คิดได้ตกผลึกได้ มากกว่าจะมาโดนเปลี่ยนใจแบบนี้ – ในใจผมพลางเกิดคำถามว่า แล้วแบบนี้ความรู้สึกของแจฺคมันจะยั่งยืนไหมเนี่ย?
อีกอย่างที่รู้สึกเสียดายคือหนังใช้ตัวละครแวดล้อมยังไม่คุ้ม โดยเฉพาะตอนท้ายที่เหมือนตัวละครอื่นๆ จะถูกตัดบทออกไปหมดเลย ซึ่งบางปมก็ยังแอบค้างคาอย่างเรื่องของไนเจลกับไอริสนี่ สรุปคือจะยังไง สรุปว่าพวกเขารักกันด้วยใจหรือรักกันด้วยมนต์กันแน่? – จริงๆ พอมองย้อนไปหนังของ Ephron ตอนท้ายก็มักจะให้ตัวละครอื่นๆ เฟดออกไปแล้วให้ความเด่นไปอยู่ที่พระนางแทน แต่กับเรื่องอื่นนี่ปมต่างๆ มันกระจ่างหมดครับ ไม่มีการทิ้งใครไว้ข้างหลัง จะมีก็เรื่องนี้แหละที่บางอย่างมันยังคาใจจริงๆ
แต่โดยรวมผมว่าหนังก็ดูได้นะครับ สำหรับผมนี่ดู Kidman คนเดียวก็โคตรคุ้มแล้ว เพียงแต่ก็แอบเสียดายที่หากหนังทำได้กลมกล่อมกว่านี้ก็คงดี
สำหรับประวัติการสร้างหนังเรื่องนี้ ก็ต้องบอกว่ามีการวางแผนจะทำมานานแล้วโดย Penny Marshall เป็นโต้โผสำคัญ และครั้งที่เกือบได้สร้างแบบสุดๆ คือช่วงปี 1993 โดย Marshall จะกำกับเอง และมีการเลือก Meryl Streep มาเป็นซาแมนต้า, ให้ Dame Edna Everage มาเป็นเอ็นดอร่า คุณแม่จอมยุ่งของซาแมนต้า, Robin Williams มาเป็นคุณลุงอาเธอร์, Shelley Winters มาเป็นเกลดี้ส์ คราวิตซ์ เพื่อนบ้านจอมจุ้นของซาแมนต้า และมีการทำเก๋โดยจะให้ Jerry Seinfeld และ Billy Crystal มาสลับกันรับบทเป็นดาริน (เพราะในซีรี่ส์ต้นฉบับนั้น ตอนแรกบทดารินแสดงโดย Dick York แล้วต่อมาก็มีการเปลี่ยนตัวให้ Dick Sargent มาแสดงแทน) – แต่งานสร้างครั้งนั้นก็ไม่เป็นรูปเป็นร่างขึ้นมาครับ
ส่วนคนที่เคยเกือบจะมารับบทแจ็ค ไวแอตต์ก็คือ Jim Carrey ครับ และในช่วงหนึ่งก็มีชื่อของ Mike Myers มาข้องแวะด้วย
และรายชื่อต่อไปนี้ คือดาราหญิงที่ได้รับการทาบทามมารับบทซาแมนต้าครับ ได้แก่ Jennifer Aniston, Christina Applegate, Patricia Arquette, Drew Barrymore, Kim Basinger, Kate Beckinsale, Sandra Bullock, Jennifer Connelly, Kristin Davis, Cameron Diaz, Heather Graham, Melanie Griffith, Maggie Gyllenhaal, Teri Hatcher, Helen Hunt, Angelina Jolie, Ashley Judd, Lisa Kudrow, Alyssa Milano, Julianne Moore, Brittany Murphy, Tatum O’Neal, Gwyneth Paltrow, Sarah Jessica Parker, Michelle Pfeiffer, Molly Ringwald, Meg Ryan, Winona Ryder, Julia Roberts, Brooke Shields, Alicia Silverstone, Hilary Swank, Charlize Theron, Uma Thurman, Naomi Watts, Reese Witherspoon, Teri Polo และ Geena Davis เรียกว่ายกมาทั้งฟ้าฮอลลีวู้ดเลยก็ว่าได้ – แต่บทซาแมนต้านี่อยู่ในใจอเมริกันชนยุค 70 – 80 จริงๆ ครับ อันนี้ต้องยอมรับ
ส่วนเรื่องรายได้นั้น ก็ถือว่าไม่ประสบความสำเร็จเท่าที่ควรครับ คือทำเงินทั่วโลกไป $131 ล้าน แต่ทุนสร้างน่ะทะยานไป $85 ล้านครับ (ไม่รู้ไปหมดกับอะไรบ้าง) ก็ถือว่าเข้าเนื้ออยู่ครับ – แต่ป่านนี้น่าจะโปะทุนได้แล้วล่ะ
ก็ถือว่าดูได้ครับ ยิ่งถ้าดูแบบไม่คาดหวังนี่ผมว่าก็เพลินอยู่นะ แล้วก็อย่างที่บอกครับ Kidman คือพลังสำคัญสุดๆ ของหนังจริงๆ ส่วนตัวผมเชื่อว่าเธอแสดงแบบทุ่มเต็มร้อยเลยล่ะ เพราะเล่นได้ดีมากจนอยากให้มีการรีเมคหนังอีกสักรอบ แต่ให้เธอมาเล่นเป็นซาแมนต้าจริงไปเลยน่ะครับ น่าจะแจ๋วอยู่
สองดาวหน่อยๆ ครับ
(6/10)
หมวดหมู่:Comedy, Fantasy, Movie Reviews, Romance, Romance Romance, Romantic Comedy














