ภาคนี้เล่าย้อนครับ เป็นเรื่องก่อนภาคแรก เล่าถึงที่มาที่ไปว่าตอนที่ชาวโลกกำลังจะตัดสินใจโยกย้ายโลกทั้งใบไปยังระบบสุริยะใหม่นั้นมันเกิดอะไรขึ้นบ้าง ซึ่งคนบนโลกก็มีทั้งที่เห็นด้วยกับแนวคิดในการแกัปัญหา แต่คนที่ไม่เห็นด้วยและพยายามแทรกแซงขัดขวางก็มี อันนำมาสู่ฉากแอ็คชั่นตอนต้นเรื่อง ซึ่งหลิวเป่ยเฉียง (อู๋จิง, Wu Jing) อยู่ในเหตุการณ์พอดี ประมาณว่ากำลังจะบอกรัก หานตั่วตัว (หวังจือ, Wang Zhi) ว่าที่ภรรยาของเขาน่ะครับ แต่ดันเกิดเรื่องซะก่อน เลยได้ตื่นเต้นกันซะ
แล้วจากนั้นครึ่งหลังก็ว่าด้วยความจำเป็นที่จะต้องย้ายโลกไปอยู่ที่ใหม่ สิ่งสำคัญเลยต้องทำคือการปลดปล่อยโลกให้พ้นจากแรงดึงดูดของดวงจันทร์ซะก่อน อันนำมาสู่ภารกิจที่คนส่วนหนึ่งต้องเสียสละเพือให้มนุษยชาติอยู่รอด นี่ก็ลงสูตรหนังแนวภัยพิบัติอีกเหมือนกัน
จริงๆ ผมชอบภาคนี้นะครับ เนื้อหาน่าสนใจ มันดูไซไฟแบบเต็มขั้น ในขณะที่ภาคแรกจะออกแนวหนังภัยพิบัติ แต่ภาคนี้เป็นการผสมทั้งความเป็นหนังภัยพิบัติและได้อารมณ์ไซไฟชัดขึ้น แล้วก็บวกด้วยประเด็นดราม่าไม่ว่าจะเรื่องของหลิวเป่ยเฉียงกับภรรยา หรือเรื่องของ ตูหังหยู (หลิวเต๋อหัว, Andy Lau) กับลูกสาว สำหรับผมหนังมีประเด็นที่ดีครับ เพียงแต่โดยรวมแล้วมันอาจจะยืดไปหน่อย เพราะรวมเวลาแล้วหนังยาวเกือบ 3 ชั่วโมงนะครับ พูดแบบตรงๆ เลยคือมีช่วงอืดช้าอยู่ไม่น้อย จนคิดว่าถ้าหนังมีการซอยอะไรๆ ออกไปสักหน่อย ทำให้มันกระชับขึ้นหนังน่าจะมีพลังมากกว่าที่เป็น
ผมชอบฉากที่หลิวเป่ยเฉียงโดนสัมภาษณ์โดย AI น่ะครับ ฉากนั้นสะท้อนมิติของมนุษย์และแนวคิดของ AI ได้เป็นอย่างดี และฉากนั้นทั้งอู๋จิงและเฮียหลิวต่างก็เล่นได้ดีมาก จริงๆ พวกพี่เขาเล่นได้ดีตลอดเรื่องนั่นแหละครับ แล้วจะว่าไปผมว่าเฮียหลิวจะดูเด่นกว่าด้วย แม้พื้นที่ในหนังของเขาจะไม่มากก็เถอะ แต่มาทีไรได้ใจทุกรอบ มาทีไรพลังมาทุกหน
อ้อ ต้องบอกอีกอย่างคือหนังไม่ได้มีแอ็คชั่นมากนักนะครับ จริงๆ คือน้อยเลยแหละ เพราะหนังเน้นที่ความเป็นดราม่ากับไซไฟมากกว่า ฉากแอ็คชั่นมีเท่าที่จำเป็น แต่อาจเพราะผมมันชอบอะไรๆ ที่มันไซไฟอยู่แล้วเลยโอเคกับหนังพอสมควร แต่ก็อย่างที่บอกน่ะครับถ้ากระชับกว่านี้ได้ก็คงดี
นอกจากจุดอ่อนเรื่องที่หนังยาวไปหน่อยแล้ว อีกอย่างที่ผมรู้สึกเลยระหว่างดูคือ รู้สึกว่านอกจากเฮียหลิวและอู๋จิงแล้ว ผมจำใครแทบไม่ได้เลยครับ จนแอบคิดว่าถ้าหนังเรียกดาราระดับเจ๋งๆ มาร่วมจอกันมากกว่านี้ก็คงดี และส่วนหนึ่งที่ทำให้ผมรู้สึกว่าหนังอืดก็คงเพราะระหว่างทางในบางฉากนั้นมันขาดพลังดาราไปน่ะครับ มันเลยรู้สึกได้ถึงช่องว่างในบางจังหวะ
แต่ในแง่งานสร้างนี่ก็ต้องยกนิ้วเลยครับ CG จีนไปได้ไกลมากๆ ทำถึงทีเดียวล่ะ แต่ส่วนหนึ่งก็คงต้องแล้วแต่คนชอบน่ะนะครับ เพราะโดยส่วนตัวผมมองว่าโทนของฉากในหนังไซไฟนั้นมันจะมี 2 แนว แนวหนึ่งคือแนวดูสมจริง กับอีกแนวคิดดูเป็นแฟนตาซี ซึ่งกับเรื่องนี้แม้เหตุการณ์มันจะดูจริงจังก็ตาม แต่อารมณ์ของฉากส่วนใหญ่มันจะออกแนวแฟนตาซีอยู่ ดังนั้นใครที่อยากเห็นภาพโลกอนาคตที่ดูสมจริงมากกว่าก็อาจไม่โดนใจนักครับ – ส่วนผมก็กลางๆ ครับ โอเคได้หมดทุกแบบของให้ทำออกมาโอเคก็แล้วกัน
และประเด็นน่าสนใจอย่างหนึ่งในหนังคือเรื่องดิจิทัลไลฟ์หรือการมีชีวิตในโลกดิจิตัล อย่างการที่ตูหังหยูเก็บลูกที่จากไปแล้วในรูปแบบของดิจิตัลไลฟ์ แล้วพูดคุยกับลูกอยู่บ่อยๆ แล้วทีนี้พอถึงจุดหนึ่งลูกในโลกดิจิตัลก็เริ่มตระหนักถึงตัวตน เริ่มตั้งคำถามว่าตนอยู่ที่ไหน เริ่มรู้สึกรู้สึกหนาว รู้สึกโดดเดี่ยว ผมว่าประเด็นเหล่านี้จัดว่าเข้าท่าเลยครับ มันทำให้เราเกิดคำถามนะ ว่าสิ่งที่อยู่ในโลกดิจิตัลนั้นจะสามารถพัฒนาตนเองให้มีความรู้สึกนึกคิดได้ไหม หรือว่ากันจริงๆ แล้วตัวตนของพวกเขาน่ะ “อยู่ที่ไหน?” เคยสงสัยไหมครับว่าข้อมูลมากมาย เกมสารพัด ภาพและสิ่งต่างๆ ที่เราเห็นในโลกออนไลน์น่ะ มันจะมี “มิติ” ของมันไหม? และถ้ามี โฉมหน้าของมิติที่พวกเขาอาศัยอยู่มันจะเป็นเช่นไร? มันมีโลกอีกใบถือกำเนิดขึ้นในโลกดิจิตัลแล้วไหม?
และดูเหมือนประเด็นดิจิตัลไลฟ์นี่ก็น่าจะมีบทบาทไม่น้อยในหนังภาคต่อไปครับ ซึ่งก็คงต้องตามดูกัน
สรุปเลยคือผมโอเคกับหนังครับ เพียงแต่จะโอเคกว่านี้ถ้าหนังมันกระชับ หรือไม่ก็ตื่นเต้นออกรสมากกว่านี้สักหน่อย – อันนี้ความรู้สึกส่วนตัวนะครับ หลังจากดูมา 2 ภาคนี่ผมยังรู้สึกเหมือนเดิม นั่นคือรู้สึกว่าหนังชุดนี้พวกฉากแอ็คชั่น ฉากระทึกตื่นเต้นนั้น มันไม่ค่อยได้อารมณ์ตื่นเต้นสักเท่าไร คือภาพตรงหน้ามันรับรู้ได้ครับว่าตัวละครกำลังมีภัย หรือเจอกับเรื่องคอขาดบาดตาย แต่มันไม่ยักกะรู้สึกลุ้นสักเท่าไรแฮะ
สองดาวครึ่ง ให้ค่าแนวคิดครับ
(7/10)












