หนังในตำนานที่แม้ท่านจะยังไม่เคยดูแต่ก็คงจะคุ้นเคยกันบ้างสำหรับชื่อไทยอย่าง “เทวดาท่าจะบ๊องส์” ซึ่งเรื่องนี้จัดว่าดังมากในสมัยนั้นครับ
หนังพาเราไปรู้จักกับ คี (นิเชา, N!xau) คนชนเผ่าซาน (San) หรือที่คนในย่านนั้นเรียกกันว่า บุชเมน (Bushmen) พวกเขาคือชนพื้นเมืองที่ใช้ชีวิตอย่างเรียบง่าย นอนกลางดินกินกลางทราย ไม่มีไฟฟ้าใช้ และไม่รู้จักเงินทอง ทีนี้อยู่มาวันหนึ่งเกิดมีขวดโค้กตกลงมาจากฟ้า คีก็คิดไปว่านี่คือของที่พระเจ้าส่งมาจากเบื้องบน เลยเอาขวดแก้วที่ว่าไปให้คนในเผ่าดู
ตอนแรกทุกคนก็ตื่นเต้นกับขวดโค้กนี้ครับ แต่ไปๆ มาๆ มันกลับทำให้คนในเผ่าขัดแย้งและทะเลาะกัน – ประมาณว่าทุกคนก็อยากจะนำมันมาเล่นหรือไม่ก็ใช้ทำอะไรสักอย่าง แต่เนื่องจากมีขวดโค้กแค่ขวดเดียวจึงไม่สามารถใช้มันพร้อมกันได้ คนในเผ่าเลยตีกัน
เมื่อคีเห็นดังนั้นเลยมองว่าขวดโค้กนี้คือสิ่งชั่วร้าย เขาเลยตัดสินใจจะนำมันไปคืนให้กับพระเจ้า โดยการเอามันไปโยนทิ้งที่สุดขอบโลก อันนำเขาสู่การผจญภัยครั้งใหญ่
แล้วหนังยังมีอีกเส้นเรื่องหนึ่งครับ ว่าด้วย เคต ทอมป์สัน (Sandra Prinsloo) นักข่าวสาวจากเมืองโจฮันเนสเบิร์กที่ผันตัวมารับงานเป็นครูในหมู่บ้านแห่งหนึ่งในบอตสวานา โดยที่เธอได้เจอกับแอนดรูว์ สเตย์น (Marius Weyers) นักชีววิทยาหนุ่มที่มาเพื่อรับเธอไปส่ง แต่ระหว่างทางดันเกิดเหตุวุ่นวายสารพัด และขณะเดียวกันแอนดรูว์ก็เริ่มมีความรู้สึกดีๆ ให้กับเคต – แล้วพอถึงจุดหนึ่งสองเส้นเรื่องนี้ก็จะมาเจอกันครับ ส่วนเรื่องจะเป็นอย่างไรต่อก็ลองไปติดตามกันนะครับ
หนังเขียนบทและกำกับโดย Jamie Uys เขาได้ไอเดียตอนที่กำลังทำสารคดี Animals Are Beautiful People (สัตว์โลกผู้น่ารัก) ตอนนั้นเขาถ่ายทำที่ทะเลทรายคาลาฮารีครับ แล้วก็ได้เจอกับชนพื้นเมืองเผ่าซาน ซึ่ง Uys ก็รู้สึกตกหลุมรักคนเผ่านี้ แล้วเขาก็เริ่มเขียนพล็อตเรื่องขึ้นมา โดยตัวละครแอนดรูว์นั้นก็อ้างอิงจากตัวเขาเอง แล้วจากนั้นเขาก็ใส่ “ขวดโค้ก” ลงไปในเรื่องราว โดย Uys มองว่าขวดแก้วนี้ถือเป็นสิ่งสวยงามสำหรับคนที่ไม่เคยรู้จักแก้วมาก่อน มันคือสิ่งแปลกใหม่สำหรับคนเผ่าซาน อีกทั้งเขายังมองว่าขวดโค้กนี้คือตัวแทนสิ่งของจาก “สังคมพลาสติก” – สังคมของพวกเรา ผู้ที่เรียกตนเองว่าเป็น “อารยชน”
แล้วจากนั้นเขาก็ใช้เวลา 3 เดือนเดินทางทั่วทะเลทรายคาลาฮารีเพื่อหาคนเผ่าซานมารับบท คี แล้วเขาก็ได้พบกับนิเชาครับ ซึ่งพวกเขาก็ต้องคุยกันผ่านล่าม โดยที่ล่ามเองก็ลำบากเหมือนกันในการสื่อสาร ตัวอย่างเช่น ในภาษาของซานนั้นไม่มีคำว่า “งาน” (Work) ครับ พวกเขาเลยต้องใช้วิธีชวนให้นิเชาเดินทางมากับพวกเขา เพื่อให้มาทำความเข้าใจเกี่ยวกับงานแสดงและการถ่ายทำหนัง ซึ่งจากประสบการณ์ในการเข้าเมืองหนนี้ พอนิเชาได้เจออะไรหลายอย่างที่โคตรจะแปลกใหม่สำหรับเขา เขาเองก็มองว่า Uys คือพ่อมดเรืองอาคมไปเลยครับ
กล่าวกันว่าตอนที่นิเชาไปนอนห้องในโรงแรมครั้งแรกนั้น เขาตื่นเต้นมากกับการใช้ห้องน้ำ แต่ขณะเดียวกันเขาก็ไม่ยอมนอนบนเตียง แต่ขอนอนพื้นเพราะเขาคุ้นเคยกว่า – ใครดูหนังแล้วคงเข้าใจในประเด็นนี้ครับ
แล้วการถ่ายทำก็ดำเนินไปครับ โดยที่ระหว่างนั้นนิเชาจะได้บินกลับบ้าน (ด้วยเครื่องบิน) เพื่อไปอยู่กับครอบครัวทุกๆ 3 – 4 สัปดาห์ เพราะทีมงานกลัวว่านิเชาจะ Culture Shock น่ะครับ เลยต้องให้กลับบ้านเป็นพักๆ
ทีนี้ก็มาถึงเรื่องค่าตัวครับ Uys เล่าว่าเขาจ่ายให้นิเชาเป็นเงิน $300 เหรียญสำหรับการทำงาน 10 วันแรก แต่เนื่องจากนิเชาไม่รู้จัก “เงิน” เขาเลยปล่อยให้มันลอยไปกับสายลมครับ ในคราวถัดมา Uys เลยให้ค่าตอบแทนนิเชาเป็นวัวไปก่อน แล้วพอนิเชาเริ่มรู้เรื่องเงินเขาถึงค่อยจ่ายให้นิเชาสัปดาห์ละ $100 เหรียญ ซึ่งว่ากันว่านิเชาก็เอาเงินเหล่านั้นไปซื้อข้าวของเครื่องใช้ที่ร้านชำที่ใกล้ที่สุด ซึ่งอยู่ห่างจากที่อยู่ของเขาไปราวๆ 100 กิโลเมตรครับ (นี่คือใกล้แล้วนะครับ) แล้วในเวลาต่อมา Uys ยังได้เปิดบัญชีทรัสต์ (Trust Account) ให้นิเชาเป็นเงิน $20,000 เหรียญด้วย
สำหรับ Uys นั้นก็ตั้งใจในการทำหนังเรื่องนี้อย่างมากครับ เขาทุ่มเทแบบสุดจิตสุดใจ ทำงานวันละ 14 – 18 ชั่วโมง โดยไม่มีการหยุดพักแม้แต่วันเดียว แล้วนั่นก็ส่งผลให้เขาเกิดอาการหัวใจวายในตอนช่วง Post Production จนต้องมีการว่าจ้างให้ช่างตัดต่อจากฮอลลีวู้ดมาช่วยทำงานในช่วงที่ Uys พักฟื้น
แล้วเมื่อหนังออกฉายในแอฟริกาบ้านเกิด เพียง 4 วันแรกเท่านั้นหนังก็ทำลายสถิติหนังทำเงินในทุกเมืองของแอฟริกาใต้ครับ จากนั้นก็กลายเป็นหนังทำเงินสูงสุดประจำปี 1982 ในญี่ปุ่น แล้วหนังก็ออกฉายในอีก 45 ประเทศ ซึ่งก็โกยกระหน่ำในทุกแห่งหนที่ออกฉาย – ครั้นพอเข้าฉายในอเมริกา หนังก็คว้าตำแหน่งหนังต่างประเทศที่ทำเงินสูงสุดในอเมริกา (ณ ตอนนั้น) มาครอง
ก็สรุปได้ว่าจนถึงปี 2014 หนังทำเงินทั่วโลกรวมกันได้ถึง $200 ล้านเหรียญ – ส่วนทุนสร้างนั้นอยู่ที่ประมาณ $5 ล้านครับ กำไรขนาดไหนคำนวณกันตามสบายเลยครับ
แล้วผมรู้สึกกับหนังยังไง?… ผมชอบเส้นเรื่องของคีครับ ผมรู้สึกว่าการเล่าเรื่องส่วนนี้มันน่าสนใจ มันมีประเด็นน่าค้นหาและมีสาระให้คิดตามซึ่งเดี๋ยวผมจะมาว่ากันอีกทีถึงประเด็นที่ผมชอบน่ะนะครับ ทีนี้ขอข้ามมาที่เส้นเรื่องของแอนดรูว์กับเคตก่อน ซึ่งเส้นเรื่องนี้จะออกแนวตลกโปกฮา หนังมาพร้อมมุกง่ายๆ อย่างรถไหลที่ไหลแล้วไหลอีกไม่รู้กี่รอบ หรือมุกประเภทแอนดรูว์ทำตัวเปิ่นๆ ซึ่งระหว่างดูนี่ภรรยาผมพูดขึ้นมาเลยว่านึกถึงบุญชู ซึ่งผมก็เห็นด้วยนะ มุกมันจะบ้านๆ ง่ายๆ แต่ก็เรียกเสียงฮาค่อนข้างได้ผล
ผมว่าเหตุผลหนึ่งที่หนังเรื่องนี้่ฉายที่ไหนก็ดังที่นั่นน่ะ คงเพราะมุกตลกในเรื่องส่วนใหญ่จะเป็นตลกท่าทาง เป็นมุกสากลที่ทุกชาติทุกภาษาดูแล้วฮาได้โดยไม่ต้องแปล ซึ่งนั่นก็เป็นจุดเด่นหนึ่งของหนังครับ คือมันฮาดี ง่ายๆ ดี ไม่ต้องคิดเยอะ แต่ในแง่หนึ่งหากคนยุคใหม่บางท่านไปดูก็อาจจะรู้สึกว่ามันเชย ซึ่งก็เข้าใจได้ที่จะรู้สึกแบบนั้นครับ ดังนั้นเงื่อนไขอย่างหนึ่งของการจะชอบหรือเฉยกับหนังนั้น ส่วนหนึ่งก็คงอยู่ที่รสนิยมความชอบ หากใครเฉยกับมุกพื้นๆ เชยๆ ก็อาจเฉยกับหนังได้ แต่หากใครที่พร้อมสนุกไปกับมุกแบบนี้ ก็น่าจะเพลินแบบที่ผมเป็น
แต่ขณะเดียวกันผมก็รู้สึกครับว่าเรื่องส่วนของแอนดรูว์กับเคตนั้นมันค่อนข้างตามสูตร “ผู้ชายแอบชอบผู้หญิง” ซึ่งก็มีบางบ้างช่วงที่มันจะดูเนือยหรือเรื่อยๆ ไปบ้าง และอีกอย่างคือผมรู้สึกว่าปริมาณของเส้นเรื่องนี้ดูจะได้พื้นที่ไปมากกว่าเรื่องของคีซึ่งผมว่าน่าสนใจกว่าครับ ดังนั้นถ้าจะมีอะไรที่ผมรู้สึกติดๆ ก็คงเป็นตรงที่ผมอยากดูเส้นเรื่องของคีมากกว่าน่ะครับ มันอยากเห็นวิถีชีวิตของคีมากกว่านี้ อยากเห็นวิธีคิดวิธีมองโลกของคีมากกว่านี้ ทีนี้พอได้ดูแล้วมันไม่มากดังคาด ก็เลยแอบเสียดายนิดๆ – ยิ่งช่วงท้ายที่พอเส้นเรื่องของแอนดรูว์และคีมาเจอกัน เรื่องมันก็เดินไปในแนว “ตลก” แบบเส้นเรื่องแอนดรูว์มากกว่าจะ “ขบขันแบบน่าค้นหา” แบบเส้นเรื่องของคี ผมก็เลยรู้สึก “กลางๆ” กับตอนท้ายๆ ที่แอนดรูว์ต้องช่วยเคตน่ะครับ
แต่ผมชอบตอนที่แอนดรูว์สารภาพรักกับเคตนะ มันเป็นอะไรที่น่ารักดี และแม้สุดท้ายคู่นี้จะลงเอยง่ายไปหน่อย แต่ก็ถือเป็นอะไรที่เข้าใจได้น่ะครับ
ทีนี้ก็มาถึงสิ่งที่ผมชอบมากๆ เกี่ยวกับหนังนะครับ คือตอนต้นเรื่อง ตอนที่หนังบอกเล่าวิถีชีวิตของคีและเผ่าของเขา ผมชอบในความเรียบง่าย ชอบในความน่ารักหลายๆ อย่าง เช่นก่อนที่คีจะฆ่าสัตว์สักตัวมากินนั้น เขาต้องมีการกล่าวขอโทษกับสัตว์ตัวนั้น พร้อมทั้งกล่าวชี้แจงว่าทำไมเขาถึงต้องฆ่ามัน และเนื้อของสัตว์ตัวนั้นมีความหมายต่อชีวิตของคีและคนในเผ่ามากแค่ไหน
การที่เขากล่าวให้สัตว์ตัวนั้นฟัง สัตว์จะรับรู้หรือเข้าใจไหมเป็นเรื่องหนึ่ง แต่ที่แน่ๆ คือเขารู้ครับ ในแง่หนึ่งการที่เขากล่าวคำเหล่านั้นออกมา มันคือการย้ำเตือนกับตนเอง ว่าสัตว์ที่จะกำลังจะสูญเสียชีวิตตัวนี้มีคุณค่าและพระคุณต่อพวกเขาแค่ไหน มันคือการเตือนตัวเองว่านี่คือส่วนหนึ่งของวิถี เตือนตัวเองให้เคารพธรรมชาติ เห็นคุณค่าต่อสรรพสัตว์
แล้วในขณะเดียวกัน Uys ก็ใช้โอกาสนี้ในการเล่าเรื่องของเผ่าซานมาเทียบเคียงกับวิถีมนุษย์ที่ได้ชื่อว่ามีอารยธรรม ผมชอบประโยคที่ว่า “คนมีอารยธรรมมักจะไม่ปรับตัวเข้าหาสภาพแวดล้อม แต่จะปรับสภาพแวดล้อมให้เข้ากับตนเอง” ยอมรับว่าพอได้ยินคำกล่าวนี้แล้วมันก็ชวนให้ฉุกคิกอะไรได้หลายอย่างเหมือนกัน
อีกประเด็นที่น่าสนใจคือในเรื่องเราจะเห็นได้ว่าพอคีตระหนักแล้วว่าขวดแก้วเล็กๆ นำมาซึ่งความแตกแยกในชนเผ่า เขาก็รีบหาทางกำจัดมันไปให้ไกล แต่ในขณะเดียวกันในหนังเราก็จะได้เห็นภาพการทะเลาะเบาะแว้ง ขัดแย้งเข่นฆ่าของเหล่าบุคคลที่ได้ชื่อว่ามีอารยะ ที่อยู่กับวิถีชีวิตที่ก้าวหน้า มีเทคโนโลยีในมือมากมาย มิหนำซ้ำบางคนที่ว่านี้ยังพร้อมสร้างความเดือดร้อนให้ผู้อื่นโดยไม่สนถูกผิด ขอให้มันบรรลุเป้าหมายของตนเป็นพอ… ยอมรับว่าการดูหนังเรื่องนี้ทำให้ผมหันมาพิจารณาคำว่า “คนป่า” กับ “อารยชน” อย่างช้าๆ อีกครั้ง พร้อมแอบถามตัวเองเบาๆ ว่า “พวกเราที่ได้ชื่อว่าอารยชนหลงหรือลืมบางสิ่งไปหรือเปล่าหนอ?”
และสิ่งที่ผมชอบที่สุดในการดูหนังเรื่องนี้ ก็คือมันทำให้ผมได้หันมาทบทวนตัวเองครับ ทบทวนว่าตอนนี้เรากำลังใช้ชีวิตแบบไหน หรือบางปัญหาที่เราประสบอยู่นั้น บางครั้งมันเกิดเพราะเราฝืนธรรมชาติมากไปหรือไม่? หรือบางขณะในการใช้ชีวิต เราทำให้อะไรๆ มันยากเกินไป ทั้งๆ ที่จริงๆ มันไม่จำเป็นต้องยากขนาดนั้นหรือเปล่า?
พูดมาขนาดนี้ ไม่ได้บอกว่าผมจะหันไปใช้ชีวิตแบบนิเชาหรือคนเผ่าซานแบบเต็มตัวนะครับ คือมันต้องหาค่ากลางน่ะ บางอย่างก็น่านำมาปรับใช้ น่านำมาไตร่ตรองเพื่อทำให้ชีวิตบางแง่มุมที่มัน “หนัก” ได้ลดทอนความหนักลงบ้าง
ส่วนลึกของใจผมมันอยากบอกครับ ว่าอยากให้ทุกท่านได้ลองดูหนังเรื่องนี้ แล้วลองพิจารณาอะไรบางอย่างที่อยู่ข้างใน – ลองให้ “ข้างใน” ของหนัง มาแตะบ่าแตะไหล่ สัมผัสกับ “ข้างใน” ของใจเราดู ท่ามกลางการสื่อสารระหว่างกันของ “ข้างใน” ทั้งสองนี้ อาจทำให้เราเห็นหรือเข้าใจบางอย่างชัดเจนขึ้น – และมันอาจช่วยลดความวุ่นวายบางประการของสังคมโลกลงบ้างก็ได้
และก่อนจบ ขอชี้เป้าครับ ว่าคนที่แสดงเป็นท่านสาธุคุณนั้น ก็คือ Jamie Uys นั่นเองครับ
สองดาวกับเศษสามส่วนสี่ดวงครับ
(7.5/10)
หมวดหมู่:Adventure, Comedy, Movie Reviews, Recommended Movies













