Chinese/Hong Kong/Taiwan Movies

วีรบุรุษชั่วนิรันดร์ (1964) The Grand Substitution

ในยุคสมัยที่ฮ่องเต้ (Liang Jui) อ่อนแอ เอาแต่เสพสุขสำราญ ปล่อยให้ราชครูตู้อันเชีย (Li Ying) กุมอำนาจแบบเบ็ดเสร็จ แม้เสนาบดีเฉาตัน (จิงเหมี่ยว, Ching Miao) จะพยายามทูลต่อองค์ฮ่องเต้ให้ทรงใส่ในในราชกิจแค่ไหนก็เหมือนจะไร้ผล แล้วที่แย่หนักคือราชครูตู้เดินหมากรุกฆาต สร้างราชโองการสั่งประหารคนบ้านเฉาล้างตระกูลกว่า 300 ชีวิต

แต่ด้วยความกล้าหาญของหมอเฉินเหยียน (Yen Chun) ที่ได้ยื่นมือเข้าช่วยชีวิตทายาทคนสุดท้ายของตระกูลเฉา โดยการพาทารกตัวน้อยหนีให้พ้นจากเงื้อมมือโหดของราชครูและนำมาชุบเลี้ยงเป็นลูกชายของตนเอง เพื่อที่หากเด็กคนนี้เติบโตในภายหน้า จะได้หาทางล้างแค้นให้กับตระกูลเฉา

ดาราในเรื่องก็ยังมี หลี่ลี่หัว (Li Li Hua) ในบทองค์หญิงจวงจี ผู้ให้กำเนิดทายาทตระกูลเฉา, หลินปอ (Ivy Ling Po) เป็นเฉินอู่ หรือก็คือทารกน้อยยามโตเป็นผู้ใหญ่, Julia Hsia เป็นชุ่ยหลาน สาวรับใช้ขององค์หญิง, เทียนเฟิง (Tien Feng) เป็นจูยี่ มือสังหารที่ราชครูส่งมาจัดการกับท่านเสนาบดี, Li Ting เป็นปู่เฟิง สาวรับใช้ผู้ซื่อสัตย์ที่แม้ตายก็ไม่ยอมทรยศนาย และ Yang Chih Ching ในบทท่านกงซุน อีกหนึ่งผู้เสียสละในเรื่องราวนี้

พูดก็พูดนะครับ พล็อตนี้นี่เป็นอะไรที่เจอบ่อยมากๆ ไม่ว่าจะหนังจีนหรือหนังไทย ประเภทว่ามีการฆ่าล้างตระกูล แล้วเหลือทายาทคนสุดท้ายที่รอดตายมาได้หวุดหวิด แล้วก็ถูกชุบเลี้ยงโดยใครสักคน (ส่วนมากเด็กคนนี้ก็มักจะเติบโตใกล้ๆ ตัวผู้ร้ายประจำเรื่องด้วย) ก่อนที่เขาหรือเธอจะรู้ชาติกำเนิดตน แล้วก็หาทางทวงความเป็นธรรม บ่อยครับ เจอบ่อยมากจริงๆ

แต่รู้อะไรไหมครับ แม้ผมจะเดาทางพล็อตได้ตั้งแต่ต้นจนจบก็ตาม แต่ผมก็ยังนั่งดูหนังเรื่องนี้ได้อย่างเพลิดเพลินตั้งแต่ต้นจนจบ พูดตรงๆ คือไม่รู้สึกเบื่อเลยครับ มันรู้สึกเลยว่าหนังทำออกมาได้ดีมากในทุกภาคส่วน เริ่มจากทีมดาราที่แสดงกันได้อย่างยอดเยี่ยม โดยเฉพาะ Yen Chun ที่ทั้งแสดงและกำกับ สีหน้าท่าทางของเขาในแต่ละช่วงมันบ่งบอกอารมณ์ความรู้สึกออกมาได้ดี ยิ่งยามที่ในใจเกิดความขัดแย้งนี่ มันอดรู้สึกเห็นใจเขาไม่ได้เลยครับ คือแอบเครียดแทนเขาเลยนะ

Li Ying ก็เล่นได้ร้ายครับ ดูเป็นตัวร้ายที่ร้ายและเหลิงในอำนาจจริงๆ ในขณะที่หลี่ลี่หัวก็ถ่ายทอดบทองค์หญิงที่ต้องประสบกับเคราะห์กรรมได้อย่างน่าเชื่อ ฉากที่นางต้องสูญเสียสามีนี่ดูแล้วเชื่อจริงๆ ว่ามันคือการสูญเสียครั้งใหญ่มากมายขนาดไหนสำหรับนาง ส่วนหลินปอแม้กว่าจะได้ขึ้นจอก็ต้องรอไปถึงราวๆ 30 นาทีสุดท้าย แต่ก็ยังแสดงบทเฉินอู่ได้อย่างโดดเด่นเข้าตา – ยอมรับเลยครับว่าพลังดาราของหนังเรื่องนี้มีเยอะจริงๆ

งานสร้างก็ถือว่าน่าจดจำครับ บทเพลงก็ไพเราะ การเล่าเรื่องก็น่าติดตาม แต่ก็ต้องบอกก่อนว่าตัวหนังไม่ได้หวือหวาหรือตื่นเต้นเร้าใจอะไรมากมายนะครับ จริงๆ มันก็คืองิ้วนั่นแหละ ดังนั้นใครไม่ชอบหนังสไตล์นี้ก็อาจเฉยๆ แต่ผมนี่ชอบครับ แล้วหนังก็ทำออกมาได้ดีด้วย เรียกได้ว่าหนังทำถึงครับ ทำออกมาได้ถูกใจผมมากๆ ทีเดียว

คุณค่าอีกประการของหนังก็คือ หนังได้มีการสะท้อนแนวคิดค่านิยมในเรื่องการยืนหยัดทำสิ่งที่ถูกต้อง ซึ่งก็เป็นสิ่งที่หนังพยายามเชิดชู ถ้าใครอินกับเรื่องนี้ก็น่าจะอินกับหนังได้แบบไม่ยากเย็น แต่ผมก็เชื่อน่ะนะครับว่าสำหรับยุคสมัยนี้แล้ว มันก็อาจมีมุมมองที่แตกต่างหากหลายเกี่ยวกับประเด็นนี้ บางคนอาจยังให้ค่า หรือบางคนก็อาจมองว่ามันเชย ซึ่งประเด็นเหล่านี้ถือว่ามีประโยชน์ให้หลายมิติครับ มิติหนึ่งก็คือใช้มันในการพิจารณาแนวคิดมุมมองของคนสมัยก่อน ซึ่งในแง่หนึ่งก็เป็นเสมือนรากฐานทางความคิดที่ส่งสืบต่อมาให้เราได้เป็นเราทุกวันนี้ ก็เหมือนเป็นการค้นหาโยงใยแต่วันวานน่ะครับ ว่ากว่าเราจะเป็นเราในทุกวันนี้ มนุษยชาติผ่านอะไรกันมาบ้าง

และในอีกมิติหนึ่งก็สามารถนำเอามาพิจารณาโลกในปัจจุบันว่า โลกเราทุกวันนี้เปลี่ยนแปลงไปอย่างไรแล้ว บางสิ่งยังคงอยู่ แต่บางสิ่งก็เปลี่ยนแปลง ซึ่งมันก็น่าคิดครับว่าสำหรับอะไรที่ยังคงอยู่นั้น มันคงอยู่เพราะอะไร และอะไรที่มันเปลี่ยนแปลงนั้น อะไรบ้างทำให้มันเปลี่ยนแปลงไป

เอาเป็นว่าถ้าท่านเป็นคอหนังแนวนี้ก็ไม่ควรพลาดล่ะครับ หรือถ้าใครอยากลองลิ้มหนัง Shaw Brothers ในสไตล์นี้ เรื่องนี้นี่ผมแนะนำเลยครับ เชื่อว่าหลายๆ ท่านจะต้องต้องมนต์ของหนังเรื่องนี้แน่นอน

สองดาวเศษสามส่วนสี่ดวงครับ

(7.5/10)