รีวิวหนัง/ภาพยนตร์

Hairspray (2007) โอ๊ะโอ๋! คนจะดัง… ขวางไม่อยู่

1387341737

เป็นหนังอีกเรื่องที่ผมเปิดดูบ่อยมากครับ แน่นอนว่าชอบ ถูกใจ และที่สำคัญคือดูแล้วรื่นเริง แจ่มใส มีความสุขจริงๆ

พล็อตง่ายๆ ครับ นางเอกคือเทรซี่ เทิร์นแบลด (Nikki Blonsky) สาวร่างอ้วนแต่มีหัวใจที่แสนสดใส เต้นได้อย่างพริ้วไหวหาตัวจับยาก และความฝันอันดับหนึ่งของเธอคือการได้ไปวาดลวดลายเต้นคู่กับลิ้งค์ ลาร์กิน (Zac Efron) หนุ่มเท้าไฟสุดหล่อประจำรายการคอร์นี่ คอลลินส์โชว์ แต่ก็เป็นธรรมดาครับว่าการที่เธอจะไปถึงจุดนั้นย่อมต้องมีอุปสรรค อาทิเช่น เวลม่า วอน แทสเซิล (Michelle Pfeiffer) หนึ่งในผู้ผลิตรายการที่ไม่ต้องการให้ใครคนอ้วนๆ มาเต้นในรายการ

แต่ลองว่าคนมีฝันและหมายมั่นแบบเกินร้อย อะไรก็ขวางไม่อยู่

ท่านทั้งหลายครับ หนังสนุกมากกกกกกกกกกกกกก แน่นอนว่ามันอาจไม่ได้โดนใจทุกคนนะครับ แต่สำหรับผมนี่โดนจังๆ เพราะมันมีอะไรเด็ดๆ เยี่ยมๆ สำหรับหนังแนวนี้เต็มไปหมด

อย่างแรกคือเพลงครับ ไพเราะทุกเพลง เพลงไหนคึกคักสนุกสนานจนน่าออกสเต็ปตามตัวละครไป เพลงไหนช้าๆ นิ่งๆ ก็ได้อารมณ์ แต่ที่สำคัญคือทุกเพลงมีความหมายดีมากๆ ครับ ผมชอบตรงที่เนื้อเพลงมีสาระแทรกอยู่หรือไม่ก็มีการเปรียบสิ่งนั้นเข้ากับสิ่งนี้ มันคือสไตล์เพลงเก่าๆ ที่ชอบอุปมาชีวิตคนเข้ากับสิ่งของหรือธรรมชาติ ผมว่ามันเป็นอะไรที่คลาสสิกนะครับ นอกจากฟังเพราะแล้วยังได้อะไรชวนให้คิดด้วย

ที่ผมชอบเป็นพิเศษคือเพลง You’re Timeless to Me ที่พ่อแม่ของเทรซี่ (Christopher Walken และ John Travolta) ร้องกันแบบได้อารมณ์หวานมากๆ เนื้อหาดีและน่ารักสุดๆ อยากให้คู่รักหลายๆ คู่ได้ฟังมากๆ ครับ ยิ่งคู่ไหนรักไปนานๆ รู้สึกชีวิตรักจืดจาง ลองฟังเพลงนี้ดูสิครับ ความหมายมันสะกิดใจทีเดียว

และช่วงที่ถือว่าจัดเต็มก็คือไคลแม็กซ์ตอนท้ายที่หนังยิงยาวอัดเพลง You Can’t Stop the Beat แบบเต็มที่สาแก่ใจ ตัวละครออกมาวาดลวดลายกันแบบสุดพิกัด เป็นหนึ่งในไม่กี่ฉากแห่งโลกภาพยนตร์ที่ทำให้ขาผมสั่นตามด้วยความอยากเต้น

อย่างต่อมาคือนักแสดงครับ คัดมาเลิศมาก ทุกคนลงล็อคเข้ากับบท และที่สำคัญคือออกสเต็ปได้เฉียบ หรือในด้านการแสดงก็ลื่นไปกับบทมากๆ (แม้มันอาจจะดูเหมือนตัวการ์ตูนไปบ้างในบางวาระ แต่ถือว่าเข้ากับสไตล์ของหนังครับ) แต่คนที่ขอยกนิ้วให้คือ Blonsky ครับ เล่นได้น่ารักมาก เต้นเก่งสุดๆ อีกต่างหาก ความใหญ่ของหุ่นไม่มีผลต่อความพริ้วของเธอเลยครับ สุดยอดและยังดูน่ารักน่าเอาใจช่วย อีกทั้งมีความมั่นคงฉายทางแววตาตลอด เลิศครับ คนที่แคสเลือกเธอมานี่ทำหน้าที่ได้เลิศมาก

ไหนจะ John Travolta ที่งานนี้แต่งหญิงและใส่เมคอัพจนอ้วนตุ๊ต๊ะ อาจดูไม่ถึงกับเนียนเต็มร้อยในเรื่องรูปลักษณ์ แต่การแสดงนี่ฉลุยมาก และที่ผมชื่นชมคือการเต้นของ Travolta มันเข้ากับหุ่นของตัวละครนะครับ คือไม่พริ้วเว่อร์แต่ออกแนวพอเหมาะ ออกแนว “ฉันเก็บความรู้สึกอยากเต้นมานานแล้ว วันนี้ขอเต็มที่สักวัน!” มันได้อารมณ์นั้นจริงๆ

Queen Latifah ขานี้ก็หายห่วงครับ ชูรสหน้งได้เยอะ, Pfeiffer ก็เกินร้อยครับกับบทสไตล์นางอิจฉาฮอลลีวู้ดที่น่าหมั่นไส้แต่ไม่น่ารำคาญ, Efron ก็เป็นตัวเลือกที่เหมาะกับบทลิ้งค์มากๆ ครับ ดูใสซื่อแบบหนุ่มผิวขาวยุคทีวีขาวดำที่ดูจะเชื่ออะไรต่อมิอะไรง่ายๆ และตามกระกส แต่ก็มีความเป็นตัวของตัวเอง ซึ่งส่วนสำคัญที่ทำให้เขากล้าเป็นตัวเองมากขึ้นก็เพราะการได้รู้จักกับเทรซี่นี่แหละครับ, James Marsden ก็ดูพอดีกับบทคอร์นี่ คอลลินส์ พิธีกรที่ต้องปั้นหน้า Alert ตลอด, Amanda Bynes ในบทเพนนี เพื่อนซี้ของเทรซี่ นี่ก็ออกแนวน่ารักผสมขำ ชูรสได้พอตัวเหมือนกัน ส่วน Brittany Snow ก็ดูเป็นนางอิจฉารุ่นมินิ (เพราะ Pfeiffer ครองรุ่นใหญ่ไปแล้ว) ก็เป็นคุณหนูเอาแต่ใจแบบฮาๆ น่ะครับ ความเด่นอาจไม่มากเท่าใครเขา แต่ก็เสริมเรื่องราวได้ไม่เลว

Hairspray-hairspray-10016252-1024-768

ที่ลืมไม่ได้คือ Christopher Walken ที่เล่นเป็นคุณพ่อเทิร์นแบลดได้น่ารักมากๆ มีพ่อแบบนี้รักตายเลยครับ และพอถึงเวลาต้องออกสเต็ปก็พริ้วเช่นเคย (ใครอยากเห็นแกพริ้วระดับเทพ ลองเอาตอนแกเล่น MV เพลง Weapon of Choice มาดูครับ จะรู้ว่าลุงเขาสเต็ปเทวดาขนาดไหน)

อย่างที่สามคือ ความมีชีวิตชีวาของหนัง อันนี้ขอยกนิ้วให้ทีมงานเลยครับ ช่วยกันใส่สีสันลงไปเต็มที่ ไม่ใช่แค่ชุดเริ่ดๆ หรือสีสันสดๆ ในของประกอบฉากต่างๆ แต่มันคือความลงตัวขององค์ประกอบต่างๆ ทั้งเพลง ดารา ฉาก การเต้น จังหวะการเดินเรื่อง เนื้อเรื่อง ทุกอย่างสอดประสานกันดีมากครับ Adam Shankman ผู้กำกับเรื่องนี้ถือว่าคุมหนังได้ดีจริงๆ

ด้านเนื้อหาสาระมันอาจไม่มีอะไรใหม่มากมายครับ เด็กสาวคนหนึ่งมีฝัน แต่เธอไม่ได้สมบูรณ์พร้อม จึงต้องฝ่าฟันเอาชนะอุปสรรค แต่มันคือพล็อตง่ายๆ ที่เกิดขึ้นเสมอในชีวิตจริงครับ เราทุกคนล้วนมีฝัน มีภารกิจหรืองานอะไรสักอย่างที่อยากทำให้สำเร็จลุล่วง แต่ทุกการเดินทางสู่จุดหมายย่อมมีอุปสรรคได้เสมอ เราก็ต้องรู้จักเติมพลังใจให้ตนเอง ถ้ารู้ว่าจะหมดแรงก็หาที่เติมพลังไป ซึ่งในเรื่องนี้เทรซี่ถือว่าโชคดีครับที่มีครอบครัวที่น่ารักคอยให้กำลังใจ แม้คุณแม่จะมีท้อบ้าง เขวบ้าง แต่ก็ยังมีคุณพ่อคอยสนับสนุน

นี่เป็นสาระง่ายๆ อีกอย่างนะครับ “คนในครอบครัวช่วยได้” ที่ผมใช้คำว่าคนในครอบครัวก็เพราะมันอาจมีบางครั้งที่คนเกือบทั้งครอบครัวเหนื่อย ท้อ และหมดแรง ทว่าอย่างน้อยหากมีใครสักคนในครอบครัวที่มีพลังพอจะยืนหยัดได้ คอย Support คนอื่นๆ ได้บ้าง ก็ยังนับว่าดีครับ ช่วยกันฉุดมือให้พ้นจากสภาวะแย่ๆ ให้หนึ่งคนช่วยหนึ่งคน แล้วก็ช่วยต่อกันไปเรื่อยๆ พยุงแต่ละคนให้รู้สึกดีขึ้น สบายใจขึ้น ปลอดโปร่งขึ้น แล้วอะไรต่อมิอะไรย่อมมีแนวโน้มในทางที่ดีขึ้น

ดูเรื่องนี้แล้วตระหนักถึงคำว่าหัวหน้าครอบครัวนะครับ เรามักได้รับการสอนว่าผู้ชายต้องเป็นหัวหน้าครอบครัว แต่ผมมองว่าหัวหน้าครอบครัวคือใครก็ได้ครับที่มีแรงพอจะโอบกอด ประคับประคอง และพยุงคนในครอบครัวในสภาวะยากลำบาก ถ้าพ่อหมดแรงแม่ก็ช่วยได้ ถ้าพ่อแม่หมดแรงลูกก็อาจช่วยได้… ทุกคนล้วนทำหน้าที่เป็นหัวหน้าครอบครัวได้ครับ อาจต่างกรรมต่างวาระกันไป อันที่จริงเราอาจไม่ต้องคำนึงถึงคำว่าหัวหน้าก็ได้ แค่คำนึงถึงคำว่า “ครอบครัว” ก็พอ

นอกจากนี้หนังยังมีเรื่องอย่างการแบ่งแยกสีผิวที่ถือเป็นเรื่องคลาสสิกอีกเรื่องของอเมริกันชน ที่ทุกวันนี้ไม่ต้องบอกเราก็คงรู้ล่ะนะครับ ว่าการแบ่งแยกมันน่าขันแค่ไหน ก็คนเหมือนๆ กัน มีความสามารถเหมือนกัน การจะกีดกันซึ่งกันและกันไม่ทำให้อะไรดีขึ้นมา ในทางกลับกันครับ การเปิดโอกาสให้ทุกคนได้แสดงความสามารถออกมาโดยไม่ต้องแบ่งแยกอะไร นั่นจะเท่ากับเราเปิดโอกาสให้โลกได้เห็นอะไรมากขึ้น เปิดโอกาสให้สีสันในโลกในหลากหลายเฉดมากขึ้น

หนังยังสอดแทรกการกัดอเมริกันยุคโน้น ไม่ว่าจะเรื่องอพอลโลไปดวงจันทร์มันจริงหรือหลอก หรือความหมกมุ่น (กึ่งคลั่งๆ ศาสนา) ของแม่เพนนี่ ที่ชอบอ้างพระเจ้าและเปิดบทสวดมนต์กล่อมเกลาลูก แต่ทำตัวราวกับเผด็จการ อะไรพวกนี้ก็สะท้อนอเมริกันยุค 60 ได้แบบแสบๆ ดีเหมือนกันครับ

ดูหนังเรื่องนี้แล้วมีความสุขครับ มีพลังใจ เพลงก็เพราะ ดูเพลินมากๆ ไปจนจบ End Credits เลยล่ะครับ

ถ้าวันไหนคุณอยากรู้สึกครื้นเครง หยิบหนังเรื่องนี้ขึ้นมาดูได้เลยครับ

ใกล้สามดาวครับ

Star22

(7.5/10)

Advertisements