รีวิวหนัง/ภาพยนตร์

Superbad (2007) ซูเปอร์แบด คู่เฉิ่มฮ็อตฉ่า

Unknown

สิ่งที่ผมคาดหวังก่อนดูเรื่องนี้ก็คือความฮาครับ คิดว่าคงเป็นหนังฮาๆ หื่นๆ สไตล์วัยรุ่นเกรียนๆ ยิ่งอำนวยการสร้างโดย Judd Apatow แห่ง The 40 Year Old Virgin และ Knocked Up ก็ยิ่งมั่นใจได้ว่าฮาแน่นอน

ครับ ผมเตรียมตัวที่จะฮา แต่ยอมรับว่าไมเคยเตรียมตัวจะน้ำตาซึมหลังดูจบเลย… ไว้เดี๋ยวค่อยมาว่ากันเรื่องน้ำตาทีหลังแล้วกันนะครับ

หนังถือว่าเอาโครงเรื่องสไตล์ American Graffiti มาเจอกับ American Pie ครับ ว่าด้วย 2 หนุ่มเพื่อนซี้ เซ็ธ (Jonah Hill) และอีแวน (Michael Cera) ที่ใกล้จะจบชั้นไฮสคูลแล้วก็เตรียมจะไปต่อมหาลัยกัน (แต่ไม่ได้เรียนต่อที่เดียวกันครับ) ทีนี้ไหนๆ ก็จะเรียนจบแล้วทั้งคู่เลยอยากจะเผด็จศึกสาวที่พวกเขาหมายตา อย่างอีแวนนี่ก็สนใจเบ็คก้า (Martha MacIsaac) มานานครับ แต่ยังไปไม่ถึงไหนเท่าไร ส่วนเซ็ธก็แอบเล็งจูลส์ (Emma Stone) สาวสวยที่เขาเคยมีวีรกรรมไปทำให้เธอกรี๊ดลั่นห้อง

และดูเหมือนว่าหนทางที่จะทำให้ความหวังเป็นจริงก็คือการรับอาสาว่าจะซื้อหาเหล้าและของเมาไปกำนัลพวกเธอในคืนปาร์ตี้ที่บ้านของจูลส์ ซึ่งจริงๆ พวกเขาน่ะยังซื้อไม่ได้กันหรอกครับ อายุไม่ถึง แต่พอดีโฟเกล (Christopher Mintz-Plasse) เพื่อนจอมเนิร์ดของพวกเขาเดินมาอวดว่าตัวเองมีบัตรประชาชนปลอมแล้วนะ ดังนั้นจะซื้อเหล้าหรืออะไรมันง่ายมากเหมือนปอกกล้วย…

แต่คงพอเดาออกใช่ไหมครับว่า พอเอาเข้าจริงแล้ว นอกจากจะไม่ง่ายดังคาดหมายแล้ว มันยังมีเรื่องบ้าๆ ตามมาอีกสารพัด จนทำให้คืนที่น่าจะเป็นสวรรค์ดันกลายเป็นคืนบ้าสุดเดชที่พวกเขาจะไม่มีวันลืม

หนังฮาแตกครับ แต่แน่นอนว่าคุณต้องชอบมุขหื่นๆ ติดเรตๆ นะครับ หากรับไม่ได้ก็อาจไม่ชอบ ทว่าถ้ารับได้ล่ะก็ รับรองฮาตลอด โดยเฉพาะมุขเกี่ยวกับ “ภาพที่เซ็ธวาด” นั้นฮาแบบกระจายมากๆ ผมนับถือเลยว่าคิดกันได้ยังไง และถ้าจะว่าไปรูปที่เซ็ธวาดนั่นมันก็วาดสวยนะครับ นี่พูดถึงลายเส้นนะ ถ้ามองเป็นการ์ตูนทั่วไปก็ถือว่าวาดได้เจ๋งมาก แต่ก็นั่นล่ะครับ ถ้ารับกับภาพนี้ไม่ได้ก็อาจพานเกลียดหนังไปเลย

ดังนั้นหนังเหมาะสำหรับคนที่ชอบความฮาแบบหื่นๆ ครับ ดาราในเรื่องก็เล่นกันลื่นสุดๆ โดยเฉพาะ Hill นี่ได้ใจมาก บ้าบอผสมบ๊องแบ๊วได้โดนสุดๆ ส่วน Cera ก็มาแนวนิ่งๆ เนิ่บๆ แต่อย่าเผลอครับ พี่แกพร้อมจะรับมุขต่อจาก Hill ได้ตลอด ซึ่งกล่าวกันว่าแม่ของ Cera ได้ทำการอ่านบทหนังเรื่องนี้ก่อนการคัดตัวและเมื่ออ่านจบเธอก็เป็นแรงผลักดันสำคัญที่เชียร์ให้ลูกของเธอลองไปทดสอบบทนี้ ว่าง่ายๆ คือแม่เองก็ชอบบทนี้น่ะครับ

แต่รายที่บ้าแบบแหกโค้งต้องยกให้ Mintz-Plasse ตามด้วย Bill Hader และ Seth Rogen ที่มาเป็น 2 ตำรวจสุดรั่วที่เติมความบ้าให้หนังได้อย่างแรงในช่วงครึ่งหลัง และถ้าตาดีคุณอาจเห็น Danny McBride เดินอยู่ในฉากปาร์ตี้ด้วย

เป็นงานกำกับของ Greg Mottola (ต่อมาเขาก็ไปทำหนังเรื่องPaul) ที่ถือว่าคุมหนังได้อย่างน่าพอใจเลยล่ะครับ ส่วนบทหนังนั้นเขียนโดย Seth Rogen และ Evan Goldberg ซึ่งชื่อ 2 ตัวละครหลักก็เอามาจากพวกเขานั่นล่ะครับ พวกเขาเริ่มเขียนบทหนังเรื่องนั้นตั้งแต่อายุ 13 ปี โดยสไตล์และเรื่องราวทั้งหมดคืออะไรที่พวกเขาจำกัดความว่า “เป็นหนังที่พวกเขาอยากดูตั้งแต่สมัยเด็กๆ โน่น”

แต่หนังก็ไม่ได้มีเพียงความฮานะครับ จะว่าไปมันก็คือหนังแนว Coming of Age หรือหนังประเภทที่ตัวละครวัยรุ่นพบเจอประสบการณ์สำคัญที่ทำให้ชีวิต ความคิด และความเข้าใจในโลกเปลี่ยนไป กล่าวคือพวกเขาโตขึ้นนั่นเองครับ กับในเรื่องนี้ก็เช่นกันตัวละครหลักต่างก็ได้เรียนรู้นิยามแห่งรักและเรื่องเซ็กซ์ในแบบที่ต่างกันไป (จ่ากนี้ไปคงมีสปอยล์แล้วล่ะครับ หากไม่อยากทราบข้ามไปอ่านดาวได้เลยนะครับ)

อย่างเซ็ธนั้นแม้จะทำตัวรั่วๆ แปลกๆ แต่เขาก็มีปมครับ เขารู้ตัวเสมอว่าตัวเองไม่ได้หล่อ ไม่ได้เท่ห์ อันที่จริงที่เขาหมายจะเอาเหล้าไปในงานของจูลส์ให้ได้ ก็เพราะหวังว่าเธอจะดื่ม เธอจะเมา และเขาก็จะได้เข้าหาเธออย่างสะดวก เนื่องจากเขาคิดว่าคนหน้าอย่างเขา อ้วนอย่างเขา เฉิ่มอย่างเขานั้นคงไม่มีทางจะไปชนะใจสาวสวยอย่างจูลส์ได้หรอก

แต่ไปๆ มาๆ มันกลับไม่ใช่อย่างที่เซ็ธคิดครับ เพราะจริงๆ จูลส์ไม่ได้มองคนแค่เปลือกนอกเท่านั้น อันนี้ถือเป็นอะไรที่ผู้ชายก็ควรเรียนรู้ไว้นะครับ จริงที่ชายหรือหญิงมากมายมองคนที่ฐานะและเปลือกนอก (ซึ่งก็ไม่ใช่เรื่องผิดแปลกอะไร เพราะคนเราชอบต่างกัน มีความสนใจต่างกัน อย่างการที่ใครสักคนชอบคนมีเงินมันก็อาจไม่ใช่เพราะเขาโลภ แต่อาจเพราะเขาเล็งเห็นถึงความมั่นคงก็ได้ และสำหรับคนมีเงินบางคนเขาก็รวย ขยันทำงาน และมีความรับผิดชอบ เรียกว่ามีองค์ประกอบปลีกย่อยที่ต้องมาหลายอย่างน่ะครับ) แต่กับคนที่ไม่ได้มองเปลือกนอก และหันมามองที่ใจก็มีครับ อย่างจูลส์เองก็อยากรู้จักกับเซ็ธ แต่ไม่ใช่ตอนเมาไม่รู้เรื่อง เพราะการคุยกันในยามนั้นมันไม่ได้ทำให้เธอรู้จักเซ็ธจริงๆ สักหน่อย

และในที่สุดเซ็ธก็มีโอกาสได้อยู่กับจูลส์สองต่อสองในท้ายสุด… ตอนที่เขามีสติ ไม่เมา และผ่านเหตุการณ์วุ่นๆ ไปแล้ว

กับอีแวนก็เหมือนกันครับ เขาเคยคิดถึงเรื่องเซ็กซ์ วันเผด็จศึกอะไรประมาณนั้น แต่เอาเข้าจริงมันกลับเป็นเรื่องน่าขัน ยิ่งอีกฝ่ายกำลังเมาเต็มพิกัดด้วย เขาก็เริ่มเรียนรู้และเข้าใจครับ ว่าเซ็กซ์มันไม่ใช่เรื่องที่สักแต่จะทำ มันต้องมีความพร้อมในหลายๆ ด้าน และสิ่งที่ต้องมีพร้อมที่สุดคือ ความรับผิดชอบ

และประเด็นที่ผมชอบมากๆ อีกอย่างคือเรื่องมิตรภาพครับ อย่างที่ทราบกันว่าเซ็ธกับอีแวนเป็นเพื่อนกันมานาน และอีกไม่นานพวกเขาก็ต้องแยกกันไปคนละทาง เพราะต่างคนต่างก็เข้าเรียนกันคนละมหาลัย และนี่ (หมายถึงช่วงเวลาในหนัง) ถือเป็นเวลาช่วงสุดท้ายที่ 2 เพื่อนซี้เช่นพวกเขาจะได้ใช้เวลาร่วมกัน ได้บ้าได้ฮาสุดเหวี่ยงด้วยกัน… ก่อนที่เส้นทางชีวิตของแต่ละคน จะถูกขีดให้เดินไปคนละทิศทาง

เอาล่ะ น่าจะถึงช่วงเวลาที่ผมกล่าวไว้ตั้งแต่ต้นล่ะนะครับ… น้ำตาผมมาได้ยังไงใช่ไหม อะ ผมจะเล่าให้ฟังครับ อันนี้สปอยล์เต็มขั้นเลยนะ ไม่อยากทราบแนะนำให้อ่านดาวครับ เพราะดาวมันสรุปทุกอย่างได้อยู่แล้ว

ในตอนท้ายหลังเหตุการณ์ทุกอย่างผ่านไป พวกเขาก็มานอนหมดสภาพที่บ้านครับ และก่อนที่พวกเขาจะหลับ พวกเขาก็พูดความในใจกัน บอกรักกัน 555 อย่าเพิ่งคิดในเชิงอื่นนะครับ มันคือการบอกรักแบบเพื่อนนี่แหละ ผมเชื่อว่าใครก็ตามที่มีเพื่อนย่อมเข้าใจครับ ลองว่าเรามีเพื่อนสักคนที่ไปไหนมาไหนด้วยกันตลอดมาเป็นสิบปี ผ่านเรื่องดีเรื่องร้ายและเรื่องบ้าด้วยกันมา มีปัญหาก็ช่วยกัน หลงรักใครก็เอามาบอกเล่าและหาทางวางแผนเพื่อช่วยกันชนะใจใครคนนั้น หรือถ้าอกหักก็มานั่งปลอบกัน… คุณจะรู้สึกยังไง ถ้าคุณและเพื่อนจะต้องแยกกันไปไกล ในอีกไม่นาน…

อารมณ์ในฉากนั้นมันใช่น่ะครับ เพื่อนจะจากกันแล้วอ้ะ นี่อาจจะเป็นการนอนคุยกันครั้งสุดท้ายก็ได้… ยังครับ ช่วงนี้ยังไม่ซึม แต่มันกึ่มในใจ และรู้สึกซึ้งขึ้นมาพอประมาณ

แล้วหนังก็ตัดมาตอนเช้า พวกเขาตื่นขึ้นและชวนกันไปเที่ยวห้าง โดยเซ็ธตั้งใจจะไปเลือกกางเกง เราก็จะได้เห็น 2 หน่อนี่ทำตัวเหมือนปกติ คุยกัน ถามความเห็นกันว่ากางเกงตัวนี้มันเข้ากับฉันไหม หรือมันฟิตเป้าไป หรือแกใส่แล้วยืนแบบนี้มันดูเหมือนเป็ดจังเลยว่ะ เหมือนเวลาเรากับเพื่อนไปเที่ยวห้างนั่นล่ะครับ

จากนั้นพวกเขาก็เดินออกมา เจอเบ็คก้ากับจูลส์ 2 สาวที่พวกเขาชอบ ตอนแรกพวกเขาก็เหมือนจะหลบไปเพราะเมื่อคืนทำบ้าเอาไว้เยอะ แต่ในที่สุดพวกเขาก็เดินไปทัก คุยกัน มีการขอโทษกัน ก่อนบทสนทนาจะจบลงตรงที่ว่า เบ็คก้าจะไปซื้อผ้าปูที่นอนซึ่งอีแวนก็มาห้างเพื่อซื้อผ้าปูที่นอนพอดี

ส่วนจูลส์ก็เอ่ยปากชวนเซ็ธให้ไปเป็นเพื่อนหน่อย เพราะเธอมาเพื่อซื้อเครื่องสำอางค์เอาไปโบ๊ะหน้าอันเนื่องจากแผลที่เซ็ธฝากไว้กับเธอเมื่อคืนนั่นแหละ… และคุยไปคุยมาก็สรุปเป็นว่า เบ็คก้าจะไปซื้อของและกลับกับอีแวนเลย ส่วนจูลส์พอดีเอารถมา ก็เลยจะพาเซ็ธไปส่งบ้านหลังซื้ออะไรต่ออะไรเสร็จ… ใช่ครับ ต่างคนต่างกลับ…

เซ็ธและอีแวนดูอึ้งๆ เล็กน้อยระหว่างเอ่ยคำว่า “โอเค ไว้ฉันจะโทรหา แล้วเจอกันนะ” ก่อนจะแยกย้ายกันไป อีแวนเดินไปทางหนึ่งกับเบ็คก้า ส่วนเซ็ธก็เดินลงบันไดเลื่อนไปกับจูลส์

พวกเขาหันมาสบตากัน ในช่วงแว่บหนึ่งเซ็ธทำท่าเป็นสัญญาณบอกว่าดีใจ ก็แหงล่ะครับ สาวที่เขาอยากจีบมานานในที่สุดเธอก็ดูเหมือนจะยอมรับเขาบ้างแล้ว… และในนาทีต่อมา แววตาของเซ็ธก็เปลี่ยนไป… เขาเหลียวมองอีแวนจนลับสายตา แล้วหนังก็จบลงโดยฉายให้เห็นเซ็ธเดินไปกับจูลส์ ก่อนที่จอจะค่อยๆ มืดลง…

ผมไม่รู้ว่าคนอื่นจะรู้สึกยังไงนะครับ แต่สำหรับผมฉากนี้มันจี๊ด และใช่ครับ น้ำตาซึมเอาฉากนี้แหละ อารมณ์คิดถึงเพื่อนมันพุ่งปรี๊ดขึ้นมาฉับพลัน

สำหรับเซ็ธและอีแวนมันคงแปลกๆ น่ะครับ ตอนมาก็มาด้วยกัน ไม่มีวี่แววเลยว่าจะต่างคนต่างกลับ ดีไม่ดีถ้าเป็นยามปกติพวกเขาน่าจะไปเฮฮากันต่อ แต่นี่ฉับพลันทันที ทุกอย่างผันเปลี่ยน จู่ๆ ทางแพร่งของชีวิตก็ผุดขึ้นมาตรงหน้าโดยที่พวกเขาไม่ทันตั้งตัว…

ฉากนี้มีความหมายชะมัดเลยครับ และ… ผมน้ำตาซึมอีกแล้วครับ

มันสะท้อนอะไรที่เราเคยเจอพอดี อย่างการไปเที่ยวเฮฮากับเพื่อน หากเราไปตามปกติเราก็คงจะไปไหนไปกัน หาเรื่องเดินคุย หาที่นั่งกินจนกว่าจะอยากกลับ แต่เมื่อเรามีแฟนหลายอย่างจะเปลี่ยนไปครับ เราอาจไม่ได้ตามติดไปเฮกับเพื่อนๆ อย่างเคย… มันไม่ใช่เรื่องดีหรือไม่ดีครับ แต่มันคือความเปลี่ยนแปลงที่เกิดขึ้น… เราโตขึ้น เรามีอะไรที่ต้องรับผิดชอบมากขึ้น

ถ้าคุณเคยผ่านการพานพบเพื่อนดีๆ ที่คุณไม่มีวันลืม และตอนนี้คุณมีชีวิตของตัวเอง มีแฟนหรือมีครอบครัว ผมเชื่อว่าคงมีบางเวลาที่คุณแอบยิ้มรำลึกถึงวันสนุกๆ ที่คุณกับเพื่อนๆ เคยมีกัน… ใครมีอดีตที่ทำให้ยิ้มได้ไว้ให้ระลึก ย่อมเป็นผู้มีโชคอย่างยิ่ง

โอเค เอาเป็นว่าหนังมันโดนครับ ตอนแรกแค่ฮา แต่หลังๆ มันโดนใจ มันจี๊ดเข้าไส้เลยล่ะครับ

ดังนั้น… ผมเลยจะขอบอกว่าผมคงไม่เป็นกลาง (อีกแล้ว) สำหรับรีวิวและการให้ดาวหนังเรื่องนี้นะครับ มันอาจไม่ได้เป็นหนังดีสุดยอด แต่มันมีความหมาย มัน “ถึง” ในประเด็นที่พยายามสื่อ… ถึงมากจริงๆ

ผมรู้สึกดีกับน้ำตาที่ซึมออกมาในฉากที่ผมเล่านี้นะครับ เพราะมันแปลว่าผมต้องมีประสบการณ์เพื่อนซี้ เพื่อนรักในระดับข้นคลั่กทีเดียว ถึงทำให้เราซึ้งกับฉากนี้ได้ขนาดนี้

คิดถึงเพื่อนเสมอครับ ขอบคุณวันดีๆ ที่มีให้กันมา ขอบคุณทั้งความสนุกและน้ำตาที่ร่วมกันแบ่งปัน…

อยากฮาต้องดู และถ้าอยาก “โดนแบบผม” ต้องลองครับ

สามดาวครับ

Star31

(8/10)

 

Advertisements