Action

The Chronicles of Riddick (2004) ริดดิค

cor

บทบาท “ริดดิค” ของ Vin Diesel กลายเป็นที่จดจำสำหรับคอหนังไปทันทีที่หนัง Pitch Black ออกฉาย เรียกว่าสัตว์ประหลาดดีไซน์เก๋ๆ อย่างค้างคาวฉลามยังดังสู้พี่ริดดิคไม่ได้ ซึ่งก็ไม่แปลกครับ เพราะบทริดดิคนี่มันน่าสนใจ มีสีสัน เป็นแอนตี้ฮีโร่แบบที่วงการหนังพยายามสร้างกันมานาน

และความเด่นของริดดิคนี่ก็ไปเตะตาผู้บริหารจากค่าย Universal Pictures เข้า ทางนั้นเลยทาบทามติดต่อ David Twohy ผู้กำกับและเขียนบทหนัง Pitch Black ลองสร้างสรรค์ภาคต่อออกมาที ซึ่งทาง Universal นั่นไม่ได้ต้องการแค่ภาคต่อตอนเดียวนะครับ แต่เอ่ยปากให้ Twohy เขียนบทออกมารวดเดียว 3 ภาคไปเลย

พอได้รับข้อเสนอแบบนี้ Twohy เลยหอบโปรเจคท์ไปนั่งคุยกับพี่ Vin ครับ ซึ่งพี่ Vin ก็ยินดีกลับมาเล่นอยู่แล้ว จึงช่วยกันสร้างบทหนังพพร้อมขัดเกลาคาแรคเตอร์ของริดดิคให้ชัดเจน มีจุดเด่นมากขึ้น แล้วจากนั้นก็นำเอาบทหนังไปเสนอกับทาง Universal ในที่สุดผลลัพธ์ก็ได้ออกมาเป็น The Chronicles of Riddick เรื่องนี้

หนังเล่าถึงเหตุการณ์ 5 ปีให้หลังจากเรื่องราวใน Pitch Black ที่อาชญากรตัวฉกาจอย่าง ริดดิค (Diesel) ยังถูกตามล่าในฐานะผู้ร้ายหลบหนี และการหนีรอบล่าสุดนำเขามาสู่ดวงดาวแห่งหนึ่งที่กำลังถูกรุกรานโดยกองกำลังจักรวรรดิที่ชื่อเนโครมองเกอร์ส นำโดยท่านลอร์ดมาร์แชล (Colm Feore) ผู้แสนโหดเหี้ยม ซึ่งจักรวรรดินี้จะเสนอทางเลือกให้แต่ละดวงดาวที่พวกมันไปเยือนเพียง 2 ทาง นั่นคือ “จะยอมสยบ หรือยอมพบจุดจบทั้งดวงดาว”

แน่นอนว่าสำหรับริดดิคแล้ว นี่ไม่ใช่เรื่องของเขาแม้แต่น้อย เขาคิดแต่จะหาทางเอาตัวรอดไปให้ไกล โดยไม่สนว่าคนบนดาวจะขอร้องให้เขาช่วยเหลือแค่ไหนก็ตาม แต่แล้วชะตากรรมก็ชักนำให้เขาต้องมาปะทะกับพวกเนโครมองเกอร์สอย่างไม่มีทางเลี่ยง

จริงๆ แนวของหนังมันก็เหมือน Pitch Black นะครับ นั่นคือริดดิคต้องร่อนลงบนดาวดวงหนึ่ง แล้วก็เจอศัตรูเป็นฝูงเต็มดาวไปหมด (คราวก่อนค้างคาวฉลาม คราวนี้เนโครมองเกอร์ส) แล้วริดดิคก็ต้องซัดกับพวกมัน (แบบไม่เต็มใจเท่าไร) แต่กับภาคนี้หลายอย่างดูลงทุนมากขึ้นเยอะครับ เทคนิคดูเนียนมากขึ้น ภาพเมือง ภาพวัง หรือภาพกองทัพของเนโครมองเกอร์สดูยิ่งใหญ่ จนไม่แปลกใจที่หนังจะลงทุนไปไม่ต่ำกว่า 100 ล้านเหรียญ (บางกระแสบอกว่าลงไป 120 ล้านเหรียญ โดยยังไม่รวมค่าโฆษณาประชาสัมพันธ์ด้วย)

ผมชอบนะครับ ดีกรีความสนุกถือว่ามีมาเรื่อยๆ อารมณ์เหมือนหนัง Star Trek ที่ตัวละครถอดเอาความสุภาพออกไป แล้วเหลือไว้แต่ความเถื่อน ความดุดันรุนแรง ถือเป็นหนังแอ็กชันผจญภัยที่ทำได้มันส์พอดู แล้วที่ชอบอีกอย่างคือฉากและเครื่องแต่งกายของแต่ละตัวละครน่ะครับ ดูอลังสวยงาม เหมาะกับอารมณ์หนังไซไฟอย่างยิ่ง ด้านการเดินเรื่องและพล็อตอาจไม่สดใหม่ แต่ก็ทำออกมามันส์ไม่ผิดหวัง

ถ้าให้เทียบกับ Pitch Black แล้ว ภาคนี้อาจสนุกน้อยกว่านิดหน่อย (แค่นิดเดียวครับ) ตรงที่ PB มันมีความตื่นเต้นกดดันและเรื่องราวมันดูคอขาดบาดตายกว่ากันมาก เพราะทุกตัวละครมีโอกาสตายได้ทุกเวลา อสุรกายก็ร้ายกาจและมันไม่รีรอเลยที่จะฆ่าคน พวกมันไม่มานั่งเจรจากับมนุษย์แบบที่พวกเนโครมองเกอร์สในภาคนี้ทำ ในขณะที่ภาคนี้ความกดดันจะน้อยกว่า เลยพลอยทำให้ความตื่นเต้นและความลุ้นไม่เยอะเท่าคราวที่แล้ว

แต่กระนั้นภาคนี้ก็ชดเชยด้วยฉากยิ่งใหญ่ ด้วยการสร้างสรรค์เผ่าพันธุ์ดุโหดโฉดเท่ห์อย่างเนโครมองเกอร์สขึ้นมา ไหนจะตัวละครในเรื่องที่มีความน่าสนใจไม่ว่าจะน่าสนใจด้วยตัวคาแรคเตอร์นั้นๆ เองหรือสนใจเพราะดาราที่มาเล่น ตั้งแต่ Feore ที่ทำให้บทท่านลอร์ดดูโหดเหี้ยม ร้ายแบบผู้ดีที่หลงและระเริงในอำนาจที่ตนเองมี บทแบบนี้ต้องยกให้ Feore จริงๆ ครับ, Thandie Newton ก็ดูเป็นเจ้าแม่ที่ระเริงในอำนาจไม่น้อยไปกว่ากัน แค่การใช้แววตาแบบนางพญาบงการคนอื่น หรือพูดแบบแฝงนัยนี่ก็ทำให้บทนี้น่าสนใจได้เยอะแล้วครับ ไหนจะ Karl Urban ที่ดูร้ายลึกได้แบบกำลังเหมาะ และคนที่ลืมไม่ได้เด็ดขาดคือ Judi Dench ที่ดูสมบทมากๆ ครับ แล้วที่ผมชอบเป็นพิเศษคือการแต่งกายด้วยชุดขาวพริ้ว สีอมเหลืองทองนิดๆ ประหนึ่งจะสื่อถึงความยิ่งใหญ่และด้าน “เทา” ของตัวละครนี้ไปในคราวเดียว มันดูใช่มากๆ ครับ สำหรับบทนี้

ส่วนตัวละครเก่าๆ จากคราวก่อนที่มาโผล่ในภาคนี้ก็มี Keith David ซึ่งยังคงแสดงได้ดีอยู่ครับ และอีกบทก็คือ ไคร่า ซึ่งก็คือบท แจ็คจากภาคก่อน จริงๆ ตอนแรกนั้น Rhiana Griffith เจ้าของบทคนเดิมจากคราวก่อนจะได้มาเล่นเหมือนเดิมครับ เพราะ Diesel เองก็สนับสนุนแบบเต็มที่ ถึงขั้นส่งเธอไปฟิตและเรียนวิชาคิกบ็อกเซอร์เพื่อกลับมาคัดตัวในบทนี้โดยเฉพาะ แต่แล้ว Alexa Davalos ที่ตอนนั้นกำลังเป็นที่จดจำจากบทเกว็น สาวสายฟ้าในซีรี่ส์ Angel ก็มาคว้าบทไปแทน ซึ่งเธอก็ถือเป็นตัวเลือกที่ไม่เลวครับ ส่วน Griffith แม้จะพลาดบทไป แต่ก็ยังดีที่เธอได้ไปให้เสียงพากย์เป็น แจ็คในการ์ตูน The Chronicles of Riddick: Dark Fury ซึ่งสร้างขึ้นมาเพื่อเชื่อมเรื่องระหว่าง Pitch Black และหนังภาคนี้ (การ์ตูนที่ว่าก็สนุกไม่เลวครับ)

ยอมรับครับว่าชอบหนังเรื่องนี้พอสมควร อาจเพราะผมชอบหนังแอ็กชันไซไฟผจญภัยบนดวงดาวอะไรแบบนี้อยู่แล้วด้วย พอหนังทำออกมาค่อนข้างครบเครื่องก็เลยถูกใจกันไป แต่กระนั้นตัวหนังเองก็ไม่ทำเงินครับ อย่างที่บอกว่าลงทุนไป 100 กว่าล้านเหรียญ แต่ได้คืนมาจากทั่วโลกประมาณ 116 ล้านเหรียญเท่านั้น หักส่วนแบ่งกลับเข้าสตูดิโอก็ยังติดตัวแดงอยู่หลายสิบล้านอยู่

ทว่าหนังก็ไม่ถึงกับล้มเหลวซะทีเดียวครับ เพราะแม้ตอนเข้าโรงจะไม่โกย แต่หนังมาโกยสะบัดช่อตอนออกแผ่นครับ ซ้ำยังสร้างแฟนๆ อีกกลุ่มใหญ่ตามมาอีกด้วย (นั่นจึงเป็นเหตุผลหนึ่งครับ ที่ทำให้ Riddick ได้ทำภาคต่อออกมาอีกครั้งในปี 2013 นี้)

สรุปว่ากระผมชอบครับ มันดูสนุกตื่นเต้น ครบรสหนังไซไฟแอ็กชัน แม้จะมีจังหวะอืดบ้างเชื่องช้าบ้าง แต่ก็ยังถือว่าไม่มากจนถึงขั้นลดทอนความสนุกลงไป

สองดาวครึ่งครับ

Star22

(7/10)

Advertisements