
ครับ ภาคก่อนบอกเฟรดดี้ตาย แต่ภาคนี้เฟรดดี้กลับมาอีกแล้วครับ จริงๆ ผมควรจะบ่นนะ แต่เผอิญการกลับมาครั้งนี้มันดันทำได้ดีซะด้วย และยังกลับมาอย่างสมเหตุสมผลจนน่าขนลุกอีกต่างหาก!
หนังไม่ได้จับเรื่องราวตอนก่อนๆ ของนิ้วเขมือบมาเขียนต่อครับ เพราะนี่เป็นเรื่องใหม่ ตำนานใหม่ หนังว่าด้วยโลกแห่งความจริงครับ นางเอกของเรื่องคือ Heather Langenkamp (เธอเล่นเป็นแนนซี่ในหนังภาค 1 กับ 3) ซึ่งหนนี้เธอแสดงเป็นตัวเองครับ หนังเรื่องนี้พูดถึงกองถ่ายหนังเรื่องใหม่ของ Wes Craven เกี่ยวกับนิ้วเขมือบตอนล่าสุด แต่ระหว่างการถ่ายทำก็เกิดเหตุลึกลับขึ้นมามากมาย ตั้งแต่นักแสดงได้รับอันตรายจริงๆ และมีทีมงานโดนฆ่าตาย … นอกจากนี้ Heather เองก็โดนบุคคลลึกลับคุกคามอยู่ด้วย อีกทั้งลูกชายของเธอ (Miko Hughes) ก็ยังมีอาการแปลกๆ ไป
และในที่สุดเธอก็พบความจริงว่า เรื่องทั้งหมดเกิดขึ้นเพราะ เฟรดดี้ ครูเกอร์ (Robert Englund) ตัวจริงเสียงจริง กำลังจะออกจากโลกแห่งภาพยนตร์มาสู่โลกแห่งความจริง … งานนี้จะยับยั้งกันยังไงล่ะครับ
Wes Craven กลับมาเขียนบทและกำกับอีกครั้งครับ ซึ่งเขาไว้ใจได้อยู่แล้วล่ะ ตอนแรกเหมือนเขาจะทำเรื่องต่อจากตอนก่อนๆ แต่เห็น Craven บอกว่า พี่แกเอาหนังเฟรดดี้มาเปิดดูต่อๆ กันแล้วไม่สามารถตามเนื้อเรื่องได้ (ประมาณว่าเรื่องมันไปไกลแล้วครับ ไม่รู้จะจับอะไรมาเล่นดี) ก็เลยสร้างตำนานใหม่ขึ้นมาซะเลย และผลก็ออกมาดีด้วย
ก็ถือว่าเป็นแนวคิดที่ดีครับ และนี่คือตอนที่ดีรองลงมาจากภาคแรก หนังสยองเต็มขั้นและน่ากลัวแบบจริงจัง… ก็จริงจังมั้ยคิดดูเองครับ เฮียเฟรดดี้แกจะออกมาสู่โลกนี้จริงๆ แล้วน่ะ
ส่วนตัวหนังก็ดี น่าติดตาม แต่ช่วงท้ายผมว่าอะไรๆ มันง่ายไปหน่อย โดยเฉพาะการปราบเฮียเฟรดดี้ แต่ก็ไม่เป็นไร เพราะหนังโดยรวมๆ มันสนุก น่าตื่นเต้นและน่าติดตามพออยู่แล้ว อีกทั้งการที่ได้เหล่าบุคคลที่มีชีวิตจริงๆ ในหนังมาแสดงมาแสดงเป็นตัวเองก็ยิ่งเพิ่มความสมจริงให้หนังมากขึ้น ไม่ว่าจะ Englund, Craven, John Saxon (คนที่เล่นเป็นพ่อของแนนซี่ในภาค 1 และ 3), Robert Shaye, Sara Risher, Marianne Maddalena (3 รายนี้เป็นผู้อำนวยการสร้างหนังนิ้วเขมือบครับ) กับ Tuesday Knight (คนที่เล่นเป็นคริสเตนในภาค 4) และจริงๆ เราเกือบจะได้ Johnny Depp มาด้วยครับ แต่ได้ข่าวว่า Craven เกิดไม่กล้าจะติดต่อ Depp เพราะกลัวว่าจะโดนปฏิเสธครับ ในเมื่อตอนนี้ Depp เป็นดาราใหญ่ไปแล้ว
ทีนี้พอหนังถ่ายเสร็จออกฉายแล้ว Craven กับ Depp มีโอกาสได้คุยกัน ปรากฏว่าจริงๆ แล้ว Depp ก็อยากมาโผล่ในเรื่องด้วยเหมือนกัน ก็ให้เสียดายล่ะครับ

หนังกลับมาสู่แบบเดิมๆ ครับ คือสยองแบบค่อยๆ เป็นค่อยๆ ไป ไม่ได้เน้นแฟนตาซีหรือมุกตลก หนังออกมาจริงจัง และไม่น่าแปลกใจที่คนดูมากมายจะไม่ค่อยชอบตอนหนังออกฉาย – ภาคนี้รายได้น้อยครับ แค่ $19.7 ล้านเอง นับว่าน้อยสุดของหนังชุดนี้เลย) แต่ต่อมาก็ได้รับการยอมรับกันว่านี่เป็นตอนที่ดีที่สุดเป็นอันดับสองรองจากภาคแรก – หรือบางคนก็มองว่าหนังเทียบเท่ากับภาค 3 ก็ว่ากันไปครับ
และหนังยังตั้งคำถามใส่คนทำหนังได้อย่างน่าขนลุกครับว่า “อาถรรพ์ในกองถ่ายทั้งหลายที่เกิดน่ะ มันเกิดจากอะไร มันบังเอิญ หรือของจริง และถ้าของจริง…จริงจากไหน จากโลกนี้ หรือโลกแห่งภาพยนตร์…” เป็นการสร้างกฎใหม่อีกอันแล้วนะครับ
ผมชอบมากที่ Craven อธิบายในหนังว่า การสร้างปีศาจซักตัวในโลกภาพยนตร์มันก็เหมือนกับการสร้างตำนานรูปแบบหนึ่ง และสร้างชีวิตให้สิ่งหนึ่งขึ้นมา และจะเป็นอย่างไรหากสิ่งนั้นเกิดมีอำนาจมากขึ้น จะด้วยความนิยมหรือเพราะคนกลัวมันอย่างมากมายจนก่อให้เกิดพลังก็ตาม และการสร้างหนังก็ถือเป็นการกักมันเอาไว้ชั่วคราวในภาพยนตร์ แต่ถ้าหากเวลาผ่านไป อำนาจในการกักมันในหนังก็จะลดลงเรื่อยๆ จนในที่สุดเมื่อถึงจุดหนึ่งมันก็จะหาทางมีชีวิตต่อในแบบของมันเอง… และมันอาจจะหาทางมามีชีวิตต่อแบบตลอดกาลในโลกของเราก็ได้
น่าคิดนะครับ Craven เชื่อมเรื่องได้เก่งมาก สร้างทฤษฎีใหม่อีกแล้วนะครับ ตัวหนังก็ออกมาดีด้วย นอกจากตอนจบที่ง่ายเกินไป นอกนั้นดีหมดนะครับ ดนตรียิ่งหนักเลย ด้วยฝีมือของ J. Peter Robinson ที่ทำจังหวะได้น่ากลัวอลังการมาก โดยเฉพาะการเอาธีมหลักของหนังมาสร้างความขลังให้มากขึ้นอีก หลายๆ ฉากออกมามีพลังก็เพราะดนตรีของเขานี่แหละ อย่างตอนดีแลน (ลูกของเฮเธอร์) ปีนขึ้นไปบนเครื่องเล่นเด็กและไขว่ขว้าหาพระเจ้านั่น ออกมาดีจริงๆ ครับ แทบขนลุกแน่ะ
ก็เชื่อว่าท่านคงไม่ผิดหวังครับ อีกอย่างเฮียเฟรดดี้ในภาคนี้มีการออกแบบใหม่เล้กน้อยให้สยองขึ้น และร้ายกาจขึ้นด้วย … ออ แต่ทำใจนิดนึงครับที่เฟรดดี้จะโผล่น้อย กว่าจะมาจริงๆ ก็ช่วงท้ายแล้วครับ … นี่ล่ะมั้งที่มีผลต่อรายได้หนัง และคนดูไม่ค่อยชอบ เพราะเห็นเฟรดดี้น้อยเกินไปนั่นเอง แต่เชื่อเถอะครับ บรรยากาศในหนังตอนนี้คุ้มที่จะดู รวมไปถึงแนวคิดที่ถูกผูกมาอย่างดีด้วย
สองดาวครึ่งครับ

(7/10)










