Christmas Movies

Christmas Land (2015) คริสต์มาสแลนด์

Untitled06792

ตอนแรกนึกว่าจะเขียนเล่าแบบง่ายๆ ไม่น่าจะมีอะไรยาวน่ะนะครับ แต่พอได้ดูแล้วก็พบว่ามีเรื่องอยากเขียนเกี่ยวกับหนังเรื่องนี้เยอะอยู่เหมือนกันแฮะ

เริ่มกันที่เรื่องย่อครับ หนังเล่าถึงจูลส์ คูเปอร์ (Nikki Deloach) นักสร้างแบรนด์มืออาชีพที่เพิ่งได้เลื่อนขั้นหมาดๆ แล้วเธอก็ได้รับจดหมายแจ้งว่าเธอได้รับมรดกจากคุณยายกลินดา (Maureen McCormick) และมรดกที่ว่านั้นคือ คริสต์มาสแลนด์ สถานที่ท่องเที่ยวอันแสนสุขและกว้างใหญ่ที่คุณยายของเธอได้สร้างไว้

เจตนาแรกเริ่มของจูลส์นั้นคือกะว่าจะขายสถานที่แห่งนี้ครับ เพราะงานและแฟนของเธออยู่นิวยอร์ก แต่แล้วท่านๆ ก็คงจะพอเดาได้น่ะนะครับว่าพอจูลส์อยู่ที่นี่ไปนานๆ เธอก็เริ่มผูกพันและเห็นคุณค่าของคริสต์มาสแลนด์ เธอเลยเปลี่ยนใจที่เป็นไม่ขายและหมายจะทำให้สถานที่แห่งนี้ฟื้นคืนชีพกลับมารุ่งเรืองแบบที่คุณยายของเธอเคยทำไว้ – อ้อ และอีกอย่างคือจูลส์ได้พบกับทักเกอร์ บาร์นส์ (Luke Macfarlane) ทนายหนุ่มที่ดูเหมือนจะคลิ้กกับเธอมากกว่าที่คิดด้วย

การที่ผมจะพูดถึงหนังเรื่องนี้ให้ครบแง่มุมนั้นมันต้องสปอยล์ครับผม และใจจริงผมเชียร์ให้ท่านอ่านที่ผมสปอยล์ด้วย เพราะท่านจะได้ทราบล่วงหน้าว่าหนังเรื่องนี้กำลังจะนำท่านไปสู่อะไร ซึ่งอาจจะทำให้ท่านสามารถตั้งรับหนังได้ดีกว่าการดูแบบไม่รู้เรื่องมาก่อน

ที่ต้องบอกแบบนี้ก็เพราะหนังเรื่องนี้ได้รับการวิพากษ์วิจารณ์เชิง “บ่น” ค่อนข้างเยอะครับ มีผู้ชมหลายท่านไม่ชอบกับบทสรุปของหนัง มองว่ามันทำลายความ Feel Good ที่หนังควรจะมี แต่สำหรับผมกลับมองประเด็นที่ว่านี้ในอีกมุมหนึ่ง เลยทำให้ผมรู้สึกโอเคและรับได้กับบทสรุปของหนัง – ทีนี้ก็ต้องแล้วแต่ท่านครับว่าจะอ่านต่อหรือไม่ ถ้าไม่อ่านสปอยล์ผมก็ขอบอกตรงนี้เลยแล้วกันว่าในมุมมองของผมนั้น หนังถือว่ายังมีความ Feel Good ดูแล้วได้ความรู้สึกดีๆ กลับมา แต่สำหรับบางท่านที่รู้สึกว่าหนัง Feel ไม่ Good ก็มี หรือถึงขั้นมองว่าหนังทำลายความหมายดีๆ ของหนังคริสต์มาสเลยก็มี

Christmas Land Final Photo Assets

=========
สปอยล์ล่ะนะครับ
=========

เอาล่ะ เดี๋ยวขอผมสาธยายก่อนว่าคนที่เขาไม่ชอบหนังเรื่องนี้นั้น เขาไม่ชอบเพราะอะไร? คืออย่างที่รู้นะครับว่าจริงๆ จูลส์ก็คิดจะขายคริสต์มาสแลนด์ตั้งแต่ต้น แต่เธอมาลังเลนิดหน่อยตอนได้เจอกับชาวเมืองที่รักในคริสต์มาสแลนด์ เธอเลยคิดว่าถ้างั้นเธอก็จะขายที่ให้กับคนที่รักและจะรับคริสต์มาสแลนด์ไปดูแลต่อแล้วกัน แบบนี้น่าจะวินๆ

แล้วเธอก็ได้ขายที่ให้กับชายชื่อเมสัน ริชาร์ดส์ (Richard Karn) ที่อ้างว่าเขารักสถานที่แห่งนี้มากและจะดูแลมันอย่างดี แต่ภายหลังจูลส์มารู้ว่าจริงๆ แล้วเมสันคิดจะเอาที่แห่งนี้ไปขายต่อ พอเธอรู้เธอเลยจะยกเลิกสัญญา แต่ว่าเธอเซ็นต์ไปแล้วน่ะครับ แล้วก็รับเงินมาแล้ว $1.7 ล้าน แต่จูลส์ก็ยังพยายามคุยต่อจนเมสันยื่นข้อเสนอว่า ผมจะขายที่คืนให้ในราคา $3 ล้าน ข้อเสนอนี้จะคงอยู่จนถึงคริสต์มาสเท่านั้น

ทีนี้จูลส์ก็เลยพยายามหาเงินมาครับ ตอนนี้เธอมีเงินในมือ $1.7 ล้านจากเมสัน แล้วเธอก็คุยกับเจ้านายเก่าอย่างอีเลน นิกเกอร์สัน (Cynthia Gibb) จนเจ้านายเก่าเธอยื่นข้อเสนอที่เป็นธรรมเป็นเงิน 850,000 ทีนี้ก็ยังขาดอีก 450,000 ใช่ไหมครับ แล้วโค้งสุดท้ายก็คือชาวเมืองนี่แหละที่ช่วยกันรวบรวมเงินอีก 450,000 มาจนครบ และให้กับเมสันไป เมสันก็ยอมฉีกสัญญาและแผ่นดินคริสต์มาสแลนด์ก็กลับมาเป็นของจูลส์

จริงๆ มันก็ Happy Ending นะ แต่สำหรับหลายท่านเขาไม่มองว่ามัน Happy ครับ แต่มองว่าการที่ตอนจบเมสันเป็นฝ่ายชนะนี่มันไม่น่ารักเท่าไร กลายเป็นว่าฝ่ายนายทุนชนะ หลายคนเฮิร์ทในจุดนี้

ส่วนผมก็พอเข้าใจนะ หากจะมีคนรู้สึกไม่ดี แต่ผมมองในมุมที่ว่า ก็จูลส์ขายที่ให้เมสันไปแล้วจริงๆ สัญญาก็มี ลายเซ็นต์ก็มี และจูลส์เองก็ไม่ได้ระบุเป็นลายลักษณ์อักษรในสัญญาว่าห้ามเมสันไปขายต่อ คือในทางกฎหมายมันทำอะไรไม่ได้น่ะครับ ขายก็คือขาย ส่วนการที่เมสันยื่นข้อเสนอให้ซื้อคืนในราคาที่แพงขึ้นเกือบ 2 เท่า ซึ่งมันก็ไม่ใช่เรื่องน่ารักหรอก แต่เมสันทำได้เพราะมันเป็นที่ของเขาไปแล้วน่ะครับ

แต่ผมก็เข้าใจนะ บทที่เขียนมาในทางนี้ก็เพื่อเป็นโจทย์ให้จูลส์สู้อย่างหนึ่งล่ะ และอีกอย่างก็คือมันกลายมาเป็นปมให้ชาวเมืองยื่นมามาช่วยจูลส์ในการซื้อที่ดินที่พวกเขารัก นี่ถ้าจะมองให้ซึ้งมันก็ได้ล่ะครับ ทั้งจูลส์และชาวเมืองช่วยกันสู้ ร่วมแรงร่วมใจกันแบบเต็มที่ สำหรับผมมันก็เป็นตอนจบที่โอเคสำหรับแนวทางนี้

ประเด็นนี้ก็คงต้องแล้วแต่มุมมองน่ะนะครับ เอาเป็นว่าท่านที่ไม่โอเคผมก็เข้าใจครับ หรือใครดูแล้วไม่รู้สึกอะไรและโอเคกับหนังผมก็เข้าใจอีกเหมือนกัน ส่วนผมนี่อยู่ในฝั่งโอเคครับ ดูแล้วเข้าใจในสิ่งที่หนังพยายามจะพาไป

แต่ไปๆ มาๆ ถ้าถามว่าผมมีหงุดหงิดติดใจตรงไหนไหม จริงๆ ก็มีครับ มีตอนช่วงแรกๆ ของหนัง ตอนที่จูลส์เข้ามาในเมืองใหม่ๆ แล้วพอเธอแสดงเจตนาว่าเธอไม่ได้จะมาฟื้นฟูที่แห่งนี้ แต่เธอกะจะขาย เท่านั้นล่ะชาวเมืองบางส่วนทำตัวไม่น่ารักกับเธอทันที ซึ่งผมว่าอันนี้แหละที่ดูไม่น่ารัก

ในมุมมองผมก็คือ กลายเป็นว่าหนังเรื่องนี้เต็มไปด้วยคนที่เห็นแก่ตนครับ ไม่ว่าจะชาวเมืองบางส่วน, เมสัน หรือมิตเชลล์ (Jason-Shane Scott) แฟนของจูลส์ แต่ละคนก็เห็นแก่ตัว เห็นแก่ประโยชน์ส่วนตนทั้งนั้น – จุดนี้โดยส่วนตัวผมมองว่ามันเป็นการสะท้อนอย่างง่ายๆ ครับ ว่าไม่ว่าจะเป็นคนเมืองหรือคน ตจว. – จะรวยหรือจะจน ก็สามารถเป็นคนเห็นแก่ตัวได้ทั้งสิ้น

ตอนต้นๆ ผมเลยเหนื่อยแทนจูลส์เลยครับ เพราะจริงๆ การที่เธอจะขายที่แห่งนี้มันไม่ใช่เรื่องผิดนะ มันเป็นทรัพย์สินของเธอน่ะครับ เธอมีสิทธิ์ทำได้ ดังนั้นการจะไปฟาดงวงฟาดงาใส่เธอเพราะเธอจะขายนี่ไม่ก็ไม่ค่อยน่ารักเท่าไร – คือรักเมืองก็เข้าใจได้ครับ แต่เราก็สามารถสื่อสารบอกกล่าวด้วยวิธีที่ละมุมละม่อมกว่านี้ก็ได้ ไม่จำเป็นต้องถมึงทึงตึงใส่กันเลย

และอาจจะเพราะเหตุนี้ผมเลยรู้สึกดีครับที่ตอนท้ายชาวเมืองเหล่านั้นจะหันมาช่วยกันซื้อเมืองคืนมา ตอนแรกก็แอบห่วงนะว่า “นี่เราจะได้เห็นจูลส์เหนื่อยอยู่คนเดียวไหมเนี่ย” คือถ้าบทเขียนไปแบบนั้นนี่ผมคงเซ็งกับหนังไม่ใช่น้อย แต่พอบทเขียนให้ชาวเมืองช่วยเหลือเธอ แบบนี้ค่อยโอเคหน่อย – สำหรับผมเลยยังรู้สึกว่าหนัง Feel Good อยู่น่ะครับ

=========
หมดสปอยล์ครับ
=========

ก็ประมาณนี้ครับ หนังอาจไม่ได้สมบูรณ์แบบมากๆ หรือ Feel Good สุดๆ แต่ก็ถือว่าดูได้เพลินๆ อย่างน้อยคู่พระนางก็แสดงได้ดี เคมีถือว่าไปกันได้ และผมรู้สึกเลยนะว่า Deloach ใส่เอนเนอร์จี้ลงไปในบทนี้เยอะเหมือนกัน เธอทุ่มเทในการแสดงน่ะครับ

ยังมีดาราหน้าคุ้นมาร่วมจออีก ได้แก่ Maureen McCormick รายนี้ก็คือเจ้าของบทมาร์เซีย เบรดี้แห่ง The Brady Bunch ฉบับดั้งเดิมและ Cynthia Gibb ที่คอหนังยุค 90 อาจจำเธอได้จาก Youngblood, Short Circuit 2 และ Death Warrant (นำแสดงโดย Jean-Claude Van Damme) ก็มา 2 ฉากครับ แต่ก็ถือเป็นตัวละครที่มีบทบาทสำคัญเหมือนกัน

ผมสาธยายครบตามที่คิดแล้วครับ ส่วนท่านจะชมหนังเรื่องนี้หรือไม่ย่อมขึ้นอยู่กับท่านครับ

สองดาวครับ

Star21

(6/10)