Action

My Boss, My Teacher (2006) สั่งเจ้าพ่อ ไปสอนหนังสือ

boss_00

ก็เป็นงานหนังภาคต่อจาก My Boss, My Hero นะครับผม เคยเข้าฉายบ้านเราด้วย และผมก็ตามไปดูในโรงเหมือนกัน ซึ่งภาคแรกก็ถือว่าสนุกสนานไม่เลวครับ แม้อะไรๆ ยังไม่ลงตัวนัก แต่ความฮาส่วนมากก็มาจากทีมพากย์พันธมิตรเรานี่แหละ

ส่วนภาคนี้ก็เป็นการต่อเนื่องเรื่องครับ หลังจาก เกดูซิก (Jeong Jun-ho) เจ้าพ่อระดับรองหัวหน้าได้เข้าเรียนจบมัธยมแล้วก็ไปต่อมหาลัย จนตอนนี้ใกล้จบแล้วครับ เรียกคณะครูด้วย พอเวลาฝึกงานมาถึงพี่ท่านก็ต้องออกโรงเข้าโรงเรียนไปสอนหนังสือ ซึ่งที่นั่นเองทำให้เขาต้องพบกับทั้งนักเรียนที่ดีและเลว อาจารย์ที่เห็นแก่เงิน แล้วก็ลับลมคมในเรื่องฉ้อฉล ตามด้วยผู้มีอิทธิพลอีกต่างหาก

ก็เอาอีกแล้วครับ คราวก่อนเกือบเรียนไม่จบก็เพราะดูซิกดันไปออกโรงลุยกับพวกชั่ว มางานนี้ก็อีกแล้วครับ เมื่อถึงจุดสุดขีด เขาก็ต้องออกโรงปกป้องคนดีอีกครั้ง

ก่อนอื่น ผมว่านะครับ ท่านจะสนุกกับหนังมากขึ้นหากดูภาคแรกมาแล้วครับ เพราะตัวละครส่วนใหญ่ก็ยกกันมาทั้งนั้น ไม่ว่าจะดูซิกเองหรือ 2 ลูกน้องต่างขั้วอย่าง ซางดู (Jeong Woong-in) รายนี้ใส่สูท มาดดี ดูจะเก่งภาษาอังกฤษ กับไอ้กา (อันนี้ผมก็ไม่รู้เชื่อแฮะ) รายหลังนี่ผมอยากจะเรียกว่าไอ้บ้าครับ เพราะพี่แกทำอะไรให้เจ้านายกระทืบได้ตลอดตั้งแต่ภาคก่อนแล้ว มาภาคนี้ก็ยังบ้าไม่เลิกครับ จริงๆ จะหนักกว่าเก่าด้วย ยิ่งไอ้มุข “พาเข้าซอย” นั่นทั้งถ่อยทั้งบ้าจริงๆ

โดยส่วนตัวแล้ว ผมว่าหนังภาคนี้ฮามากเพราะได้แรงเสริมจากทีมพากย์พันธมิตรครับ มุขบ้าๆ เยอะ ขนาดตอนเงียบๆ ยังยิงมุขลงไปเลยอ้ะ ฮาไม่เว้นวรรคจริงๆ หรืออย่างตัวภรรยาของไอ้กาน่ะครับ จริงๆ เจ๊แกก็ไม่ได้ฮาอะไรมาก แต่หนังเล่นใส่มุข “กระโปรงเหี่ยน” ลงไปเท่านั้นแหละ ฮาทุกรอบทันที

ดังนั้นหากถอดสมการแล้ว ดูเฉพาะตัวหนังล้วนๆ ผมว่าภาคแรกจะลงตัวกว่ากันมากครับ

แต่ขณะเดียวกัน ผมก็ชอบภาคนี้มากกว่าภาคแรกด้วย

อ้ะ งงล่ะสิครับ

ใจเย็นอย่าเพิ่งงง นั่งลงอ่านผมอธิบายก่อนแล้วกันนะฮะ

หนังเรื่องนี้ทั้งสองภาคมันโครงเรื่องที่คล้ายกันครับ และโครงที่ว่านี้คือ “หนักเนื้อหา แต่เบาความต่อเนื่อง”

ที่ว่าหนักเนื้อหานี่คือ จริงๆ แล้วหนังเรื่องนี้ไม่ได้เน้นฮาเพียงอย่างเดียวนะครับ อย่างที่บอก ถ้าถอดทีมพากย์พันธมิตรออกไป เราจะพบว่าหนังมันเป็นแนวตลกร้ายไปเลยด้วยซ้ำ เพราะเนื้อหาของหนังผมบอกได้เลยครับว่าเล่นแรงมาก ในภาคแรกหนังจะเล่นกับเรื่องในโรงเรียน ทั้งครูที่ดีแต่โดนอาจารย์ใหญ่ขี้ฉ้อมาหาเรื่อง หรือนักเรียนดีๆ ที่โดนอาจารย์เล่นงาน การโกงกิน และอะไรอีกมากมาย นั่นทำให้จุดที่ผมชอบภาคแรกจริงๆ นั้น ไม่ใช่ความฮา แต่เป็นการเล่นกับความฟอนเฟะของระบบการศึกษาแบบเต็มเม็ด ไม่มีตัดทอน

และถ้าภาคแรกคือการแฉ … ในภาคนี้ หนังเรียกได้ว่าเป็นหนัง “เฉาะ” การศึกษาแบบแรงจัดกว่าภาคแรกหลายเท่าตัวนัก

หนังไม่กลัวที่จะจับประเด็นมาเล่นแบบไม่กลัวหน้าอินทร์หน้าพรหมครับ ไม่ว่าจะเรื่องครูที่เห็นแก่เงิน เข้าข้างลูกศิษย์ที่มีเงิน ส่วนไอ้ลูกคนรวยบางตัวก็เจือกทำตัวชั่วร้ายแล้วชาติ แกล้งคนไปทั่ว แล้วก็ยังมาได้ครูเลวๆ หนุนหลังอีกต่างหาก

แล้วยังมีเรื่องของนักศึกษาที่ต้องขายตัวเพื่อเงิน ซึ่งเธอไม่ได้ภูมิใจเลยครับ แต่ไปๆ มาๆ ไอ้คนที่ทำก็ไม่ใช่ใคร เป็นพวกผู้บริหารรร. ที่เห็นแก่เงินนั่นแหละ

อันนี้ผมชื่นชมทีมพากย์พันธมิตรอย่างหนึ่งในความกล้า ที่เอาเรื่องที่เกิดจริงในบ้านเรามาใส่ลงไป ตอนที่ผู้บริหารรร. เลวๆ นั่นลูบเข้งลูบขาเด็ก แล้วทีมงานก็พากย์ประโยคที่ว่า “อยากได้เกรดมั้ยล่ะ ตอนนี้กำลังดัง” ลงไป ในความคิดผมพวกเขาไม่ได้กะให้เป็นมุขฮาอย่างเดียวหรอกครับ

และเรื่องทั้งหลายที่ว่า หนังถูกเสนอแบบแรงๆ ทั้งนั้น โดยเฉพาะชะตากรรมของนักเรียนหญิงในเรื่องที่แรงจนผมอึ้ง นิ่งไปเลยครับ

 

+++ ข้อความนี้มีความแรงครับ หากท่านกลัวรับไม่ได้ โปรดอย่าอ่านดีกว่านะครับ ไปอ่านอีกที ใต้เครื่องหมายบวกด้านล่างแล้วกันครับ +++

หนังเล่นกันแรงตลอด ซึ่งเป็นจุดที่ผมสะใจมากทีเดียวเวลาดูหนังชุดนี้ ทางเกาหลีเขายอมรับครับว่าเรื่องแบบนี้เกิดขึ้นจริงในบ้านเขาเมืองเขา เขาไม่คิดว่าการทำหนังออกมาแบบนี้จะเป็นการลบหลู่ต่อคนบางกลุ่ม เพราะถ้าดูในเรื่อง จะพบว่าอาจารย์ที่ดีก็มีครับ อย่างอาจารย์ใหญ่ที่แสนดีก็มี ที่ทำเพื่อนักเรียนหรือเข้าข้างคนของตนเองเมื่อรู้ว่าคนของเขาทำในสิ่งที่ “คนเป็นอาจารย์” ควรทำ

ดังนั้นหนังจึงไม่ได้บอกว่าคนในวิชาชีพนี้เป็นอย่างนี้ซะหมดหรอกครับ แค่บอกว่า “คนแบบนี้ มันมีอยู่จริงๆ” ผมเลยออกจะสะใจที่เขาทำออกมา

แต่ลองมาคิดอีกแง่ หนังแบบนี้ทำในบ้านเราไม่ได้หรอกครับ รู้มั้ยฮะว่าทำไม … ก็เพราะคนในบ้านเรายังมีอีกหลายส่วนที่ชอบคิดเหมารวมอยู่

ไม่ต้องอื่นไกล อย่าง “ผู้ที่ต้องไปหาจิตแพทย์” เนี่ย มักจะโดนหาว่าเป็นคนบ้าไปซะหมด ทั้งๆ ที่ความจริงแล้ว บางรายอาจจะยังไม่บ้าครับ แค่มีแนวโน้ม เขาเลยต้องหาทางพาตัวเองไปรักษาเพื่อกันไม่ให้เขาต้องบ้าไปจริงๆ

แต่พอใครๆ เห็นแบบนี้ แค่รู้ว่าเขาต้องรับยามา ก็ตีความตีตราทันทีว่าไอ้นี่บ้า ไอ้นี่โรคจิต อย่าเข้าใกล้ อย่า อย่า อย่า! จนทำให้คนมากมายไม่กล้าไปหาหมอกันตอนมีอาการเริ่มแรก … แล้วไงล่ะครับ สุดท้ายคนผู้นั้นก็ต้องเข้าโรงบาลศรีธัญญาจริงๆ ไปเลยน่ะสิ

ผมเลยมาเข้าใจพวกวิชาชีพต่างๆ ในระยะหลังนี่เองครับ ว่าเวลาหนังเรื่องไหนมีการทำพาดพิงวิชาชีพเขา เขาก็จะรีบออกมาโต้แย้งให้หนังรีบแก้ไข

เมื่อก่อนผมก็หงุดหงิดนะ อย่างมีครั้งหนึ่งละครไทยช่อง 3 เคยทำแล้วมีเนื้อหาประมาณว่า นายอำเภอไปมีจิตพิศวาสกับผู้ชาย จริงๆ ก็คือนางเอกปลอมเป็นชายน่ะครับ แต่หนังมันก็ทำในเชิงกระเดียดไปทางนั้น จากนั้นไม่กี่วันต่อมาเหล่านายอำเภอก็รวมตัวกันมาต่อต้านทันที

ตอนแรกผมก็มองนะว่า “อ้าว อะไรกันนักหนาล่ะครับ แค่นี้เอง คิดมากไปป่าว” แต่มาระยะหลังๆ นี่ ไม่หรอกครับ ผมเข้าใจแล้ว เขาต้องทำเพื่อป้องกันบุคคลประเภท “แยกแยะอะไรไม่ค่อยออก” มาเกิดความเข้าใจผิดน่ะสิ

อืมม์ ผมเริ่มแรงแล้วล่ะนะครับ รู้ตัวเลย แต่หนังเรื่องนี้แรงไม่แพ้ผมครับ ดูแล้วยังอึ้งน่ะ

+++++++++++++++++++++++++++

ครับ สรุปว่าหนังนำเสนอเรื่องทางสังคมบ้านเขาแบบไม่ตัดทอน มันจึงเป็นจุดที่ผมดูทีไรก็สะใจทุกที

แต่ปัญหาอย่างหนึ่งก็คือ การใส่อะไรพวกนี้ลงมามากเกินไปนั่นเอง คือเหมือนกับใส่ๆๆๆ ลงมา แต่ไม่สามารถเกลี่ยให้เป็นเนื้อเดียวกับเรื่องราวได้น่ะครับ มันเลยดูแล้วโดดๆ อยู่ตลอด

ผมเลยคิดว่า ถ้าหนังจับปลาแค่ไม่กี่มือแล้วเกลี่ยบทซะ หนังคงออกมาลื่นและยอดเยี่ยมเลยล่ะครับ

นี่จึงเป็นเหตุหนึ่งที่หนังไม่ค่อยลงตัวเท่าไหร่ จริงๆ ภาคแรกก็ไม่ได้ลงตัวเต็มร้อยหรอกครับ แต่เนื้อเองมันน้อยกว่า เลยกระชับได้ง่ายกว่า แต่มาภาคนี้ เพียบครับ พล็อตรองพล็อตหลัก พล็อตรองของรองเพียบไปหมด หนังเลยดูไม่ต่อเนื่องเท่าที่ควร

แต่แม้จะไม่ต่อเนื่องก็เถอะ ทว่าพอถึงฉากซึ้งๆ อึ้งๆนี่ก็ทำออกมาได้กระชากอารมณ์เช่นกันนะครับ

ดังนั้นจะว่าไป หนังก็ถือว่าดีครับ สาระเพียบ แต่ยังไม่กลมกล่อมนัก นักแสดงก็บ้าดี หนังฮาอย่างหนักเพราะทีมพากย์พันธมิตรเรานี่แหละ แต่ก็อย่างที่ว่าครับ ถ้าตัดทีมพากย์ไป หนังก็มีเนื้อหาที่หนักเอาเรื่องอยู่ ผมดูแล้วยังอยากเอาเรื่องเลยนะ

สรุปว่า โอเคครับ หนังฮาพอได้ ยิ่งไอ้สองตัวฮาลูกน้องพระเอกนั่นสุดยอดจริงๆ ถ้าใครดูภาคแรกมาคงฮามากครับกับไอ้ซางดู ที่มาดดี แต่มาภาคนี้มาดแตกครับ เอาแค่ตอนสะกดคำว่าเครื่องบินนี่ก็ฮากลิ้งแล้วล่ะ ส่วนไอ้คุณกานี่ก็บ้าแบบไม่ต้องคิดมากจริงๆ

อ้อ ใช่ ดนตรีของหนังยังทำได้ดีด้วยครับ ยิ่งฉากตีกันที่พระเอกลุยเดี่ยวนั่น ทำออกมาสวยและเพลงดีมากจริงๆ

เอาเป็นว่าผมชอบนะครับ สนุกดี สาระแรง ฮามากอยู่ เพียงแต่ความลงตัวอาจจะไม่มาก เพราะจับปลาหลายมือและมีพล็อตใส่ลงมากไปหน่อย ดูจบแล้วอารมณ์เลยไม่พีคเท่าที่ควร

แต่ผมว่ามันคุ้มที่จะดูครับ ดาราก็ออกมาคุ้ม แสดงได้ฮามาก แต่รายที่ฮาเหนือชั้นหนีไม่พ้นท่านหัวหน้าแก๊งค์ครับ พี่ท่านน่าสงสารจริงๆ

สองดาวกว่าๆ ครับ

Star21

(6/10)

Advertisements