รีวิวหนัง/ภาพยนตร์

If Only (2004) ขอสักครั้ง เอ่ยคำว่ารัก

1387992693

สำหรับผมแล้ว If Only ถือเป็นหนังโรแมนติกที่ให้อารมณ์ตื่นเต้นชวนลุ้นสุดๆ เท่าที่เคยดูมา

คือมันเป็นหน้งโรแมนติกนี่ล่ะครับ ว่าด้วยความรักของหนุ่มบ้างานนามว่า เอียน วินด์แฮม (Paul Nicholls) และนักดนตรีสาวผู้รักอิสระนามว่า ซาแมนต้า แอนดรูว์ส (Jennifer Love Hewitt) พวกเขาคือคู่รักแสนหวานที่มีปัญหาเล็กๆ ติดอยู่นิดหนึ่ง นั่นคือเอียนไม่ค่อยมีเวลาให้ซาแมนต้าสักเท่าไร และในบางครั้งเขาก็ทำเหมือนกับไม่รู้ใจเธอเอาเสียเลย เล่นเอาเธอรู้สึกน้อยใจไปก็หลายครั้ง

และเมื่อปัญหาเล็กๆ ขยายตัวมากถึงระดับที่ซาแมนต้ารับไม่ไหว เธอจึงตัดสินใจไปจากเอียน (แน่นอนว่าใจเธอก็ไม่อยากครับ แต่อารมณ์และเรื่องราวตอนนั้นมันพาไป) แต่แล้วก็เกิดเหตุไปคาดฝันเมื่อรถแท็กซี่คันที่ซาแมนต้านั่งออกไปนั้นถูกชนตรงกลางสี่แยกตอน 5 ทุ่ม… เธอเสียชีวิตที่โรงพยาบาล

เอียนจมอยู่ในความเศร้าอย่างที่สุดครับ คนที่เขารักที่สุดจากไปแล้ว ไม่มีโอกาสบอกลา ไม่มีโอกาสได้สร้างอนาคตแบบที่คุยกันไว้ แล้วยังจากกันทั้งที่ไม่เข้าใจกันอีก… เอียนร้องไห้จนหลับไปบนเตียงที่พวกเขาเคยนอนด้วยกันทุกวัน…

เมื่อยามเช้ามาถึง เอียนตื่นขึ้นและต้องพบเรื่องตกใจสุดขีด เมื่อซาแมนต้ายังนอนอยู่ข้างๆ เขา!

เอียนพบว่าเขาตื่นมาเป็นเช้าเมื่อวานอีกครั้ง ใช่ครับ ทุกอย่างเหมือนเมื่อวานแม้จะไม่ทั้งหมดก็ตาม แต่มันก็เหมือนมาก นั่นทำให้เอียนกลัวสุดชีวิตว่าเมื่อ 5 ทุ่มของคืนนี้มาถึง เขาจะต้องเสียซาแมนต้าไปอีกหรือไม่

MV5BMGRhMDNmMzMtYzI2MS00NTJmLWE1ZTctY2Q3OWY3NzY3MjJmXkEyXkFqcGdeQXVyNTIzOTk5ODM@._V1_

เขาเลยจัดแจงเปลี่ยนกิจกรรมทุกอย่างที่เขาและซาแมนต้าน่าจะทำในวันนั้น เปลี่ยนหมดครับ พากันไปเที่ยว พูดคุยเปิดใจ ให้เวลาเธออย่างที่เขาไม่เคยให้มาก่อน… แต่กระนั้นหลายสิ่งที่เกิดขึ้นเมื่อวันก่อน ก็ยังเกิดอยู่… นี่เขาจะต้องเสียเธอไปอีกครั้งจริงๆ หรือเปล่า?

ท่านทั้งหลายครับ ขอบอกสั้นๆ นี่เป็นหนังโรแมนติกที่มันส์มากๆ ในด้านโรแมนติกนั้นถือว่าสวยงามเลยครับ Nicholls และ Love Hewitt น่ารักแบบสุดๆ ดูแล้วเชื่อเลยครับว่าพวกเขารักกัน เหมาะกัน

Love Hewitt หายห่วงครับ ขานี้เล่นได้น่ารัก ดูเป็นสาวผู้ร่าเริง ฉลาด และรักใครรักจริง ท่าทางเวลาเธอจริงใจนี่เป็นเอกลักษณ์เลยครับ ตาจะมีแววเข้ม ปากจะนิ่งเชิดนิดๆ ศีรษะเป็นแนวตรง ดังนั้นถ้าเธอเข้าโหมดจริงจังเมื่อไรอารมณ์หนังจะพร้อมเปลี่ยนจากหวานเป็นเข้ม (นิดๆ) ได้ทันที

แต่คนที่ผมปรบมือให้มากๆ คือ Nicholls ที่เล่นได้ดีมากโดยเฉพาะการแสดงออกทางแววตาครับ แววตาตอนพี่แกบ้างานนั้นจะเป็นแบบหนึ่ง ครั้นพอมาถึงอีกวันที่เขาพยายามทำทุกอย่างเพื่อไม่ให้ต้องเสียเธอไปอีกครั้ง แววตาพี่แกอ่อนโยนมาก ห่วงใยมาก คือพี่แกทำได้น่ะครับ จนผมลุ้นเอาใจช่วยพี่แกแบบสุดๆ ไปเลย เพราะไม่อยากให้เขาต้องเสียซาแมนต้าไปอีก

อีกคนที่ไม่พูดถึงไม่ได้ก็คือ Tom Wilkinson ในบทคนขับแท็กซี่ครับ เขาแสดงได้ดูขลังมากๆ ครับ สร้างความฉงนให้คนดูได้ไม่น้อย ถือเป็นบทที่ไม่ต้องโผล่เยอะ แต่โผล่ทีไรชวนให้จับตาทุกทีไป

1387993944

บทสรุปของหนัง… แน่นอนครับผมไม่บอกหรอก แต่บอกได้ว่าจบได้เหมาะครับ มันมีความหมายมาก และซึ้งมากๆๆๆ ทีเดียว

แง่คิดในเรื่อง มีไม่มากครับ แต่ยิ่งใหญ่ นั่นคือ… จงให้เวลากับคนที่คุณรักเท่าที่จะทำได้ เพราะคุณไม่รู้หรอกครับว่าคุณหรือเขาจะต้องจากโลกนี้ไปเมื่อไร…

เมื่อหนังจบ เมื่อเพลงใน End Credits เพลงแรกจบลง ผมยังคงนั่งนิ่ง เครดิตก็เคลื่อนไปอย่างเงียบอยู่พักหนึ่ง ก่อนจะมีเพลงที่ 2 ดังตามมา… จังหวที่ทุกอย่างอยู่ในความเงียบนั้นผมนั่งนิ่ง และได้ยินเสียงบางอย่างกลางความเงียบ เสียงนั้นมันดัง ตึก ตึก ตึก ตึก ตึก… ใช่ครับ ผมได้ยินเสียงหัวใจของตนเอง

มันเต้นเร็วเอาการครับ เหมือนคุณดูหนังลุ้นๆ สักเรื่องมาอย่างนั้นแหละ แต่ปกติหนังลุ้นๆ ใจคุณจะเต้นเร็วโดยคุณไม่รู้ตัว ส่วนกับหนังเรื่องนี้ ด้วยอารมณ์ ด้วยสไตล์ที่มันเป็น มันจะมีช่วงเวลาหลังหนังจบที่มีบรรยากาศนิ่งๆ ปรากฏขึ้นมา ราวกับต้องการให้คุณสำรวจตัวเอง ทั้งสำรวจอารมณ์หลังดูหนัง และสำรวจแง่คิดดีๆ เกี่ยวกับความรักที่หนังเพิ่งนำเสนอคุณไป

เป็นหนังเล็กๆ ที่ได้ยินคำชมมานานพอสมควรแล้วครับ แต่ก็ไม่นึกว่าตัวเองจะชอบได้ขนาดนี้ หนังครบเครื่องและเต็มรสทั้งเรื่องความรักหวานๆ กับเรื่องความลุ้น (ว่าตอนจบจะลงเอยอย่างไร) ก็ต้องยกความชอบให้กับ Christina Welsh คนเขียนบทที่เขียนเรื่องนี้เป็นเรื่องแรกเลยครับ ไม่เคยทำงานหลังกล้องแบบเต็มๆ มาก่อนด้วย และจวบจนถึงตอนนี้ (ปี 2013) เธอก็ยังไม่มีผลงานใหม่ออกมา ยกเว้นเรื่อง Addicted ที่ว่ากันว่าจะออกฉายปี 2014 ก็น่าตามไปดูอยู่ครับ

ส่วนผู้กำกับก็คือ Gil Junger คนนี้ถือว่าคุ้นเคยครับ เพราะเขากำกับหนังและซีรี่ส์ทีวีบ่อย และยังเป็นคนทำ 10 Things I Hate About You หนังวัยรุ่นชั้นดีที่ทำให้ Heath Ledger กลายเป็นที่จดจำของคนดูเป็นเรื่องแรก กับเรื่องนี้ก็ถือว่าเขาคุมหนังได้ลงตัวครับ ส่วนหนึ่งก็เพราะบทที่แน่นและแข็งพอด้วย (เพราะบางเรื่องถ้าบทไม่แน่น Junger เองก็เอาไม่อยู่เหมือนกันครับ) ผลที่ได้จึงออกมากลมกล่อมกำลังดีแบบนี้

MV5BMGRhMDNmMzMtYzI2MS00NTJmLWE1ZTctY2Q3OWTIzOTk5ODM@._V1_

ผมชอบสิ่งที่หนังพยายามจะสื่อสารกับเรานะครับ หนังตั้งคำถามคู่รักทุกคู่ในโลกว่ารู้จักคำว่ารักดีแค่ไหน สิ่งที่เราทำทุกวันนี้เรียกว่า “รัก” ได้หรือไม่ หรือคำว่า “รัก” นั้นแท้จริงมีโฉมหน้าอย่างไร หรือมันอาจไม่มีโฉมหน้าที่แท้จริงใดๆ เพราะมันเป็นแค่พฤติกรรมที่คนทำแล้วก็กำหนดนิยามกันขึ้นมาเอง ไม่มีแบบแผนอะไรในธรรมชาติสักหน่อย

เอียนถือเป็นหนึ่งในบุคคลที่อ่อนเดียงสาใสคำว่า “รัก” เพราะตอนแรกเขาคิดว่าการคบหากัน กินข้าวกัน ไปเที่ยวกัน เดินจับมือกัน และนอนหลับไปบนเตียงเดียวกัน นั่นน่าจะพอแล้วสำหรับความรัก แต่จริงๆ การจะทำให้ต้นรักเจริญเติบโตได้อย่างสวยงามเราก็ควรทำอะไรที่มากกว่านั้น ไม่ว่าจะการรับฟังคนรัก การพยายามทำความเข้าใจเขา การให้อภัยเขา การปรับตัวเข้าหากัน การพูดสิ่งที่จรรโลงใจมากกว่าจะทำร้ายจิตใจกัน อีกทั้งการยอมสละบางสิ่งเพื่อให้คนรักมีความสุขมากขึ้นอีกสักหน่อยก็ยังดี

ความรักไม่มีใครเป็นกูรูได้หรอกครับ เพราะต่างคู่ต่างคนก็ต้องสูตรกันไป โดยเรานั้นต้องค่อยๆ เรียนรู้ไปเพราะนิยามหรือความหมายมันเปลี่ยนได้ตามบริบทต่างๆ และในบางครั้งเราก็ต้องกล้ารับกล้ากินความผิดหวังบ้างเพื่อให้เราเข้าใกล้คำว่าสมหวังมากขึ้น

การดูหนังเรื่องนี้อาจทำให้คุณตระหนึกเข้าถึงคำว่ารักได้มากขึ้นก็เป็นได้นะครับ

สองดาวสามส่วนสี่ดวงครับ

Star22

(7.5/10)

Advertisements