Adventure

The Da Vinci Code (2006) รหัสลับระทึกโลก

code_00

ก่อนอื่นก็ต้องขอออกตัวตามเคยนะครับว่า ไม่เคยอ่านครับ แฮะๆๆๆ ไม่เคยอ่านเล้ยฉบับนิยายน่ะ ไปดูด้วยความรู้เดิมที่มีล้วนๆ คือ แม้ผมจะไม่เคยอ่านก็เถอะ แต่ดั้งเดิมนั้นผมเป็นคนชอบเรื่องพวกนี้อยู่แล้วครับ พวกตำนานจอกศักดิ์สิทธิ์ (Holy Grail) แล้วก็สมาคมลับอะไรต่างๆ สำหรับผมเรื่องพวกนี้มันมีความลึกลับและน่าสนใจดีครับ มีมนต์ขลังประมาณหนึ่งน่ะว่างั้นเถอะ

ซึ่งผมก็ไม่อาจทราบได้อย่างร้อยเปอร์เซ็นต์หรอกว่าสรรพตำนานที่ได้รู้มานั้นจริงหรือไม่อย่างไร เพียงแต่บอกได้ว่ามันสนุกตอนได้ฟังครับ เหมือนเด็กๆ ชอบฟังนิทานก่อนนอนนั่นแหละ แต่สำหรับผม ไอ้เรื่องพวกนี้แหละครับนั่งอ่านนั่งฟังก่อนนอนแล้วมันเพิ่มรสชาติให้ชีวิตดีจัง

เรื่องราวหลักๆ ก็คือการสืบคดีฆาตกรรมปริศนาที่เกิดกลางพิพิธภัณฑ์ลูฟว์ แห่งปารีส ที่นั่นฌาคส์ โซนิแยร์ (Jean-Pierre Marielle) ภัณฑารักษ์ผู้ดูแลพิพิธภัณฑ์ถูกพบเป็นศพ แต่ศพนี่ได้ทิ้งอะไรบางอย่างไว้ครับ มันคือเงื่อนงำในรูปแบบของสัญลักษณ์ ทำให้โรเบิร์ต แลงดอน (Tom Hanks) ถูกตามตัวมาเพื่อไขปริศนาอันนี้

และนั่นคือจุดเริ่มของการตามล่าหาความจริง โดยโรเบิร์ต ต้องมาร่วมมือกับเจ้าหน้าที่สาวจากกองถอดรหัสแห่งฝรั่งเศสนามว่าโซฟี เนอเวอ (Audrey Tautou) จนพบร่องรอยอันนำไปสู่การไขปริศนาที่ลีโอนาร์โด ดาวินซีได้ทิ้งเอาไว้ ซึ่งจากนี้คงต้องไปตามดูต่อกันเองล่ะนะครับ ผมเล่าอะไรมากไปกว่านี้ไม่ได้แล้วล่ะ

เท่าที่ฟังมาคนที่อ่านนิยายมาแล้วส่วนใหญ่ก็จะบอกว่าหนังสือสนุกกว่า ซึ่งก็แหงล่ะครับ ก็มันบรรยายอะไรได้ครบองค์กว่าแน่นอน ร่ายกี่แผ่นก็ได้ แต่สำหรับภาพยนตร์มันก็ต้องจำกัดเวลา อย่างเก่งไม่เกินสามชั่วโมงหรอกมากกว่านี้ไม่ไหวครับ ส่วนเรื่องนี้ก็ราวๆ สองชั่วโมงครึ่งได้ ผมก็ไม่เถียงล่ะนะครับ ยอมรับว่าอรรถรสเต็มๆ ก็คงต้องไปเสพจากหนังสือเอา เพราะตอนที่ดูก้รู้สึกว่าอะไรๆ มันขาดๆ อยู่บ้าง (แต่ไม่มากเท่าตอนดู Harry Potter And The Prisoner of Azkaban ครับ เรื่องนั้นมันตัดแหว่งเกินไป)

ส่วนอีกพวกก็คือคนที่ไม่เคยอ่านนิยาย ไม่รู้อะไรมาก่อนเลย เท่าที่ถามก็รู้สึกจะถึงแก่ความมึนครับ เห็นเดินออกมานี่เมาดาวินซี่กันหลายรายเลยล่ะ ซึ่งก็ไม่น่าแปลกครับ เพราะรายละเอียดในหนังมันเยอะ และมันยำตำนาน + เรื่องเล่าอะไรมากมายไปหมด คำศัพท์แต่ละอันอย่าง ไพรออรี่ ออฟ ไซออน, โอปุสเดอี หรือโฮลี่เกรล ก็ถูกอธิบายอย่างสั้นๆ ครับ เรียกว่าท่านที่ไม่เคยอ่านนิยายแล้วไปชมนี่ต้องอาศัยสมาธิพอสมควรในการจดจำชื่อและฟังคำอธิบายของมันให้ทันเพื่อจะได้เก็บความตามหนังได้ทัน ไม่งั้นล่ะหนังไปถึงสวิสฯ แต่ท่านอาจจะยังคาอยู่ที่ลูฟว์ก็ได้นะครับ

ส่วนผมนั้นจัดเป็นไม่เข้าฝ่ายไหนเลยครับ (เข้าสังคมไม่ได้เลยผม ฮือๆ) คือไม่อ่านหนังสือมา แต่เผอิญสนุกกับการรู้ตำนานมาตั้งแต่เด็กไงครับ แล้วก็ชอบตามเรื่องไอ้พวกทฤษฎีสมคบคิดทั้งหลาย (อ่านเพิ่มเติมได้จากบทรีวิวหนังเรื่อง Conspiracy Theory นะครับ แล้วท่านจะรู้ว่ามันเปลี่ยนผมยังไง และนั่นแหละทำให้ผมสนใจเรื่องเหล่านี้ตลอดมา)

ความรู้สึกผมตอนดูต้องบอกว่าช่วงต้นๆ มันเอื่อยครับ เดินไปเรื่อยๆ ไม่ค่อยมีพลังขับเคลื่อนเท่าไหร่ ความตื่นเต้นก็ไม่ค่อยมาก อย่างฉากไล่ล่าก็ออกมาแบบอย่างงั้นๆ น่ะ ไม่ได้ทำให้เลือดสูบฉีดเท่าไหร่ ส่วนการตามปมช่วงแรกก็ยังถือว่าเรื่อยๆ มาเรียงๆ แต่ไม่เถียงครับว่าปมใช้ได้เลย พวกตำนานที่เล่าแทรกก็กระตุ้นความสนใจได้ดี เพียงแต่การเล่ามันเล่าแบบเล่าจริงๆ อ้ะครับ ไม่ได้ทำให้ชวนติดตามเท่าที่ควร ถ้าเปรียบเป็นคนก็เหมือนเล่าให้เราฟังแบบโมโนโทนน่ะครับ อารมณ์เดียวตลอด เราเลยไม่ตื่นเต้นตาม

แต่หนังจะมาเริ่มน่าติดตามเอาจริงๆ ในช่วงที่ตัวละครเซอร์ลีห์ ทิบบิ้ง (Ian McKellen) ปรากฏตัวครับ อันนี้ต้องชมการแสดงเยี่ยมๆ ของ McKellen ด้วย ช่วยเพิ่มพลังให้หนังอีกเยอะ แล้วจะว่าไปผมว่าช่วงต้นๆ Hanks ก็แสดงแบบเรื่อยๆ นะครับ ไม่ค่อยมีอะไรมาก แต่เขาจะมาดูโอเคขึ้นในตอนนี้นี่แหละ แต่ที่บอกว่าเด่นนี่ หมายถึงเด่นในแบบบทสมทบนะครับ คือ ประมาณว่า McKellen ทำให้ Hanks เด่นจริง แต่ก็รัศมีของ McKellen ก็กลบ Hanks ไปเยอะเหมือนกัน

ที่บอกว่าสนุกในช่วงนี้ก็คือการเปิดปมไขปริศนาภาพ The Last Supper ที่ทำได้อย่างชวนติดตามยิ่ง การเล่ามันส์ครับบอกได้เลยว่ามันส์กว่าการเปิดปมช่วงต้นมากมายนัก แล้วพอหลังจากนี้หนังก็มีพลังขึ้นครับ จนกระทั่งมันเดินเรื่องไปจนจบนั่นแหละ

The-Da-Vinci-Code-03-1

ถ้าถามว่าผมชอบหนังมั้ย คำตอบคือ ในระดับหนึ่งครับ ผมชอบเนื้อเรื่อง ปมและรายละเอียดการเชื่อมโยงตำนาน + ทฤษฎีต่างๆ ที่ทำให้เราคล้อยตามได้ อันนี้ต้องชม Dan Brown เลยครับที่ผูกเรื่องมาได้น่าติดตามขนาดนี้

ชอบหนังมั้ย? – ชอบ เนื้อเรื่องและปมดีมั้ย? – ดี

แต่หนังดีมั้ย คำตอบคือ ยังไม่ดีครับ

อันนี้แยกกันให้ถูกนะครับ ผมชมในเรื่องเนื้อหาและการวางเรื่อง การไขคดี ซึ่งมันมีมาแต่ดั้งเดิมในนิยายแล้ว พวกการผูกเรื่องนี่แหละที่ทำให้ผมสนุกกับหนัง แต่ถ้าพูดถึงตัวหนัง นั้นก็คือการเร้าอารมณ์ ความตื่นเต้น การนำเสนอ สิ่งเหล่านี้ผมว่ามันยังถ่ายทอดออกมาไม่ดีเท่าที่ควร อย่างที่บอกครับ อารมณ์ตื่นเต้นหรือชวนลุ้นไม่ค่อยมีเลย จะดีจริงๆ ก็ตอนท้ายเรื่องราวๆ 20 นาทีนั่นแหละที่มีแอ๊คชั่นบ้าง แต่ถ้าพูดโดยรวมก็ต้องบอกว่าหนังธรรมดา

กล่าวคือ พลังทั้งหมด อยู่ที่เรื่องราวที่ Dan Brown ผูกไว้ทั้งสิ้นครับ ถ้าหากนี่เป็นสมการแล้วเราถอดปมทั้งหมดออก หนังจะโล่งโถงเอามากๆ

จุดที่ผมชมเกี่ยวกับหนังจริงๆ มีแค่ไม่กี่อย่างครับ เรื่องการแสดงคนที่ยอดที่สุดหนีไม่พ้น McKellen นี่แหละ ส่วน Tautou ก็น่ารักและแสดงได้ดีเป็นรองลงมา ในขณะที่นักแสดงเจ้าอื่นส่วนมากจะเสมอตัวครับ พี่ Hanks ของผมโดนสองรายนั้นเบียดไปเยอะ บทโรเบิร์ต ในเรื่องเหมือนจะเป็นคนพาเราไปคลายปมมากกว่าครับ ไม่ได้มีมิติหรืออะไรเท่าที่คาดหมายไว้ เลยเป็นบทที่เขาแทบไม่ได้แสดงความสามารถอะไรออกมาเลย จะว่าผิดหวังก็พอได้น่ะครับ แหมระดับ Hanks มันก็น่าจะมีอะไรมากกว่านี้ ขนาดบทสมทบอย่างใน That Thing You Do! พี่ท่านยังทะลึ่งเด่นขึ้นมาได้อ้ะ

ส่วน Jean Reno ในบทผู้กอง เบซู ฟาสช์ จากหน่วยสืบราชการลับฝรั่งเศสที่คุมโรเบิร์ตมาไขคดี, Paul Bettany ในบทไซลาส นักฆ่าผิวเผือก และ Alfred Molina ในบทท่านบิชอป อริงกาโรซา ก็ถือว่าเสมอตัวครับ ไม่ฮวบฮาบ แต่ก็ไม่ได้เด่นหรือแสดงความสามารถเท่าเรื่องอื่นๆ อีกรายที่แม้จะไม่ดังแต่ผมชอบเป็นการส่วนตัวคือ Jürgen Prochnow ที่มาเล่นเป็นอังเดร ผู้จัดการธนาคารซูริก ที่แม้จะโผล่ไม่มาก แต่ก็ไม่เลวเหมือนกัน ท่าทางการพลิกบทของเขาในเรื่องถือว่าโอเคเลยล่ะ

สำหรับการทำงานของ Ron Howard ที่มากำกับในงวดนี้ ก็อย่างที่ผมเคยบ่นแกมบอกครับว่าพี่แกเป็นพวกผีเข้าผีออก คือเรื่องไหนดีก็ดีครับ แต่ถ้าเรื่องไหนไม่ก็ไปไหนไม่รู้เลย สำหรับหนังเรื่องนี้พูดยากเพราะเนื้อเรื่องจากนิยายมันดีไงครับ แต่การนำเสนอโดยพี่ Ron นั้นก็คงต้องบอกว่าธรรมดา ลูกเล่นค่อนข้างน้อย ความเร้าใจตื่นเต้น เร้าอารมณ์ ไม่ค่อยมีเท่าไหร่

โดยส่วนตัวผมว่าพี่ท่านไม่เหมาะกับหนังเรื่องนี้เลยครับ เพราะสไตล์หนังของเขาที่ดีๆ น่ะคือหนังเนิ่บๆ อย่าง Apollo 13 หรือไม่ก็ A Beautiful Mind ที่เนิ่บๆ ค่อยๆ ไป แต่หนังเร้าอารมณ์พี่ท่านยังทำไม่ดีนัก อย่าง Ransom ถือว่าพอทำเนา แต่กับเรื่องนี้การเร้ามันไม่มากเท่า Ransom ด้วยซ้ำไปครับ

ผมว่าถ้าจะให้ดี ถ้าได้พวก David Fincher (แห่ง Seven และ The Game) มาทำไปเลย หนังคงจะมีรสชาติไปอีกแบบเป็นแน่ (อีกคนที่นึกเล่นๆ คือ Alex Proyas ครับ ผมว่าไม่เลวนะ สำหรับหนังซ่อนปมแบบเนี้ย)

จริงๆ ตอนนิยายดังใหม่ๆ นั้น เรื่องราวของ The Da Vinci Code ได้ไปเตะตา Joel Surnow ผู้สร้างสรรค์ ซีรี่ส์สุดมันส์อย่าง 24 อย่างจังเลยล่ะครับ จน Brian Grazer เจ้านายของเขาก็ออกปากติดต่อให้ แต่พี่ Dan Brown ดันไม่เล่นด้วยแล้วก็บอกว่าไม่มีความประสงค์จะให้นิยายของเขาเป็นแค่รายการทางทีวี ทีนี้ไม่กี่เดือนต่อมา Sony เลยติดต่อให้เงิน 6 ล้านกับ Brown เป็นค่านิยายครับ ซึ่ง Brown ก็รับ แล้วหนังก็เลยถือกำเนิดขึ้น

น่าคิดเหมือนกันว่ามันจะเป็นอย่างไรถ้าหนังกลายเป็นซีรี่ส์ขึ้นมา … แต่น่าคิดยิ่งกว่าว่ามันจะสนุกกว่านี้มั้ยถ้าพี่ Joel Surnow แกลงมาร่วมเล่นด้วยอ้ะ (ดู 24 สิครับ มันส์โคตรๆ แล้วยังเร้าใจสุดๆ ด้วย)

ส่วนประเด็นกรณีพิพาทนั้นผมคงไม่ว่าอะไรมากนะครับ เพราะทุกคนก็มีสิทธิ์ที่จะเรียกร้อง แต่ในฐานะคนดูหนังก็มีสิทธิ์ที่จะได้ดูหนังให้มันครบๆ เหมือนกันครับ และเรื่องตัด 10 นาทีนั่น มันไม่ไหวนะครับ ขืนตัดไปนี่ผมก็ไม่รู้จะดูหนังไปทำไมล่ะฮะ เพราะมันเป็นปมน่ะ เหมือนถ้าคุณดู The Sixth Sense แล้วมันตัดตอนท้ายออกนั่นแหละครับ ถ้าทำอย่างนั้นแล้วตูจะมานั่งดูหนังทำไม อยู่บ้านอ่านนิยายเองไม่ดีกว่าเรอะ

ยิ่งไปกว่านั้น โดยส่วนตัว ผมมองว่าสิบนาทีนี่แหละที่มีความเกี่ยวกับเรื่องศรัทธาในศาสนาอยู่เหมือนกัน เพราะมันสรุปลงเอยที่ว่า ถ้าเรามั่นคงในศรัทธาอย่างบริสุทธิ์ใจแล้ว อะไรจะเกิดก็ไม่มีปัญหา มันเป็นการสื่อเจตนาที่แท้จริงของหนังน่ะครับ ที่ยังคงย้ำในเรื่องความเชื่ออยู่

เอาล่ะ เป็นอันว่าถ้าท่านอ่านนิยายมาแล้วก็มั่นใจได้ครับว่านิยายดีกว่าแน่นอน ส่วนถ้าท่านไม่เคยอ่านนิยายมาก่อน ก็แนะนำให้ลองหาข้อมูลเล็กน้อยเพื่อจะได้เข้าใจเรื่องราวมากขึ้นนะครับ จะได้ตามเรื่องทัน แล้วผมคิดว่าท่านน่าจะสนุกกับหนังได้ไม่ยาก ขอให้มีสมาธิและจำชื่อรายละเอียดต่างๆ ให้ดีแล้วกัน ส่วนผมก็อย่างที่บอกครับ ชอบการตามปม การตามเรื่อง แต่สำหรับการเดินเรื่องและความเป็นหนังของมันนั้นออกมาธรรมดามาก

ทีนี้แล้วแต่ท่านแล้วล่ะนะครับ ส่วนผมคงจะต้องไปหาหนังสือมาอ่านตามสูตรนั่นแหละ จะได้เติมเต็มเรื่องราวให้มากขึ้น เอาเป็นว่าเสียเงินร้อยกว่าๆ ไปดูแนวคิดและการผูกเรื่องของพี่ Dan Brown แล้วกันครับ สสำหรับผม ถือว่าคุ้มทีเดียว ออ ดนตรีของ Hans Zimmer ก็นับว่ายอดอีกเหมือนกันครับ ได้อารมณ์พอควร แต่ทำไงได้ ดนตรีได้อารมณ์ แต่ภาพในหนังมันเบาอารมณ์นี่ครับ

ถ้าเฉพาะหนังล้วนๆ คงได้สามดาวครับ แต่ถ้าบวกเอาเนื้อเรื่องดีๆ ไป

ก็เลยได้เป็นสองดาวครึ่งอยู่

Star22

(7/10)

เอ้า พิเศษสำหรับคนที่อยากดูแต่ไม่ค่อยมีข้อมูล ก็เอาไปคร่าวๆ นะครับ พวกชื่ออะไรท่านลองรู้ไว้เบื้องต้นจะได้ไม่มึนนะครับ

Priory of Sion (ไพรออรี่ ออฟ ไซออน) คือองค์กรลับในยุโรปที่ว่ากันว่าวีโอนาร์โด ดาวินซี่ก็เป็นส่วนหนึ่งของที่นั่น แล้วยังมีชื่อนักเขียนและนักวิทยาศาสตร์อีกหลายราย หน้าที่ของพวกเขาในหนังจะบอกให้ฟังไว้ครับ

The Holy Grail ในหนังจะใช้คำว่า โฮลี่เกรลเลยนะครับ ซึ่งหากแปลตามตรงเป็นไทยก็คือ จอกศักดิ์สิทธิ์ ซึ่งตามตำนานเขาเชื่อว่าเป็นจอกที่มีทธิ์ทำให้คนที่ครอบครองเป็นอมตะ (เป็นจอกอันเดียวกับที่อินเดียน่าโจนส์ค้นหาใน Indiana Jones And the Last Crusade นั่นเอง) ซึ่งใครๆ ก็เชื่อกันว่ามันคือจอกครับ แต่ในหนังท่านจะได้ทราบความหมายอีกแบบของมัน

Opus Dei โอปุสเดอี คือ องค์กรแคธอลิคที่เคร่งครัดในการดำเนินทุกสิ่ง เช่นการดำเนินชีวิต ให้เป็นไปตามคำสอนของพระเยซู

อัศวินเทมปลาร์ (Templar) คืออัศวินที่ทำงานรับใช้ศาสนจักรในการต่อสู้เพื่อปกป้องศาสนา ท่านทราบประมาณนี้คงพอครับ เพราะในหนังจะอธิบายต่อไปว่าเกิดอะไรกับพวกเขา