รีวิวหนัง/ภาพยนตร์

Now You See Me (2013) อาชญากลปล้นโลก

1378915511

ผมเชื่อว่าหลายคนคงคุ้นกับกล่าวว่า “โลกคือละคร”

แต่หลังจากดูหนังเรื่องนี้จบ ผมรู้สึกว่าแท้จริงแล้ว “โลกคือเวทีที่ใหญ่ยิ่ง” มีการแสดงหลากประเภท มีเหตุการณ์สารพัดชนิดเกิดขึ้นเสมอ และหนึ่งในการแสดงที่มักจะมีบนเวทีแห่งชีวิตก็คือ “มายากล

ใช่ครับ อันว่าชีวิตปกติของเรานั้นบางครั้งก็เป็นดั่งละคร แต่บางขณะก็ไม่ต่างจากมายากล และในการแสดงที่ต่างรูปแบบนี้ การจะใช้ชีวิตหรือการที่เราจะเล่นตามบทให้เหมาะสมนั้นมันก็จะแตกต่างกันไป

อย่างเช่นหากชีวิตเราตอนนั้นเป็นดั่งละคร เราก็ควรมีสติใส่ใจในทุกขณะ เพราะแต่ละรายละเอียดของชีวิตมีความสำคัญไม่ยิ่งหย่อนไปกว่ากัน ถ้าเราเผลอไผลละเลยบางสิ่งไป มันอาจย้อนมาให้ผลลัพธ์ทำร้ายชีวิตเราได้อย่างที่เรานั้นคาดไม่ถึง

แต่หากยามใดชีวิตเราเป็นดั่งการแสดงมายากลล่ะก็ เราต้องระมัดระวัง “สิ่งลวงตา” ที่จะหลอกล่อให้เราหลงทางไป บางอย่างดูเหมือนจะสำคัญแต่แท้จริงแล้วไม่ได้เป็นอะไรไปมากกว่าสิ่งลวง ในขณะที่สาระสำคัญของจริงของแท้นั้น เราต้องมองให้ดี พิจารณาให้ลึก เพ่งทะลุหมอกควันและหลุมพราง เช่นนั้นเราถึงจะสามารถใช้ชีวิตบนเวทีนี้ได้อย่างรอดปลอดภัย

ถ้าจะให้สรุปง่ายๆ จากสิ่งที่ผมบอกก็คือ แต่ละจังหวะชีวิตของเรานั้นมิได้เหมือนกันไปทั้งหมด บางจังหวะเราต้องใส่ใจให้ละเอียด มองทุกสิ่งให้ครบถ้วนทุกมุม พิจารณาหาจุดที่สำคัญแล้วจากนั้นเราค่อยก้าวเดินต่อ

แต่ในบางจังหวะเราต้องแยกแยะวิเคราะห์ให้ดี เพราะสิ่งที่ดูเหมือนสำคัญอาจไม่สำคัญ แต่สิ่งที่สำคัญอาจเป็นอะไรที่เราคาดไม่ถึง และเราอาจมองมันไม่เห็นเพราะสิ่งลวงมาล่อเราจนหลงทาง กว่าจะรู้ตัวว่าอะไรเป็นอะไร เราก็อาจพลาดลงหลุมลึก ยากจะปีนป่ายขึ้นมาได้ หรือบางครั้งต่อให้เราไม่ตกหลุม แต่เราก็จะเสียเวลา เสียแรงในการเดินกลับมาทำในสิ่งที่ถูกต้อง

ยอมรับว่าผมชอบคอนเซปต์ของหนังมาก กับเรื่องราวว่าด้วยกลุ่มนักมายากล 4 คน ประกอบด้วย เจ แดเนี่ยล แอตลาส (Jesse Eisenberg), เมอร์ริทท์ แม็กคินนี่ย์ (Woody Harrelson), เฮนลี่ย์ รีฟส์ (Isla Fisher) และ แจ็ค ไวล์เดอร์ (Dave Franco) พวกเขาเรียกตัวเองว่าโฟร์ ฮอสแมน เป็นทีมที่สามารถเล่นมายากลได้แบบน่าทึ่ง แต่ที่ทำให้คนมากมายรวมถึงเจ้าหน้าที่เอฟบีไออย่างดีแลน โรดส์ (Mark Ruffalo) ต้องหันมาจับตาก็เพราะพวกโฟร์ฮอสแมนอาจเป็นผู้อยู่เบื้องหลังคดีปล้นหลายครั้งหลายหน และในการแสดงแต่ละทีพวกโฟร์ฮอสแมนก็จะมีเงินเป็นกระตั๊กๆ มาแจกให้ผู้ชม

นั่นก็ทำให้ทางการต้องไปเชิญ แธดเดียส แบรดลี่ย์ (Morgan Freeman) นักจับไต๋มายากลชื่อดังให้มากช่วยไขปริศนาว่าพวกโฟร์ฮอสแมนทำการปล้นจริงหรือไม่ และที่สำคัญคือพวกเขาทำได้อย่างไร

9wbXqcx6rHhoZ9Esp03C7amQzom

คอนเซปต์หลักของหนังก็คือการเอาหัวใจของการแสดงกลมาเล่นครับ อันว่าหลักแสดงกลก็คือต้องรู้จักลวง รู้จักเบนความสนใจของผู้ชม ทำยังไงก็ได้ให้ทุกคนพุ่งเป้าจ้องไปที่สิ่งซึ่งไม่สำคัญ จ้องหมอกควันลวงตา ลวงให้คิดว่ามันสำคัญ เพื่อที่คนเล่นกลจะได้มีเวลาทำในสิ่งที่สำคัญจริงๆ (ซึ่งก็คือการเตรียมไต๋ของกล) โดยจุดนี้ก็ต้องทำให้คนดูไม่สนใจ ไม่นึกถึง กว่าจะรู้ตัวการสำแดงมายากลก็จบลงไปซะแล้ว ซึ่งก็นี่ล่ะครับที่หนังใช้เป็นหลักในการเดินเรื่อง

นอกจากนี้ยังมีการท้าเราให้ลองจับผิดกลด้วยการเฉลยเคล็ดลับแห่งการจับไต๋ นั่นก็คือ “ยิ่งมองใกล้ จะยิ่งเห็นไม่ชัด” โดยแม้จะมีการเฉลยหลักขนาดนี้ แต่คนส่วนมากก็ยัง “หลงกล” โดนหนังหลอกล่ออยู่ดี

การเล่าเรื่องและเดินเรื่องถือว่าสนุกเลยล่ะครับ น่าติดตาม ดูสนุกเพลิดเพลิน มีอะไรให้ตื่นตาตลอด ไม่ว่าจะการแสดงกลที่แสนวิจิตร (ทั้งในและนอกเวที) การตามปมเพื่อไขปริศนาว่าทีมโฟร์ฮอสแมนนี้ทำผิดกฎหมายจริงๆ หรือไม่กันแน่ อีกทั้งการหลอกล่อเล่นกับความคิดของคนดู อะไรเหล่านี้ทำให้ Now You See Me กลายเป็นหนังที่ให้ได้ทั้งความบันเทิง ให้ได้ทั้งความเพลิดเพลิน และยังลับสมองประลองสติปัญญาไหวพริบของผู้ชมไปในตัวด้วย

ดาราแสดงกันดีครับ เทคนิคก็น่าพอใจ ดูแล้วสนุกเพลินน้องๆ Ocean’s Eleven ทีเดียว อันนี้ขอชมทีมงานทุกคน ตั้งแต่มือเขียนบทอย่าง Ed Solomon, Boaz Yakin และ Edward Ricourt รวมถึงผู้กำกับ Louis Leterrier ด้วยครับ ซึ่งหากจะบอกว่านี่คือผลงานกำกับชิ้นที่เด็ดสุดของเขาก็คงไม่เกินจริงแต่ประการใด

ผมว่าจุดสนุกของหนังเรื่องนี้คือการหลอกล่อคนดูอย่างได้ผล และที่สำคัญคือเราสนุกที่โดนหลอกด้วยครับ ยิ่งพอถึงตอนจบเรา พอทุกอย่างกระจ่าง เราก็จะย้อนไปคิดถึงจุดต่างๆ อย่างเพลิดเพลิน เรียกว่าถึงแม้จะโดนหลอก แต่ก็เป็นการโดนหลอกที่แสนหฤหรรษ์ เหมือนเวลาเราดูเขาแสดงกลนั่นล่ะครับ ความสนุกมันอยู่ตรงที่เขาหลอกเราได้เนียนไหมมากกว่า และผลก็คือเนียนใช้ได้ทีเดียว

เมื่อดูจบแล้ว (ผมว่าผมกำลังจะสปอยล์นะครับ หากไม่อยากทราบควรข้ามไปอ่านดาวข้างล่างเลยครับ) หนังชวนให้เราคิดครับ โดยในเรื่องเราจะได้เห็นเจ้าหน้าที่เอฟบีไอหลงทางรอบแล้วรอบเล่า โดนทีมโฟร์ฮอสแมนหลอกให้ตามไปทางนั้นทีทางนี้ที แต่ละครั้งก็จะนึกว่าตนกำลังตามสิ่งสำคัญ (อย่างตอนไล่บี้ตามล่าเซฟไปทั่วเมืองเป็นต้น) แต่ที่ไหนได้สิ่งที่พวกเขาคิดว่าสำคัญมันคือเหยื่อล่อเบนความสนใจต่างหาก

สิ่งเหล่านี้นำข้อคิดมาฝากเราอย่างที่ผมบอกน่ะครับ ชวนให้สำรวจชีวิตตนเองว่าเราเคยโดน “เบนความสนใจ” มัวแต่ไปคิด ไปสนในสิ่งที่ไม่สำคัญ จนพลาดสิ่งสำคัญไปบ้างหรือไม่ (หรือบ่อยแค่ไหน)

ความจริง (บนความลวง) ที่เห็นในหนังสะท้อนแง่คิดการใช้ชีวิตได้ครับ ในชีวิตจริงก็เหมือนกัน หลายครั้งที่เราเจอปัญหาเล่นกล ทำให้เราสับสัน แต่แทนที่เราจะใส่ใจกับการหาทางออก เรากลับมัวคิดลบ จดจ่อที่ปัญหา (แบบไม่ได้จดจ่อเพื่อแก้ แต่จดจ่อเพื่อท้อแท้) คิดแง่ร้ายจนความเครียดขยายใหญ่โต กลัวจนปัญหามันครองพื้นที่ 3 ใน 4 ของสมอง เลยไม่เหลือพื้นที่สมองให้แก้ปัญหา ไม่เหลือพลังไว้คอยทำสิ่งที่สำคัญกว่า (นั่นคือการหาทางออกและเอาตัวให้รอด) บางครั้งกว่าจะรู้ตัว ปัญหาก็เล่นกลจนเราแพ้มันไป

NOW YOU SEE ME

อันว่าการที่เราจะรู้เท่าทันโลก เท่าทันปัญหา และรู้เท่าทันกล (ไม่ว่าจะมายากล กลลวง หรือกลของกิเลส) เรานั้นต้องใจเย็นพอ ต้องมีสติพอ ต้องรู้จักคิดวิเคราะห์แยกแยะให้ดี ต้องรู้ว่าอะไรที่ยิ่งจดจ่อยิ่งเบนเราไปจากสิ่งสำคัญ และต้องมองให้ออกว่าสิ่งสำคัญตัวแท้ในแต่ละจังหวะของชีวิตนั้นมันคืออะไรกันแน่

นอกจากนี้หนังยังเผยให้เห็นอาวุธสำคัญอย่างหนึ่งที่เหล่านักมายากลใช้จัดการเจ้าหน้าที่ นั่นก็คือใช้ “อารมณ์” ของเจ้าตัวเล่นงานตัวเขาเอง ไม่ว่าจะการยั่วให้โกรธ หยอกให้ป่วน ลวงให้หลง โดยจริงๆ แล้วเหล่านักเล่นกลก็แทบไม่ต้องทำอะไรมากเลยครับ แค่วางหมากเพื่อ “นับหนึ่ง” เพื่อจุดชนวนโทสะเท่านั้น แล้วจากนั้นการที่โทสะขยายตัวไปถึงระดับ 2 3 4 5 6 ก็เพราะเจ้าหน้าที่ไปต่อยอดทางอารมณ์เอง เมื่อเริ่มโกรธก็โกรธต่อ เมื่อเริ่มมีโทสะในใจก็อนุญาตให้ไฟมันผลาญต่อ ยิ่งนับตามนับต่อก็ยิ่งหลงกลไปกันใหญ่

แอบคิดต่ออีกหน่อยว่าถ้าเจ้าหน้าที่มีสติ ไม่จับจ้องเฉพาะสิ่งลวง ไม่จดจ่อกับอารมณ์ที่ทำให้เลือดขึ้นหน้า แต่พยายามคัดแยกวิเคราะห์ดีๆ ผลลัพธ์จะต่างออกไปไหม

หนังเรื่องนี้แปลกอยู่อย่าง นั่นคือดาราแม้จะแสดงดี แต่ผมว่าบท 4 นักมายากลแห่งโฟร์ฮอสแมนนั้นไม่เด่นเท่าไร แต่รู้ไหมครับ ผมว่ามันถูกแล้ว และอันที่จริงผมชอบด้วยที่บทพวกเขาไม่เด่นมาก… ใช่ครับ มันเป็นอะไรที่สมเหตุสมผลในตัวของมันเอง ดังนั้นเรื่องนี้นอกจากจะไม่ติที่นักแสดงนำไม่เด่นแล้ว ยังชมด้วยครับที่แม้หนังจะไม่ทำให้พวกเขาเด่น แต่ในช่วงสุดท้าย หนังทำให้เราจดจำพวกเขาทั้ง 4 คนได้สำเร็จ!

“ยิ่งมองใกล้ จะยิ่งเห็นไม่ชัด” นั่นล่ะ มันเป็นแบบนั้นจริงๆ สำหรับหนังเรื่องนี้

และแง่คิดตบท้ายเล็กๆ ที่อยากฝากไว้ก็คือ… ถ้าโลกคือเวทีอันใหญ่ยิ่ง และชีวิตคือการแสดงอันหลากหลาย เราลองมาฝึกทำอะไรสักอย่างดีไหมครับ

ฝึกให้ตนเป็นคนคุมการแสดงเหล่านั้นดู

จริงครับที่เราอาจเลือกเวทีแสดงไม่ได้ (เลือกเกิดไม่ได้ เลือกพ่อแม่ไม่ได้) แต่เราเลือกว่าจะแสดงอะไรได้ เลือกว่าจะแสดงอย่างไรได้ เลือกว่าจะลองคุมการแสดงให้เป็นไปตามที่เราต้องการ (หรืออย่างน้อยก็ใกล้เคียงกับที่เราต้องการ) ได้

ถ้าตอนไหนของละครชีวิตเราเจอปัญหา แทนที่เราจะโยนอำนาจกำกับให้คนอื่น เราลองคุมดูสักอย่างไหมครับ อย่างน้อยที่สุดก็คือคุมตนเองให้ได้ คุมวิธีคิด คุมการแสดงออก คุมทิศทางในสิ่งที่เราจะกระทำ (หรือไม่กระทำ) ซึ่งหากเราคุมสิ่งเหล่านี้ได้ เราก็จะได้ผลลัพธ์สุดท้ายที่ใกล้เคียงกับที่เราต้องการมากที่สุด… หรือแม้จะไม่ได้ตามที่ต้องการ แล้วมันจะเสียหายตรงไหนหากเราลองพยายามดูสักที

การลองคุมชีวิตตน ผลลัพธ์มันเกิดได้ 2 ทางครับ นั่นคือเราทำสำเร็จกับไม่สำเร็จ แต่หากเราเลือกให้คนอื่นกำกับ ให้คนอื่นคุมชีวิตเราโลด นั่นเท่ากับทำให้ผลลัพธ์ตามที่เราต้องการจริงๆ มีโอกาสเกิดขึ้นน้อยกว่า 50%

อย่าลืมมองชีวิตในแต่ละจังหวะให้แตกครับ มองให้ออกว่ามันคือละครชีวิตหรือมายากล จดจ่อให้ถูกสิ่ง พุ่งเป้าให้ถูกเรื่อง

เกิดมาหนึ่งครั้ง เรามีโอกาสกำกับชีวิตได้แค่หนึ่งรอบ… เหตุใดจะไม่ลองทำสักรอบ จริงไหมครับ

สองดาวครึ่งบวกๆ ครับ

Star22

(7.5/10)

Advertisements