รีวิวหนัง/ภาพยนตร์

Deep Red (1975) อำมหิต

1385221483

มีอยู่ช่วงหนึ่งผมทยอยเอาหนังของเฮีย Dario Argento มารีวิว โดยเริ่มจากชุด Animal Trilogy แล้วจู่ๆ ก็หยุดไป ไม่ใช่เพราะอะไรหรอกครับ เพราะผมน่ะตั้งจะกวาดงานของเฮียแกมารีวิวให้หมด แต่ทีนี้ไปติดอยู่ตรงผมหาผลงานเรื่องที่ 4 ของเขาที่ชื่อว่า Le cinque giornate หรือ The Five Days of Milan หามาดูไม่ได้เลยครับ

ส่วนหนึ่งคงเพราะหนังเรื่องที่ว่าไม่ดังอย่างแรง เพราะเป็นครั้งแรกที่เฮียเขาฉีกแนวไปทำหนังแนวตลกผสมชีวิต แต่หนังเรื่องนั้นจัดว่าแป๊กสุดๆ ถือเป็นหนังล่มเรื่องแรกในชีวิตของเฮีย Dario จนในที่สุดเขาเลยกลับมาทำของตายซึ่งก็คือแนวฆาตกรรม Giallo ที่สร้างชื่อให้กับเขา อันนำมาสู่หนังจอใหญ่เรื่องที่ 5 ที่ชื่อว่า Deep Red นี้นี่เอง

หลังจากดูหนังเรื่องนี้เสร็จก็ แทบอยากย้อนเวลาไปบอกตัวเองตอนนั้นว่า “ช่างเรื่อง The Five Days นั่นซะเถอะ แล้วรีบๆ เอา Deep Red มาดูโดยด่วนดีกว่า!”

ท่านที่เคารพครับ Deep Red นี่ทำให้คอหนังสยองขวัญอย่างผม “ฟิน” มากๆ คือมันสนุก น่าติดตาม ตื่นเต้น สยองขวัญ ระทึกใจ มีปมซ้อนปม มีการหักมุม จนผมขอยกให้เป็นเรื่องเด็ดระดับ Top 5 ของหนังสไตล์นี้เลยก็ว่าได้

ตัวเอกคือครูดนตรีนามว่ามาร์คัส ดาลี่ (David Hemmings) ที่กำลังเดินเล่นอยู่กลางถนนพบปะพูดคุยกับเพื่อนอยู่แบบชิลด์ๆ แต่ไม่นานจากนั้นเขาก็ได้เห็นเหตุการณ์ฆาตกรรมนักพลังจิตสาว เฮลก้า อัลแมน (Macha Meril) ที่โดนสังหารอย่างทารุณบนห้องพักของเธอ แม้เขาจะรีบวิ่งไปที่ห้องเพื่อช่วยเธอ แต่มันก็สายเกินไป เธอสิ้นใจแล้วเมื่อเขาไปถึง

จากนั้นมาร์คัสก็พยายามสืบหาความจริงว่าใครคือฆาตกร เพราะห้องพักของเฮลก้านั้นอยู่ในตึกเดียวกับที่เขาอาศัยครับ ดังนั้นหากปล่อยไว้แล้วเจ้าฆาตกรไปก่อคดีอีก เขาคงรู้สึกผิดอย่างที่สุดที่ไม่ยอมทำอะไรทั้งที่พอจะทำได้ มาร์คัสเลยร่วมมือกับนักข่าวสาวจิอันน่า เบรซซี่ (Daria Nicolodi) ที่มาทำข่าวเรื่องนี้พอดี โดยมาร์คัสพบว่าเงื่อนงำของคดี อาจเกี่ยวข้องกับบทเพลงบทหนึ่ง อีกทั้งยังอาจเกี่ยวกับเรื่องร่ำลือในคฤหาสน์ผีสิง ที่ว่ากันว่ามีคนตายอย่างสยดสยองเมื่อนานมาแล้วด้วย

และระหว่างที่มาร์คัสตามสืบเรื่องต่างๆ ใครก็ตามที่เขาไปถามไถ่ข้อมูลเพื่อไขคดีนี้ก็มักจะมีอันเป็นไปอยู่ตลอด ดังนั้นเขาจึงต้องรีบหาความจริงก่อนจะมีคนต้องตายไปมากกว่านี้ และก่อนที่เจ้าฆาตกรจะย้อนมาเล่นงานเขา

1385309685

Deep Red ถือเป็นหนังที่รสเข้ม กลมกล่อม และลงตัวมากๆ เรื่องหนึ่งเลยครับ ในด้านความน่ากลัว ความสะพรึง และความลุ้น พวกนี้หายห่วงได้เพราะ Argento เขาเอาอยู่ครับ จัดเต็มแบบสาใจสำหรับฉากนองเลือด และสามารถใช้ความมืด ซอกหลืบ อีกทั้งบรรยากาศวังเวงไม่น่าวางใจมาสร้างอารมณ์หลอนให้กับคนดูอยู่ตลอดเวลา ดูแล้วหายใจไม่ทั่วท้องครับ เพราะแม้เราจะรู้แก่ใจว่าฉากไหนบรรยากาศเงียบๆ และมีตัวละครอยู่เพียงลำพัง เดี๋ยวตัวละครนั้นก็ต้องตาย แต่ทีเด็ดคือคุณไม่รู้เลยครับว่าเจ้าฆาตกรมันจะมาทางไหน มันจะมาไม้ไหน และที่สำคัญคือ มันจะใช้อะไรในการสังหารเหยื่อ

ใช่ครับ ฆาตกรในเรื่องไม่ใช่แค่เอามีดไล่แทงหรือขวานไล่จาม มันไม่มีอาวุธประจำตัว แต่มันจะใช้วิธีการโหดๆ เท่าที่สถานที่นั้นหรือวาระนั้นเอื้ออำนวย ในการลงมือแบบฉับพลัน ให้เหยื่อไม่ทันตั้งตัว และคนดูเองก็ตั้งตัวไม่ทัน เรียกว่ากว่าจะรู้อะไรเป็นอะไรเลือดของเหยื่อก็มาเปื้อนหน้าจอให้เราตกใจเรียบร้อย จัดว่าเป็นการตายที่ใกล้ตัว (เพราะมันเกิดได้ทุกที่ แม้แต่ในบ้าน) และดูเป็นไปได้จนน่าขนลุก

แล้วหลายฉากในเรื่องนี้ก็สร้างความตกใจผสมหลอนได้แบบชะงัดนักครับ อย่างตอนที่เหยื่อรายหนึ่งอยู่ในห้องเงียบๆ แล้วสักพักก็โดนหุ่นหน้าโหดตัวหนึ่งพุ่งเข้าใส่ ทั้งดนตรี เสียงในฉาก และมุมกล้องมันช่วยเกณฑ์พลังความหลอนในใจเราให้พุ่งขึ้นอย่างได้ผลครับ ประมาณว่าถ้าเป็นเราเจอแบบเหยื่อ เราก็เหวอ อึ้ง และตั้งตัวไม่ติด (จนอาจถูกเชือด) เหมือนกัน

ดูแล้วตระหนักเลยครับว่าการทำหนังสยองขวัญให้ดีนั้น นอกจากจะต้องสร้างความสยองผ่านเลือด ผ่านฉากโหด และผ่านอะไรแหวะๆ แล้ว ยังต้องรู้จักหาทางทำให้จินตนาการของคนดู “เตลิด” ไปในทางสยองให้ได้อีกด้วย

1385309732

จะว่าไปในหนังเรื่องนี้ ฉากที่ทำให้เราใจเต้นไม่เป็นจังหวะนั้น ไม่ใช่ตอนเห็นเลือด ไม่ใช่ตอนเจอศพ แต่มันคือตอนที่เราไม่ไว้ใจ “ไอ้หลืบตรงมุมห้องนั้น” หรือ “ความเงียบสนิทจนผิดสังเกต” กล่าวคือ Deep Red ทำได้ครับ กับการสร้างอารมณ์กลัวอันเกิดจาก “การมองไม่เห็น” เพราะโดยธรรมชาติของคนแล้ว ถ้าไม่เห็นสมองก็จะทำหน้าที่เติมเต็ม ช่วยจินตนาการให้เสร็จสรรพ แล้วสมองเราก็รู้งานนะครับ มันรู้ดีว่าเรากลัวอะไร มันก็จะจัดเต็มจินตนาการให้เรานึกถึงสิ่งที่เรากลัวที่สุดให้ทันที

ดังนั้นผู้กำกับคนไหนที่รู้จักจับจังหวะ ทำให้คนดูไม่ไว้ใจ “อะไรที่มองไม่เห็น หรือเห็นไม่ชัด” แล้วล่ะก็ รับรองคนดูจะขนหัวตั้งกับหนังของเขาเอาได้ง่ายๆ และเฮีย Dario แกก็ทำได้อย่างดีในหนังเรื่องนี้ครับ ระหว่างดูนี่มันรู้สึก “ฆาตกร Is All Around” จริงๆ

ผมเคยคิดว่า Suspiria (งานกำกับของ Dario Argento ต่อจากเรื่อง Deep Red นี้) คืองานที่สยองเด็ดที่สุดของเขา แต่ยามนี้ผมขอเปลี่ยนความคิดเลยครับ เพราะ Deep Red มันหลอนและน่าติดตามถึงขีดมากกว่า

ซึ่งจุดที่ผมเคยยกให้ Suspiria เป็นเลิศคือการรู้จักใช้แสงสีโทนต่างๆ มาสร้างความสะพรึง แต่กับ Deep Red นี่หนังสามารถกระตุ้นอารมณ์ผวาให้คนดูได้ โดยไม่ต้องใช้โทนสีอะไรมากครับ แค่ห้องสว่างๆ กับมุมมืดๆ แค่นี้ก็ชวนให้เกร็งได้แล้ว ว่าง่ายๆ คือใน Suspiria นั้นเป็นการสร้างความกลัวแบบต้องปรุงต้องแต่งค่อนข้างมาก จนเราเกิดความกลัวอันเนื่องมาจากความผิดปกติและบิดเบี้ยวของฉากนั้นๆ แต่กับ Deep Red นี่ความสยองมันก่อตัวได้แค่เพียงจากความมืด จากสถานการณ์ธรรมดาๆ ซึ่งผมถือว่าเหนือชั้นนะครับ

ไม่ผิดหวังจริงๆ ครับ ดูแล้วสนุก (แบบสยอง) สุดๆ โดยผมนั้นดูฉบับอเมริกาก่อน ซึ่งฉบับที่ว่านี่ยาวประมาณ 100 กว่านาทีซึ่งก็ว่าสนุกแล้ว แต่ผมก็พยายามหาฉบับดั้งเดิมความยาว 126 นาทีมาดู ปรากฏว่าถึงรสถึงขีดหนักเข้าไปอีก ซึ่งฉบับอเมริกานั้น ฉากประเภท “ความสัมพันธ์ระหว่างตัวละคร” จะถูกเฉือนออกไปเยอะมากๆ ไม่ว่าจะฉากโรแมนซ์ของมาร์คัสและจิอันน่า ที่ทำให้ความตื่นเต้นในตอนท้ายทวีความเข้มมากขึ้น หรือฉากง่ายๆ ที่มาร์คัสเล่นดนตรีในบาร์กับเพื่อน ฉากนี้ก็มีผลต่อความรู้สึกคนดูในตอนท้ายเหมือนกันครับ ซึ่งพอดูฉบับเต็มก็ยิ่งนับถือ Argento มากเข้าไปอีก เพราะมันแสดงให้เห็นว่า Argento สามารถสอดแทรกมิติของตัวละคร สามารถสร้างความผูกพัน สร้างคาแรคเตอร์ของตัวละครให้เกิดขึ้นได้ อันเป็นเงื่อนไขอย่างดีสำหรับการทำให้คนดูสะเทือนใจหากเกิดอะไรกับตัวละครเหล่านี้

หนังสยองแนวเชือดโดยมากมักบอกว่า “จะเอาอะไรนักหนากับหนังเชือดล่ะ เน้นเลือดเน้นศพก็พอ ส่วนดราม่าอะไรนั่นมันใส่ลงไปยากจะตาย” ทว่า Deep Red บอกอะไรที่มันตรงข้ามกันเลยล่ะครับ!

 

deepred

อีกจุดหนึ่งที่ไม่ชมไม่ได้คือดนตรีครับที่ได้วงร็อคของอิตาลีที่ชื่อ Goblin มาบรรเลงให้ ซึ่งแรกเริ่มเดิมทีนั้น Argento ได้ไปติดต่อให้ Giorgio Gaslini นักดนตรีแจ๊สที่เคยร่วมงานกันมาก่อนใน The Five Day ให้มาช่วยทำดนตรีให้ (หลังจาก Argento แยกทางกับ Ennio Morricone คอมโพเซอร์ระดับตำนานที่เคยทำดนตรีในหนงัชุด Animal Trilogy ไว้ให้อันเนื่องจากความเห็นไม่ตรงกัน) แต่ทีนี้พอ Gaslini ทำดนตรีออกมา Argento ก็ไม่ชอบอีกครับ จนมีการทะเลาะกัน พอมากเข้าๆ Gaslini ก็เดินออกจากทีมไป

Argento เลยพยายามติดต่อวงดนตรีอย่าง Pink Floyd ให้มากช่วยทำดนตรีให้ แต่ทางนั้นก็ปฏิเสธครับ ระหว่างนั้นเขาก็นึกไม่ออกว่าจะให้ใครมาทำดนตรีดี จึงเดินทางกลับมาตั้งหลักที่อิตาลี ก็พอดีมีคนแนะนำวง Goblin ให้ Argento เลยลองสนทนา ซึ่งทางหัวหน้าวงก็จัดดนตรีให้เขาฟัง เท่านั้นล่ะครับ Argento ประทับใจในสไตล์ที่น่าจะไปกันได้กับหนังของเขาทันที และนั่นก็คือจุดเริ่มอันงดงามระหว่าง Argento และ Goblin ที่ร่วมกันทำงานอีกหลายเรื่องทีเดียว

จุดเด่นของดนตรีโดย Goblin นั้นคือดนตรีจังหวะร็อคที่มีทั้งความแรงและความหลอนผสมกันอยู่ในทีครับ คือดนตรีที่ Goblin แต่งใส่ลงมาในหนังนั้นจะมีจังหวะเร่งเร้า รุนแรง แต่แฝงไว้ด้วยความลึกลับและความหลอน หลายช่วงทีเดียวครับที่ดนตรีทำให้ “เหตุฆาตกรรมในเรื่อง” ดูรุนแรงกว่าที่เห็น และมีหลายฉากครับที่ฆาตกรกับตัวโน้ตทำงานประสานกันได้อย่างน่าทึ่ง (อย่างตอนที่เจ้าฆาตกรไปเยี่ยม “ตัวละครหญิง” คนหนึ่งที่อยู่บ้านคนเดียวน่ะครับ)

ตอนหนังออกฉายนั้นก็ไม่ถึงกับทำเงินเท่าไรครับ แต่ได้คำชม และคำชมก็มากขึ้นเมื่อเวลาผ่านไป จนตอนนี้หลายคนยกให้ Deep Red คือของจริงของ Argento คือผลงานเด็ดที่ห้ามพลาดเป็นอันขาด

สำหรับผมแล้ว ผมยังดูหนังของ Argento ไม่หมดครับ แต่บอกได้เพียงว่า นี่คือหนังแนวสยองเชือดที่ลงตัวมากๆ เรื่องหนึ่ง อยากให้คอแนวนี้ได้ชมกันครับ และถ้าให้ดีลองหาชมฉบับเต็มนะครับ สนุกกว่าฉบับอเมริกันเยอะ ได้อารมณ์กว่ากันมากครับ

และชื่ออิตาลีของเรื่องนี้คือ Profondo rosso ครับ

สามดาวเต็มครับ

Star31

(8/10)

 

Advertisements