รีวิวหนัง/ภาพยนตร์

The Road (2009) เดอะ โร้ด ข้ามแดนฝ่าอำมหิต

1329635869

พ่อลูกคู่หนึ่ง (Viggo Mortensen และ Kodi Smit-McPhee) เดินท่อมๆ ผจญภัยไปในโลกหลังเกิดวิกฤตการณ์ครั้งใหญ่ จนโลกนี้แทบไร้ชีวิต เหลือแต่ความโหดร้ายและยากเข็ญ… ใช่ครับ นั่นคือเรื่องราวทั้งหมดของหนัง

ตัวหนังอาจไม่มีอะไรซับซ้อน แต่หนังแบบนี้มีความดีไม่ใช่น้อยเลยล่ะครับ

ถ้าพูดถึงความน่าดูของหนังก็ต้องแล้วแต่ความชอบล่ะครับว่า เราชอบแนวนี้ไหม แนวที่มีตัวละครน้อยๆ เดินท่องไปในทุ่งไร้ชีวิต เจอคนดีบ้าง หนีคนร้ายบ้าง เห็นภาพโหดร้ายในโลกยุคที่ผู้คนต่างก็คิดจะเอาตัวรอด ตามด้วยบทสรุปที่จบแบบเตรียมเริ่มต้นไปสู่เรื่องราวใหม่ต่อไป

หนังแบบนี้ดาราสำคัญนะครับ และดีที่จุดนี้ไม่ทำให้ใครต้องผิดหวัง ดาราอย่าง Viggo Mortensen แสดงได้ดี จริงๆ ตอนแรกผมก็เฉยๆ นะครับ แต่พอดูๆ ไปจนถึงบทสรุปลงท้าย ผมรู้สึกแบบเต็มๆ เลยว่านายคนนี้คือพ่อขนานแท้ เป็นพ่อที่ยอดเยี่ยมอีกต่างหาก ทั้งดูอบอุ่นโอบอ้อม และรักลูกอย่างมากมาย ส่วน Kodi Smit-McPhee ก็ไปได้ดีกับบทเด็กน้อยในโลกที่โหดร้าย ดูไปก็ให้เห็นใจครับที่เด็กตัวน้อยๆ ต้องมาเจอเรื่องแบบนี้

ดาราสมทบที่มาโผล่คนละนิดละหน่อยอย่าง Robert Duvall, Charlize Theron และ Guy Pearce ก็ดีหมดครับ ไม่ได้มาเพื่อขโมยซีน แต่มาเพื่อเติมเต็มเรื่องราวให้สมบูรณ์ยิ่งขึ้น

ผมชอบตอนจบนะครับ ยิ่งดนตรีอบอุ่นมาตบปิดท้ายในช่วง End Credits นี่ได้อารมณ์อย่างแรง ทำให้รู้สึกเลยว่าหนังที่เหมือนจะว่างเปล่าเรื่องนี้ ไม่ได้ว่างเปล่าอย่างที่เราเห็น

ดูไปอาจเห็นว่าหนัง “โล่ง ว่าง” เหมือนฉากต่างๆ ที่รกร้างไม่มีอะไร แต่เนื้อในของหนังนั้น “เต็ม อิ่ม” กำลังเหมาะทีเดียว

นี่ไม่ใช่หนังแอ็คชันนะครับ ไม่ใช่หนังสยองที่เน้นระทึกขวัญด้วย แต่เป็นหนังชีวิตหลังวันโลกแตก ที่ซึ่งชีวิตต้องดำเนินต่อไป คนที่มีชีวิตอยู่ก็พยายามเอาตัวรอดด้วยวิธีต่างๆ คนที่ไม่ดีก็แสดงความเห็นแก่ตัวออกมาชัดเจน ส่วนคนดีก็อาจโดนกดดันเปลี่ยนเป็นคนไม่ดีได้เช่นกัน และเราก็ไม่อาจไว้ใจใครได้ด้วย… โลกแบบนั้นอยู่แล้วคงเครียดน่าดูล่ะครับ

ดูแล้วสะกิดใจให้เราอยากทำอะไรสักอย่าง ที่จะช่วยให้โลกไม่เกิดวิกฤติเลวร้าย ไม่ให้ธรรมชาติถูกทำลาย ไม่ให้ความตายเข้าครอบคลุมผืนโลกทุกหย่อมหญ้าแบบนี้

แน่นอนล่ะครับว่า หากเราจะทำอะไรสักอย่าง ก็คงต้องเริ่มจากตัวเองที่ต้องไม่ว่าจะการช่วยดูแลโลก และช่วยขัดเกลาตนเองให้ทำดีต่อคนอื่น ยุติการแพร่เชื้อ “ความเห็นแก่ตัว” ให้ลดลง แล้วหันมาสร้างอนาคตที่เต็มไปด้วย “คนเห็นแก่กัน” ให้มากขึ้น

เพราะหากจะว่าไปแล้ว โลกทุกวันนี้แม้จะยังไม่ถึงขั้นหายนะเท่าในหนัง แต่เราก็เห็นแววหลายๆ อย่างที่น่าคิดแล้วนะครับ ว่าคนจำนวนไม่น้อยเอาเปรียบกัน เอาแต่ประโยชน์ตนเป็นหลัก หรือไม่ก็ฟังกันน้อยลงแล้วเถียงกันมากขึ้น

จริงครับที่หลายครั้งสถานการณ์อาจพาไปให้เราเป็นเช่นนั้น มันอาจทำให้เราจำต้องเปลี่ยน แต่อย่างน้อยเราเองก็พอจะควบคุมทิศทางการเปลี่ยนนั้นได้บ้าง เลือกได้บ้างว่าจะเปลี่ยนให้เป็น “บวก” หรือเปลี่ยนให้เป็น “ลบ” ส่วนหนึ่งก็ขึ้นอยู่กับเรานี่แหละ

นอกจากนั้นธีมหลักสำคัญของหนัง ก็หนีไม่พ้นความรักระหว่างพ่อกับลูก ที่แม้ผมว่าพระเอกเป็นพ่อที่เก่งนะ สามารถเลี้ยงดูปกป้องลูกให้ลูกเป็นคนดีได้แบบตลอดรอดฝั่ง เพราะเลี้ยงลูกไม่ใช่เรื่องง่ายครับ ยิ่งในสถานการณ์แบบนี้ยิ่งไม่ง่าย เพราะพ่อต้องปกป้องลูก ต้องทำให้ลูกรอด แต่ขณะเดียวกันก็จำเป็นต้องโหดไปตามสภาวะ อย่างเมื่อเจอคนมาจ่อปืน หรือเจอคนที่ไม่อาจไว้ใจได้ ซึ่งตลอดเวลาพ่อคนนี้ก็คิดเสมอครับว่าแต่จะทำอยู่ในโลกนี้อย่างไร จะรับมือกับเรื่องพวกนี้อย่างไร ถึงจะไม่ให้ลูกกลายเป็นคนโหดร้าย กลายเป็นคนที่หวาดระแวงและไม่มีความสุขเมื่อพวกคนไม่ดีเหล่านั้น

แต่ยังดีครับที่คุณพ่อคนนี้ (หนังไม่บอกชื่อแซ่เลยครับว่าใครชื่ออะไร) เป็นพ่อที่พยายามจะสอนลูกครับ ดังนั้นเขาจึงพยายามบอกลูก สอนลูกให้มากครั้งที่สุดในยามที่เขาจำเป็นต้องทำอะไรที่โหดร้ายหรือดูรุนแรงต่อหน้าลูก

คนที่ต้องรักษาความเป็นพ่อที่ดีในโลกที่เต็มไปด้วยเพชฌฆาตนั้น ต้องใช้ความอดทนและใช้พลังอย่างมากทีเดียว แต่เขาคนนี้ก็ทำได้เพื่อลูกครับ

The Road 1

ผมชอบอีกอย่างหนึ่งตรงที่พ่อนั้นพยายามสอนลูกเท่าที่จำเป็น พยายามเปลี่ยนลูกเท่าที่จะเป็น เพราะลูกของเขานั้นยังไม่เข้าใจอะไรหลายอย่าง และยังเป็นคนดีที่มีจิตใจโอบอ้อมอารี แต่พ่อก็ไม่พยายามเปลี่ยนลูกให้เป็นคนที่เห็นแก่ตัว คนที่คิดแต่จะระแวงหรือเอาตัวรอด จนอยู่ในโลกนี้อย่างไร้ความสุข

เขารู้ดีว่าถ้าเขาเปลี่ยนลูกให้ระแวงโลกนี้ ลูกจะจมอยู่กับโลกที่แสนทุกข์ แบบที่ตัวเขาก็เริ่มเป็นเหมือนกัน

แต่เขาพยายามสอนให้ลูกเข้าใจ โดยไม่ลบเลือนความอารีที่ลูกมี อีกทั้งเขาพยายามทำให้ลูกรู้เดียงสา โดยไม่ทำลายส่วนดีของความไร้เดียงสาลงไป

แล้วคุณพ่อคนนี้ก็ยังเป็นผู้ใหญ่ที่ดีครับ เวลาทำอะไรผิดก็ยอมรับว่าผิด แม้จะมีอ้างเหตุผลบ้าง แต่ถ้าเขาทำสิ่งไม่ถูกเขาก็จะไม่โยกโย้เป็นตัวอย่างที่ไม่ดีให้กับลูก

อันนี้ชวนให้นึกไปถึงชีวิตจริง ที่ผู้ใหญ่มากมายเวลาทำอะไรผิด ก็จะหาเหตุผลมาอ้างว่าเราไม่ได้ผิดนะ อ้างตลอดจนลูกหลานซึมซับเก็บไปใช้บ้าง ทำให้เขาเรียนรู้ที่จะหาข้ออ้างแก้ต่างให้ตัวเองพ้นผิด และนั่นก็จะเป็นการตัดโอกาสที่จะได้เรียนรู้จากความผิดพลาดไป

แต่กับคุณพ่อในเรื่อง อันไหนเขาทำในสิ่งที่ผิด (หรือทำในสิ่งที่เขาเองก็ไม่แน่ใจด้วยซ้ำว่ามันผิดหรือถูก) เขาจะไม่พยายามป้อนข้อมูลผิดๆ ให้กับลูก เขาอาจจะเงียบ แต่เขาก็ไม่พยายามทำให้ลูกเห็นและเลียนแบบพฤติกรรม “การกลับขาวเป็นดำ”

เขารู้ว่าการอยู่กับความเป็นจริงคือสิ่งสำคัญที่จะคุ้มกันลูกให้พ้นจากเรื่องร้ายได้

มีบางส่วนที่ผมอยากเขียนถึง และมันสปอยล์ครับ ผมจึงอยากให้คุณข้ามตัวหนังสือสีน้ำเงินข้างล่างนี้ไป หากไม่อยากรู้นะครับ

ผมชอบในตอนจบนะครับ ที่เด็กน้อยได้พบเจอกับคนกลุ่มใหม่ที่ดูจากท่าทางแล้วเป็นคนดี จริงใจ และไม่เสแสร้ง ผมว่าฉากนี้มันเป็นการสรุปเลยนะ ว่าพ่อคนนี้ สอนลูกมาดีแค่ไหน เขาอาจจะสอนลูกให้รู้จักว่าโลกนี้โหดร้าย สอนให้ลูกรู้จักระวังและไม่ไว้ใจใครง่ายๆ แต่ก็ไม่ได้ทำลายความไว้วางใจในเพื่อนมนุษย์ออกไปจากลูก นั่นทำให้ลูกมีโอกาสได้วางใจและเดินทางไปกับคนดีๆ มีคนช่วยดูแล

หากพ่อได้สอนลูกแบบกระหน่ำในเชิงลบ ลูกก็อาจไม่ไว้ใจใครเลย จนต้องอยู่คนเดียวลำพัง ซึ่งการอยู่คนเดียวในที่แบบนี้ ก็คือนรกดีๆ นั่นเอง

ผมจึงรู้สึกไงครับว่าพ่อทำหน้าที่ได้ดีแล้วล่ะ สอนให้ลูกมีทักษะในระดับพอเหมาะ ให้สามารถเอาตัวรอด (แบบไม่ต้องอยู่คนเดียวลำพัง) ได้สำเร็จ

ถือเป็นหนังดีครับ สอนเราว่าไม่ว่าโลกจะอยู่ในยุคปกติหรือกลียุค มันอยู่ที่เรานั่นแหละว่าจะยังเป็นคนดีต่อไป หรือจะเป็นคนร้าย โดยใช้สังคมที่วุ่นวายมาเป็นเหตุผลอ้างอิงว่าฉันต้องเป็น ไม่เช่นนั้นจะไม่รอด

แต่จังหวะในบางช่วงอาจจะเนิ่บไปนิด ช้าไปหน่อย แต่ก็ไม่มากจนเกินทนครับ อย่างน้อยเมื่อเรื่องราวเดินมาถึงบทสรุป คุณก็คงรู้สึกดีไปกับหนังได้ ไม่มากก็น้อย

สองดาวสามส่วนสี่ดวงครับ

Star22

(7.5/10)

Advertisements