รีวิวหนัง/ภาพยนตร์

Oscar (1991) ออสการ์ ขัดลายบิ๊กบึ๊ก

Oscar_(1991)_-elokuvajuliste

555 เนื่องในโอกาสมีคนเรียกร้องมาผมก็จัดให้ล่ะครับ สำหรับงานหนังที่เหลือๆ ที่ผมยังไม่ได้พูดถึงของพี่ Sylvester Stallone

ปลายปีอีกนานครับ มาพูดถึงอดีตของแกดีกว่า ส่วนมากเราจะรู้จักพี่สไลในฐานะดาราแอ๊คชั่นนักบู๊กล้ามเป็นลำจริงมั้ยครับ แต่ก็มีอยู่ช่วงหนึ่งที่พี่ท่านพยายามสร้างความแปลกใหม่ รับบทแหวกจากภาพลักษณ์นักบู๊ของตนอยู่เหมือนกัน และนี่คืองานเรื่องแรกนี่แกพยายามอย่างเป็นทางการครับ เพราะร่วมมือร่วมงานกับผู้กำกับ John Landis มือทำหนังแนวตลกชื่อดังในตอนนั้นที่มีผลงานอย่าง National Lampoon’s Animal House, The Blues Brothers, Trading Places, Coming to America ซึ่งไอ้เรื่องที่ผมพูดไปนั่นทำเงินทำทองร่วมๆ ร้อยล้านทั้งนั้นเลยนะครับ แกเลยออกจะเป็นชื่อที่ร้อนอยู่เหมือนกัน คือกะว่าการพลิกบทบาทครั้งนี้จะประสบความสำเร็จแน่ๆ ล่ะว่างั้น

หนัง Oscar เล่าเหตุการณ์วุ่นๆ ของ แองเจโล “สเนปส์” โปรโวโลเน่ (พี่สไล) เจ้าพ่ออิตาเลี่ยนที่ได้ให้คำสัญญากับพ่อ (บทรับเชิญโดย Kirk Douglas) ว่าจะล้างมือจากงานผิดกฎหมายทุกชนิด และหันมาประกอบอาชีพสุจริตแบบทุกประการแทน แต่มันหาได้ง่ายดายเช่นนั้นไม่ล่ะครับ เพราะแค่วันแรกที่เขารับปาก ก็มีแต่เรื่อง ไม่ว่าจะเจ้าหน้าที่ที่มาคอยจับตาดูเขาจากคดีเก่า และแต่ละรายยังไม่เชื่อด้วยว่าพี่แองเจโลจะกลับใจ เลยจับตาดูเป็นการใหญ่ แล้วยังมีเจ้าพ่อขาเก่าอริเดิมมารังควาน แล้วยังมีเรื่องในครอบครัวอีก ทั้งลูกสาวที่ดันไม่รู้ว่าไปท้องกับใคร เมียก็มีปัญหา เฮ่อ … แล้วจะกลับตัวกลับใจไหวมั้ยว้าพี่แองเจโล

ครับ ผมว่านักดูหนังหลายท่านน่าจะเคยได้ยินแล้วล่ะว่าหนังโดนสับขนาดไหน รายได้ก็ไปไม่ได้ไกลเท่าไหร่ แต่ผมว่าตัวหนังเองก็ไม่เลวร้ายนะครับ พอดูได้เรื่อยๆ แม้มันจะไม่ฮาแตกแต่ก็จัดว่าพอยิ้มๆ คือรูปแบบของหนังมันจะประมาณละครเวทีครับ (บทดั้งเดิมจาก Claude Magnier) นั่นคือสถานการณ์ต่างๆ จะประดังมาเกิดที่คฤหาสน์โปรโวโลเน่เป็นหลัก และความสนุกของหนังตลกแนวนี้ก็มาจากสถานการณ์ ยุ่งวุ่นวิ่งป่วนจะยิ่งฮา แล้วอีกจุดก็คือบทพูดครับมันจะติงต๊องบ้างฮาบ้างแบบสไตล์หนังซิตคอมแบบ Friends

ซึ่งถ้าใครติดตามผลงานของ ผู้กำกับ Landis มาตลอดก็คงจะเก็ทสไตล์เขาได้ไม่ยากครับ ยุคนั้นแกจะเน้นสถานการณ์นิ่งๆ ตัวละครหน้าตาย แต่บทพูดฮาเป็นหลัก และแนวทางตลกแบบละครเวที่นี่ก็เหมือนใน Coming to America น่ะแหละ

ผมว่าการที่หนังโดนเล่นซะยับคงด้วยความหมั่นไส้อย่างหนึ่งล่ะครับ (ช่วงนั้นพวกดาราบู๊ดังๆ มักโดนวิจารณ์เชิงหมั่นไส้ซะเยอะไปหมด อย่างพี่ Kevin Costner นี่ตัวโดนเลยครับ) ซึ่งถ้าถามผมหนังไม่ได้ย่ำแย่อะไรมากมายนะครับ คือดูได้เพลินๆ ด้วยซ้ำ เพราะรสมือของ Landis มันก็พอจะกระเดือกได้อยู่แล้ว เพียงแต่ไม่ได้ฮาแตกกระจุย สาเหตุก็มาจากพี่สไลน่ะแหละครับ คือแม้แกจะพยายามฮา เล่นมุขคำพูด เพียงแต่ระดับความลื่นมันยังไม่กะล่อนไหลร้อยกระบวนเท่าเจ้าอื่นๆ และอาจจะเพราะพี่แกพยายามตลกด้วยมันเลยไม่ถึงกับฮาเต็มที่ ไม่เหมือนพวก Robert de Niro ตอนเล่น Analyze This น่ะครับ แกไม่พยายามฮาเลยนะ แกยังเป็นเจ้าพ่อจอมโหดอยู่ เพียงแต่ท่าทางและสถานการณ์มันพาไปให้ฮาแบบธรรมชาติได้

ไม่รู้สิ ผมว่าพี่สไลแกทำท่าเหมือนจะอมยิ้มตลอดทั้งเรื่องเลย สงสัยตอนถ่ายทำมันคงสนุกล่ะครับ ตอนซ้อมบทซ้อมคิวมันคงฮา มีหลุดไม่ใช่น้อย แต่กับคนดูซึ่งรู้แค่เท่าที่เห็นก็เลยฮาเท่าที่เห็น และภาพเท่าที่เห็นมันแค่เพลินๆ เท่านั้นน่ะครับ

MSDOSCA EC015

การที่หนังมันยังไม่ฮาเต็มสูบจะไปโทษที่พี่สไลอย่างเดียวก็ไม่ได้หรอกครับ เพราะสถานการณ์ในเรื่องมันยังไม่วุ่นวายจนถึงที่สุด มันต้องจับแพะชนแกะกว่านี้ถึงจะมันส์ เหมือนเรื่อง Coming to America น่ะครับ ตอนท้ายนี่บ้ากันมากๆ ไม่รู้ใครเป็นใครมาชนกันตลอด ไอ้มุขแบบคนนี้มาคนนี้ต้องหลบไปตรงนั้น คนนั้นต้องไปหลบทางนี้ ในเรื่อง Coming ทำได้ลื่นมาก แล้วยังอุตส่าห์มีแง่คิดมีปมชีวิตใส่มาอีกต่างหาก แต่กับเรื่องนี้ดูเหมือนการบ่มบทจะยังไม่ลงล็อคตรงเผงเท่าไหร่

แต่ทั้งนี้และทั้งนั้นก็ไม่อยากจะให้ยกความผิดมาที่พี่สไลคนเดียวหรอกนะครับ เขาก็พยายามทำเต็มที่แล้วน่ะ เพียงแต่มาจนถึงยุคนี้เราคงต้องยอมรับว่าแกยังหาตัวตนในแบบตลกของแกไม่เจอ อย่าง De niro เงี้ย ก็เคยพยายามทำตัวตลกมาแล้ว ในเรื่อง We’re no Angels และมันก็ไม่ขำเท่าไหร่ นั่นแหละครับผลของการไปเล่นตลกในแบบที่ไม่ใช่แนวทางของตน จนกระทั่งแกมารู้ตัวว่าควรเล่นตลกแบบจริงจังสไตล์ Tommy Lee Jones น่ะแหละถึงจะจับทางตัวเองได้ และสำรับพี่สไล ดูเหมือนยิ่งพยายามขำมันจะไม่ขำ แต่ตอนแกเล่นบทปกติดันขำแบบไม่ตั้งใจตั้งหลายหน

กล่าวคือพี่กลับไปเล่นเป็นร็อคกี้อย่างเดิมแหละดีแล้วครับ ไม่ต้องมาขายขำอีกแล้วนะพี่

ดังนั้นในความเห็นผมน่ะนะครับ หนังออกมาเพลินๆ ไม่เลวร้ายอย่างที่ว่ากันครับ ดูแบบยิ้มๆ ไม่ฮาแตก แม้บทจะยังไม่เข้าที่เต็มร้อยและพี่สไลจะยังไม่ลื่น แต่จุดที่ช่วยหนังไว้ได้เยอะก็คือ เหล่าดาราสมทบและรับเชิญที่ขนมาครึ่งฮอลลีวู้ดได้มั้ง อันเป็นเครื่องหมายการค้าของผู้กำกับ Landis อยู่แล้ว แกทำหนังทีไรต้องมีทั้งดาราและผู้กำกับน้อยใหญ่มารับเชิญในหนังแกทุกที

เริ่มจาก Chazz Palminteri ดาราที่ชอบโผล่หนังเจ้าพ่อเป็นประจำก็มาเป็น คอนนี่ และ Peter Riegert ที่คนดูน่าจะจำเขาได้มากที่สุดจากบทสารวัตรที่ไล่ตามจับเดอะ แมสค์ใน The Mask ภาคแรก ก็มาเป็นอัลโด สองรายนี้เป็นมือซ้ายมือขวาของแองเจโลครับ, Marisa Tomei นางเอกสาวสวยน่ารักจาก Only You ก็มารับบทลิซ่า ลูกสาวที่ดันท้องแบบหาพ่อไม่เจอของแองเจโล, Kurtwood Smith ตัวร้ายจากหนัง Robocop ภาคแรกก็มาเป็นจ่าทูมี่ย์ นายตำรวจชิคาโก้ นอกจากนี้ก็ยังมี Art LaFleur (จาก The Blob และ Field of Dreams) , William Atherton (จาก Die Hard 2 ภาคแรก), Tim Curry และ Don Ameche มาร่วมขบวนครับ แต่ละรายโผล่มาแบบฮานิดฮาหน่อย ซึ่งหนังสนุกก็เพราะเหล่าดาราสมทบขบวนนี้นี่แหละ ช่วยให้หนังฮาและไหลมากขึ้นเยอะ

ส่วนผู้กำกับที่มารับเชิญในเรื่องก็มี Jim Abrahams (แห่ง Airplane!) มาเป็นบุรุษไปรษณีย์ และ Joe Dante (แห่ง Gremlins ทั้งสองภาค) มาโผล่หน้าให้เห็นอยู่ฉากหนึ่ง (ซึ่งผมก็จำได้ไม่แม่นแล้วว่าฉากไหนอ้ะคับ แต่มาแน่ๆ)

สำหรับผม นี่ถือเป็นงานในขาเริ่มจะลงของ Landis นะครับ หลังจากทำหนังทำเงินมาเยอะในช่วงปี 80 ก็เริ่มมาถึงทางตันตอนยุค 90 นอกจากเรื่องนี้แล้วงานเรื่องอื่นๆ ของเขาก็ไปไม่ถึงดวงดาวซักกะเรื่อง ไม่ว่าจะ Innocent Blood, Beverly Hills Cop III, The Stupids และ Blues Brothers 2000 (ซึ่งผมชอบเรื่องหลังครับ เพียงแต่รายได้มันดิ่งวูบหมดทุกเรื่องเลยจริงๆ) งานโดยมากของเขาแม้จะไม่เด็ดเท่างานเก่า แต่ก็พอดูได้แบบสนุกๆ ขำๆ แต่ไม่ได้ถึงกับคุ้มค่าจนต้องดูซ้ำแต่อย่างใด (โดยเฉพาะกับ The Stupids นี่เข้าข่ายเสียดายตังค์เลยล่ะครับ)

และนี่คือคำตอบของผมครับ งานหนังตลกของพี่สไลอันนี้ เหมาะกับคนที่ชอบพี่สไลครับ เพราะแม้แกจะเล่นฮาได้ไม่เด็ด แต่แค่เห็นแกพยายามทำตัวเป็นมาเฟียที่ผมก็ขำแล้วนะ ลักษณะเหมือนผมกำลังนั่งดูก๊ฟฟี่หรือโดนัลด์ ดั๊ก เล่นเป็นตัวละครอื่นน่ะครับ ขัดๆ แปลกๆ แต่ก็อดขำไม่ไ่ด้ หรือคนอีกกลุ่มที่อาจจะเหมาะที่จะดูหนังเรื่องนี้ก็คือคนที่ชอบดูหนังตลกสไตล์ละครเวทีนะครับ หนังเป็นแบบนั้นแหละ เพียงแต่มันไม่ได้ฮาแตกเท่านั้นเอง อันนี้ต้องบอกไว้ก่อน

หนังสไตล์ละครเวทีที่ฮาจริง เด็ดจริงผมยังยกให้ The Dinner Game หนังฮาของฝรั่งเศสอยู่ครับ เรื่องนั้นครบรสชาติจริงๆ

สำหรับเรื่องนี้ ไม่ห่วยอย่างที่ว่ากัน แต่ไม่ต้องถึงขนาดควานหาแผ่นดู ยกเว้นแฟนพันธุ์แท้พี่สไลเท่านั้น

สองดาวครับ

Star21

(6/10)