เข้าทางผมอีกแล้วครับ กับหนังแนว Coming of Age ที่บอกเล่าช่วงหนึ่งชีวิตใครสักคน (หรือหลายคน) แล้วก็ยังมีความเป็นหนังโรแมนติกวัยรุ่นด้วย เรียกว่าหน้าหนังนี่กวักมือเรียกผมให้เดินเข้าหาเลยล่ะ
เรื่องราวของเฮนรี่ เพจ (Austin Abrams) วัยรุ่นหนุ่มที่ใฝ่ฝันจะเป็นนักเขียน เขาตัดสินใจสมัครเป็นบรรณาธิการหนังสือพิมพ์โรงเรียน และที่นั่นทำให้เขาได้เจอกับเกรซ ทาวน์ (Lili Reinhart) นักเรียนสาวที่เพิ่งย้ายมาใหม่ เธอดูเป็นคนไม่ค่อยพูดและไม่ค่อยสุงสิงกับใคร – แต่ก็คงพอเดาได้น่ะนะครับ ว่าเมื่อเวลาผ่านไปเฮนรี่ก็มีโอกาสได้รู้จักเกรซมากขึ้น และเขาก็เริ่มรู้สึกดีๆ กับเธอมากขึ้นด้วย
ใครที่ชอบหนังสไตล์ The Spectacular Now, Paper Towns หรือ All the Bright Places นี่ต้องขอเรียกมารวมกันตรงนี้เลยครับ เพราะหนังเรื่องนี้ก็มาในแนวนั้นแหละ เรื่องของตัวเอกที่เจอใครสักคนที่จะทำให้เขาได้เรียนรู้ชีวิต ได้สัมผัสกับความสุข-ความเศร้า-ความสมหวัง-ความผิดหวัง ซึ่งผมว่าหนังใช้ได้เลยนะครับ ตอนต้นๆ อาจจะเรื่อยๆ หน่อย แต่พอหนังเดินเรื่องไป พอเราเริ่มรู้เรื่องเบื้องหน้าเบื้องหลังของเกรซแล้ว เราก็จะเริ่มเข้าใจภาพรวม แล้วที่เหลือก็ไปลุ้นกันครับว่าหนังจะมีบทสรุปเป็นอย่างไร
ผมอยู่ในข่ายชอบครับ เพราะแนวหนังมันเข้าทาง เนื้อเรื่องมันน่าค้นหา เพราะดูไปเราก็อยากรู้ครับว่าเกรซเธอเจอเรื่องอะไรมาถึงได้มีบุคลิกที่ดูปิดกั้นขนาดนี้ แล้วก็อยากรู้ด้วยว่าสุดท้ายแล้วเรื่องของเฮนรี่และเกรซจะไปยังไงต่อ ซึ่งบอกแบบไม่สปอยล์เลยว่าผมชอบบทสรุปครับ จบแบบนี้แหละที่ทำให้หนังดูมีอะไร ทำให้หนังดูน่าจดจำ (สำหรับผมน่ะนะครับ)
ดาราก็ถือว่าทำได้ดีครับ Reinhart นี่ถือว่าเหมาะมากกับบทนี้ เธอสามารถถ่ายทอดบทคนอมทุกข์ คนที่ยังไม่สามารถก้าวข้ามเรื่องปวดร้าวในอดีตได้อย่างน่าเชื่อ ซึ่ง Reinhart ถือเป็นคนสำคัญของหนังเลยครับ ถ้าไม่มีเธอนี่หนังอาจไม่เกิดนะ เพราะเธอนี่แหละที่เอานิยายต้นฉบับ (ที่ชื่อ Our Chemical Hearts) มาเสนอถึงมือผู้กำกับ Richard Tanne ทีนี้พอ Tanne อ่านแล้วก็เกิดชอบใจจนถึงขั้นเอามาดัดแปลงปเนบทหนังด้วยตนเอง ตั้งแต่ตอนที่ยังไม่ได้เจรจาเรื่องซื้อลิขสิทธิ์เลยด้วยซ้ำ
พอ Tanne เขียนบทเสร็จเขาถึงค่อยเอาไปให้ Krystal Sutherland คนเขียนนิยายได้ลองอ่าน ประมาณว่าถ้า Sutherland อ่านแล้วไม่ชอบก็จบกันไป แต่ถ้าอ่านแล้วชอบค่อยคุยกับเรื่องสิทธิ์ในการสร้างหนังอีกที – แล้วผลลัพธ์ก็คือ Sutherland ชอบมากครับ เธอเลยตกลงใจมอบสิทธิ์ให้ Tanne ไปเลย
ส่วน Abrams นั้นก็ถ่ายทอดบทเฮนรี่ได้ดีไม่แพ้กันครับ เขาดูเป็นหนังช่างฝันขี้อายแต่ขณะเดียวกันก็ดูเป็นหนุ่มที่มีความคิดความอ่าน ดูมีความฉลาดเฉลียวอยู่ในที ซึ่งว่ากันว่าผู้กำกับ Tanne นั้นประทับใจการแสดงของ Abrams จากหนังเรื่อง Brad’s Status ก็เลยชักชวนเขามาเล่นครับ แล้วเขาก็ทำได้ดีซะด้วย
ผมชอบหนังแบบนี้ครับ หนังที่ดูจบแล้วมันทำให้อารมณ์ไม่จบ ประมาณว่าดูแล้วรู้สึกราวกับว่าเหล่าตัวละครทั้งหลายในเรื่องมีชีวิต จิตใจ และมีตัวตนขึ้นมาจริงๆ ว่าง่ายๆ คือทำให้เราอินไปกับเรื่องของพวกเขาน่ะครับ แล้วที่ว่าดูจบแล้วอารมณ์ไม่จบก็คือ แม้หนังจะจบไปแล้ว แต่ในใจเราก็อดคิดไม่ได้ว่า “แล้วชีวิตของพวกเขาจะดำเนินต่อไปอย่างไรน้า? พวกเขาจะเจอเรื่องแบบไหนอีก? ตอนนี้พวกเขาจะรู้สึกอย่างไรน้า?” เนี่ยครับ มันจะคิดเป็นตุเป็นตะไปได้เรื่อยๆ แบบนี้แหละที่ผมเรียกว่า “หนังทำให้เราอิน”
ตัวหนังผมถือว่าสนุกเลยล่ะครับ อาจไม่ถึงขั้นยอดเยี่ยมเด็ดขาด แต่ก็ชวนดู ชวนติดตาม ชวนให้เราอยากดูต่อไปเรื่อยๆ อยากรู้ว่าพวกเขาจะเป็นอย่างไรต่อ อันนี้ก็ต้องชม Tanne ที่ทั้งกำกับและดัดแปลงจากนิยายมาเป็นหนัง ถือว่าเขาทำได้ดีครับ โดยรวมถือว่าเล่าได้ลื่น นำเสนอได้เข้าท่า
ของดีอีกอย่างคือดนตรีของ Stephen James Taylor ที่มาในโทนเหงาๆ เปลี่ยวๆ เหมือนเราเดินผ่านเส้นทางอะไรสักอย่างเพียงคนเดียวลำพัง พลางมองสองข้างทางสำรวจสิ่งรอบตัวไปพลาง – เนี่ยครับ มันให้อารมณ์แบบนั้นจริงๆ
ส่วนสาระในหนังก็มีหลายอย่างให้เรียนรู้ครับ ซึ่งผมว่าหนังเหมาะนะ สำหรับใครก็ตามที่อยากนำพาตัวเองก้าวข้ามให้ผ่านพ้นจากความเจ็บปวดรวดร้าวในอดีต ผมชอบตอนที่ตัวละครหนึ่งกล่าวว่า “ผู้ใหญ่ก็คือเด็กมีบาดแผล ที่โชคดีมากพอจะก้าวผ่านสิ่งเหล่านั้นมาได้”
ในหนังก็มีการเปรียบเทียบน่ะครับ ว่าการที่เราจะโตเป็นผู้ใหญ่นั้น เราต้องใช้ชีวิตผ่านช่วงวัยรุ่น วัยแห่งการเปลี่ยนแปลง วัยที่เราจะได้เจอทั้งเรื่องดีและแย่ เรื่องสุขและทุกข์ ได้ทั้งของขวัญและบาดแผล ดังนั้นใครที่เป็นผู้ใหญ่มาได้นั้นก็ไม่แปลกหากจะมีบาดแผลติดตามตัวและหัวใจ – บางแผลสามารถเยียวยาจนหายได้ แต่บางแผลก็จะกลายเป็นแผลเป็นที่ติดตัวอยู่กับเราไปตลอด…
ทว่า “แผลเป็น” ไม่ใช่สิ่งที่้ย้ำเตือนถึงอะไรที่บุบสลายหรือเสียหายไป แต่มันช่วยเตือนใจให้ระลึกถึงที่ถูกสร้างขึ้น ถึงสิ่งที่เราได้รับ – นั่นคือสิ่งที่หนังพยายามบอก
และหนังยังสอดแทรกเรื่องของแนวคิด คินสิงิ ลงไปครับ ซึ่งคินสึงินี้คือศิลปะของญี่ปุ่นในการซ่อมแซมภาชนะที่แตกร้าว วิธีการก็คือการนำเอาภาชนะที่แตกนั้นมาเชื่อมเข้าด้วยกันโดยใช้ยางไม้และทองผสมกันเป็นเหมือนกาวเชื่อมส่วนที่แตก ซึ่งประเด็นสำคัญของแนวคิดนี้คือ เมื่อเราซ่อมภาชนะนั้นๆ เสร็จ มันก็จะสามารถกลับมาเป็นรูปเป็นทรง แต่ขณะเดียวกันรอยแตกที่ถูกเชื่อมเราก็จะยังเห็นครับ มันจะเป็นเหมือนลายเส้นสีทองประทับอยู่บนภาชนะนั้น
ซึ่งลายเส้นจากรอยแตกนั้นก็เปรียบได้กับรอยแผลที่เกิดขึ้นในชีวิตของคนครับ ที่ไม่จำเป็นต้องปิดบังซุกซ่อนหรือทำให้มันหายไป หากแต่เรานั้นสามารถเรียนรู้จากรอยแตกเหล่านั้น ใช้มันเป็นบทเรียน ใช้มันเพิ่มความแข็งแกร่ง
เพราะชีวิตหาได้สมบูรณ์แบบไม่ ดังนั้นหากจะมีรอยบาดรอยแผลที่สื่อถึงความไม่สมบูรณ์แบบของชีวิต มันจะผิดอะไร?
สรุปอีกครั้งว่าหนังมีดีน่าดูครับ ใครชอบแนวนี้ก็อยากให้ได้ลองสักครั้ง
สองดาวครึ่งครับ
(7/10)












