Action

Mission to Mars (2000) มิชชั่น ทูมาร์ส ฝ่ามหันตภัยดาวมฤตยู

mission-to-mars.15944

เป็นอีกหนึ่งในโปรเจคท์ที่ผมงงเหมือนกันตอนทราบชื่อคนกำกับ เพราะนี่มันหนังไซไฟ ผจญภัยในอวกาศ แต่ชื่อผู้กำกับดันเป็น Brian De Palma

ไม่ให้ประหลาดใจได้ไงล่ะครับ ก็ในเมื่อพี่ท่านนี่เป็นจอมทำหนังระทึกขวัญ ฉายาทายาท Alfred Hitchcock แต่แล้วก็มาจับงานไซไฟแบบนี้ก็อยากรู้เหมือนกันว่าแกนึกยังไง แต่ในใจก็เชียร์ล่ะครับ เพราะผมก็เป็นแฟนหนังเขาเหมือนกัน ตามไปดูทุกเรื่องและหนังของเขาส่วนมากก็เข้าข่ายดีคุ้มเงิน ทว่าไอ้ที่ผมบอกว่าคุ้มนี่ต้องเป็นแนวระทึกขวัญนะครับ เพราะแกจับหนังแนวนี้ทีไรล่ะสนุกและน่าพอใจทุกรอบไป

แต่กับแนวไซไฟนี่ยังไม่เคยเห็นแกจับซักที ก็มาลุ้นกันหน่อยล่ะนะครับ

เรื่องราวก็เกี่ยวกับการเดินทางไปดาวอังคาร ซึ่งช่วงนั้นกำลังเห่อกันเลยล่ะครับ หนังดาวอังคารผุดเป็นดอกเห็ด ในเรื่องนั้นก็เล่าถึงทีมนักบินอวกาศเจ้าของภารกิจมาร์สวัน ที่นำโดย ลุค เกรแฮม (Don Cheadle) เดินทางไปสำรวจดาวอังคาร แต่แล้วจู่ๆ ก็เกิดเหตุการณ์ประหลาด ทำให้ทั้งทีมหายสาปสูญไป

ก็ตามสูตรล่ะครับ ที่จะต้องมีการส่งคนไปกู้ภัย ซึ่งทีมที่ถูกส่งไปก็คือ จิม แม็คคอนเนลล์ (Gary Sinise) เจ้าของโปรเจคท์มาร์สวันนี้ แล้วก็วู้ดโรว์ เบลค (Tim Robbins) ซึ่งสองคนนี้เป็นเพื่อนสนิทของลุคด้วย นอกจากนี้ก็ยังมี เทอร์รี่ ฟิชเชอร์ (Connie Nielsen) ภรรยาสุดที่รักของวู้ดโรว์ และ ฟิลล์ โอลเมเยอร์ (Jerry O’Connell) ตามไปเป็นลูกทีมของยานด้วย

แล้วการผจญภัยไปสู่ดาวอังคารก็เริ่มต้นครับ พวกเขาต้องเผชิญกับภัยพิบัติต่างๆ ตามแบบฉบับน่ะนะฮะ หนังแนวนี้ไม่เคยเลยที่จะเดินทางไปที่ไหนโดยไร้อุปสรรค แต่สุดที่น่าสนใจเหนืออื่นใด คือ เกิดอะไรขึ้นบนดาวอังคาร

บนนั้นมีอะไร?

ใช่ครับ บนดาวอังคารมีอะไร คือคำถามที่ยุค 2000 ถามกันถี่มาก นาซ่าส่งคนไปสำรวจ มีการตื่นเต้นเพราะอุกกาบาตจากดาวอังคารชิ้นหนึ่งมีร่องรอยของสิ่งมีชีวิต ก็เห่อกันสุดๆ ล่ะครับ ไม่รู้ว่ายังไงน่ะนะ แต่ตอนนี้ก็ซาไปแล้ว แต่ที่แน่ๆ ตอนนั้นคำถามที่ว่ามีสิ่งมีชีวิตบนดาวอังคารหรือไม่กลับมาบูมอีกครั้ง หลังจากที่เราตั้งคำถามกันมากว่าศตวรรษแล้ว

Lowell Cannon กับ Jim Thomas และ John Thomas เลยคิดเรื่องราวกันออกมา ผูกเองต่างๆ ทั้งจากข้อมูลจริงมาผสมกับจินตนาการผูกเป็นเรื่องการผจญภัยอันนี้น่ะนะครับ แล้วจากนั้น Jim กับ John Thomas ก็มาช่วยกันเกลาบทอีกที ร่วมกับ Graham Yost ซึ่งรายหลังนี่เป็นมือเขียนบทจาก Speed และ Broken Arrow ซึ่งก็คาดว่าไอ้พวกแอ๊คชั่นอะไรต่างๆ ในเรื่องคงเพิ่มมาเพราะพี่แกนี่แหละครับ

MissiontoMarsEx

ถ้าว่ากันอย่างตรงไปตรงมาตาประสาคนอย่างผมน่ะนะครับ ก็ต้องบอกว่าหนังโอเค พอดูได้ เรื่อยๆ เพราะมันเดินตามสูตรพิมพ์นิยมสำหรับหนังแนวนี้อยู่แล้ว ไม่ว่าจะการต้องไปกู้ภัย การเดินทางที่เต็มไปด้วยอันตราย มีอุปสรรคมาให้พวกพระเอกต้องแก้ แล้วก็พอถึงที่หมายก็ต้องไปค้นหาคำตอบที่อาจจะเปลี่ยนแปลงความเชื่อทั้งหมดของมนุษยชาติ ซึ่งอะไรแบบนี้ก็คุ้นมาจากหนังแนวอวกาศไม่ว่าจะ Apollo 13 หรือจะ 2001: A Space Odyssey และคงต้องบอกว่าหนังพวกนั้นทำได้เข้าท่ากว่าเยอะล่ะครับ

แต่ก็ไม่ใช่ว่าหนังเรื่องนี้จะเลวร้ายนะครับ … จะว่าไงดีล่ะ อ้า ต้องร่ายยาวกันอีกแล้วน่ะสิ

ตัวหนังนั้นถือว่าดูได้เรื่อยๆ ครับ แต่มันอาจจะราบเรื่อยเกินไปสำหรับคนที่คาดหวังในฉากแอ๊คชั่น เพราะหากจะว่าไป อุปสรรคที่พวกพระเอกไปเจอนั้นก็คุ้นเคยกันดีน่ะครับ ยานเสียต้องสละยาน หรือไม่ก็ต้องทำอะไรแข่งกับเวลา ซึ่งเราเจอจากหนังทำนองเดียวกันนี้มาเยอะแล้วน่ะครับ แล้วยิ่งกว่านั้นคือหนังเรื่องก่อนๆ มันทำได้ระทึกเร้าใจกว่านี้เยอะนะครับ แต่ดูเหมือนทีมงานเขาต้องการจะทำให้การผจญภัยเป็นไปอย่างสมจริงที่สุด ก็เลยไม่ได้ใส่ความเว่อร์ลงไปซักเท่าไหร่ ซึ่งจะว่าดีก็ได้ล่ะครับ เพราะมันดูปเนไปได้และสมจริงดี แต่ปัญหาคือผมมั่นใจว่าคนที่จ่ายตังค์เข้ามาดูหนังเนี่ย คงไม่ได้หวังจะมาดูอะไรก็ตามที่สามารถหาชมได้ตามช่อง Discovery Channel น่ะ อีกอย่างตอนนั้นถ้าใครดูทีวีมากๆ หน่อยก็คงเบื่อเกี่ยวกับดาวอังคารไปเลยล่ะคัรบ เพราะมันนำเสนอแบบละเอียดลึกจริงๆ จนขนาดเราๆ ไม่ได้อยากรู้ยังรู้ซะตั้งมาก

ดังนั้นการที่หนังทำออกมาสมจริงนี้มันก็เลยออกจะน่าเบื่อไปน่ะครับ ขาดความระทึกตื่นเต้นอย่างที่หนังควรจะมี ซึ่งออกจะผิดฟอร์มผู้กำกับ De Palma ไปเหมือนกัน เพราะขานี้เขาแน่จริงในเรื่องสร้างความตื่นเต้นระทึกขวัญ ซึ่งเขาก็ทำได้บ้างไม่ได้บ้างครับ อย่างตอนเกิดภัยพิบัติรอบแรกจนส่งผลให้คนตายนั่นก็ทำได้น่ากลัวจริงๆ ผมล่ะจำได้ติดตาเลยครับฉากที่นักบินคนหนึ่งโดนพายุหมุนฉีกร่างเป็นชิ้นๆ น่ะ สยองมากจริงๆ

แต่ถ้าให้เดาว่าทำไม De Palma ไม่พยายามทำหนังให้ตื่นเต้นระทึกขวัญอย่างที่เขาทำประจำ ก็คาดว่าเพราะเขาไม่อยากให้หนังเสียกระบวนน่ะครับ เจตนาสำคัญคือทำไซไฟ ดังนั้นหากใส่ฉากระทึกลงไปมากๆ มันก็จะออกไปในแนว Alien ซะล่ะมากกว่า ซึ่งผมก็เข้าใจน่ะ

ดังนั้นพี่ท่านเลยพยายามทำหนังในแนวทางไวไฟ ซึ่งคงต้องบอกว่าพี่ท่านยังสำแดงได้ไม่สมใจนัก ยังไม่ลื่นน่ะครับ อย่างที่ผมกลัวไว้เลย ก็แกไม่เคยจับไซไฟอ้ะ อะไรๆ เลยยังไม่ลงล็อค ซึ่งผมก็ไม่โทษแกหรอกครับ เพาะถ้าทำดีก็ต้องชม แต่ถ้าทำไม่ดีผมก็ไม่อยากบ่น เพราะไม่ใช่แกปเนผู้กำกับที่แย่ เพียงแค่แกยังไม่แน่กับหนังไซไฟเท่านั้น อีกอย่างตัวหนังเองมันก็ดูได้เรื่อยๆ น่ะครับ แค่ไม่ตื่นเต้นเท่านั้นเอง

โชคดีที่หนังได้ดาราระดับพระกาฬมาเล่น ไม่ว่าจะ Sinise (จาก Forrest Gump), Robbins (จาก The Shawshank Redemption), Cheadle (นี่ก็ไม่ได้เป็นตัวนำ แต่เล่นหนังทีไรได้ใจตลอด), Nielsen (จาก Galdiator และ The Devil’s Advocate) แต่ละคนก็ทำหน้าที่ได้ดีนะครับ แม้แต่ดาราที่อ่อนที่สุดในเรื่องอย่าง O’Connell ก็ยังทำหน้าที่ได้ดีมากๆ เมื่อต้องมาประกบกับดารารุ่นพี่

แต่หนังก็มีปัญหาเดียวกับหนังที่ผมเพิ่งพูดถึงไปอย่าง Nick of Time นั่นคือ การที่ดาราดี แต่บทยังไม่แน่นพอ ไม่แน่นทั้งในส่วนตัวละครและการเดินเรื่อง พวกสถานการณ์ ฉากแอ๊คชั่นชวนลุ้นต้องบอกว่าน้อยไปหน่อยครับ ทำให้ช่วงกลาง ท่านอาจจะเบื่อได้ เพราะมันไม่ค่อยมีอะไรน่ะ ขนาดยานจะล่มมันยังไม่ตื่นเต้นเลย

ส่วนตัวละครนั้น ก็คงต้องใช้คำนี้อีกแล้วครับ “เสียดาย” ไงล่ะ

ถ้าดูจากปูมหลังของเรื่องราวแล้ว ผมว่ามีการผูกเรื่องที่น่าสนในเรื่องตัวละครนะครับ โดยเฉพาะตัวเอกของจิม ที่แรกเริ่มเดิมที เขาคือผู้บัญชาการโปรเจคท์มาร์สวัน เป็นผู้ริเริ่มพร้อมกับภรรยาของเขา (Kim Delaney) กล่าวคือตามความจริงคนที่จะได้ขี่ยานไปดาวอังคารคนแรก ต้องเป็นเขากับเมีย แต่ทีนี้ดันมาเกิดเหตุน่าเศร้ากับเมียของเขาซะก่อน เขาเลยหมดอาลัยตายอยากจนหมดโอกาสไปเหยียบดาวอังคารอย่างที่ตั้งใจ

ใครจะว่าไงผมไม่ทราบนะครับ แม้พล็อตนี้จะซ้ำซาก แต่ถ้าทำดีๆ ไม่ว่าจะยุคไหนสมัยไหน มันก็ทำให้คนตรึงใจได้ หากทำดีๆ น่ะนะครับ แต่ในหนังก็ดันแค่เล่าๆ เท่านั้น ไม่ได้ลงลึกให้คนดูอินตามจิมไปซักเท่าไหร่ ทั้งๆ ที่ความหมายมันดีมากเลยน่ะครับ แล้วยังจะสอดรับต่อตอนจบของเรื่อง ซึ่งจุดนี้ผมเลยไม่ค่อยจะแน่ใจว่ามันไปพลาดตรงไหน จะบอกว่าคนเขียนบทลืมคิดหรือเปล่า หรือผู้กำกับลืมไป อันนี้ไม่รู้จริงๆ ล่ะครับ แล้วที่ผมตะขิดตะขวงใจมากคือหนังมีการเน้นทางภาพในหลายครั้ง ประมาณว่าสื่อความหมายทางอารมณ์น่ะครับ อย่างตอนต้นที่จิมพอนึกถึงการเดินทางไปดาวอังคาร แล้วก็เดินไปเหยียบบนกองทรายสีแดงๆ ประหนึ่งว่าเขากำลังเหยียบไปบนดาวอังคาร … คือไอ้ฉากแบบนี้มันสื่อน่ะ แต่กลับสื่อแบบงั้นๆ มากกว่า ไมได้หนักแน่นทางอารมณ์เท่าไหร่ แล้วฉากสื่อๆ ทำนองนี้มีบ่อยครับ แต่ปเนการสื่อที่มีแต่เพียวภาพ ไม่ได้มีวิญญาณติดตามเท่าไหร่ (เอ ผมชักติดคำว่าวิญญาณเยอะแล้วนะหลังๆ เนี่ย)

หรือจะเรื่องความสัมพันธ์ตัวละครก็ด้วย ที่ดาราเล่นกันดี แต่บทไม่ได้ปูทางอารมณ์ให้คนดูอินน่ะครับ อย่างที่ผมเคยบ่นใน Poseidon น่ะแหละ หนังทำนองนี้ถ้าทำให้คนดูผูกพันกับตัวละครไม่ได้ ก็เสร็จล่ะทีนี้ ต่อให้ดาราเล่นดีก็เถอะ มันก็ยังไม่ถึงจุดสมบูรณ์ที่ควรจะเป็นอยู่ดี

พอมาชำแหละหนัง Hollywood ดีๆ ก็จะพบปัญหานี้บ่อยนะครับ ไอ้การที่ทำหนังมา แต่ด้อยเรื่องบทน่ะ คือถ้าดูแบบไม่คิดมากมันก็โอเคล่ะครับ อย่างผมตอนดูสมัยยังเล็กๆ (เด็กว่านี้น่ะนะครับ) มันก็พอทำเนา แต่พอดูตอนโต ไม่รู้มันเรื่องมากขึ้นรึไง แต่มันก็เสียดายน่ะครับ หากทำเพิ่มอีกหน่อยมันต้องยอดมากแน่ๆ

เพราะนอกจากส่วนของบทแล้ว องค์ประกอบอื่นๆ ของหนังมันเข้าข่ายสมบูรณ์ไปแล้วนะครับ ไม่ว่าจะ Effect ประกอบฉาก ข้าวของ การถ่ายภาพ มันดีอย่แล้วน่ะ การออกแบบฉากก็ทำได้เข้าท่ามากๆ อย่าง “สถานที่ปริศนา” ที่พวกจิมต้องเดินเข้าไปในตอนท้าย ก็ทำได้เรียบง่ายดี แต่สื่อความหมายได้ดีน่ะครับ

แต่ที่นี้พอจุดใหญ่ใจความอย่างเรื่องความลุ้น ความตื่นเต้นมันพร่องลงไป ก็เลยพลอยทำให้หนังจืดไปด้วย

ครับ โดยสรุปคือ ดาราดี องค์ประกอบดี แต่บทอ่อนอีกแล้วครับ ถ้าแน่นและเร้ากว่านี้คงเยี่ยมมากๆ ไปเลยล่ะ

แต่แม้ผมจะบอกว่าหนังไม่สุดยอด หนังยังไม่ถึงระดับ แต่มีอยู่อันหนึ่งที่ยอดเยี่ยมระดับสิบนิ้วโป้ง เหมาะควรจะได้ออสการ์และอื่นๆ และอื่นๆ และอื่นๆ และเป็นส่วนที่ช่วยหนังไว้อย่างไม่น่าเชื่อ

คือดนตรีประกอบของท่านปรมาจารย์ Ennio Morricone ผู้คร่ำหวอด

โอยยยยยยยยยยยย แมร่งเอ้ย ท่านเอ้ยยยยยยย มันโคตรยอดเช็ดเด็ดดวงมากๆ (อยากจะร้องตะโกนบอกฟ้าว่าไอ้หมื่นบ้าไปแล้ว)

แต่มันสุดยอดจริงๆ นะครับ ไพเราะมากๆ ซึ่งถ้าใครเป็นคอหนังล่ะต้องคุ้นกับรสมือเขาแน่ๆ และปู่คนนี้ก็ทำเอาผมคลั่งมาแล้วทุกเรื่อง ไม่ว่าจะ The Untouchable, Cinema Paradiso, The Legend of 1900 หรืออะไรก็ตาม คือเพลงมันเด่นน่ะ ถ้าอยู่กับหนังดีมันก็จะช่วยขับให้หนังดีแบบโคตรๆๆๆๆ สามดาวทุกที ก็ไปดูหนังแต่ละเรื่องที่ผมพูดถึงสิครับ ดาวทะลักทั้งนั้น เพราะดนตรีมันเข็นอารมณ์ไปสู่จุดพีคได้อย่างยอดเยี่ยม (ยอดโว้ยยยย)

หรือต่อให้ดนตรีไปอยู่กับหนังที่ดีไม่เพียงพอ มันก็ยังสามารถพยุงหนังเอาไว้ได้เช่นกันครับ อย่างดนตรีตอน 10 นาทีท้ายๆ ของหนังนั่นเล่นเอาบ้าไปเลยครับผมน่ะ คือหนังมันไม่ได้สื่อภาพสุดยอดนะ สื่อดีแค่ในระดับหนึ่ง แต่เพราะดนตรีนี่แหละที่ทำให้ภาพตรงหน้าผมกลายเป็นของมีค่าไปเลย

ผมเลยบอกท่านได้อย่างเต็มปากว่า ถ้าท่านชอบฟังดนตรีนะครับ ผมแนะนำหนังเรื่องนี้เลย แม้จะไม่ได้เป็นหนังดี แต่ดนตรียอดเกินเหตุครับ แค่ฟังดนตรีก็คุ้มแล้ว ดีไม่ดีมันจะสามารถบันดาลใจท่านอย่างที่มันเคยบันดาลใจผมมาแล้วด้วย ถึงขนาดไล่ซื้อซาวน์แทร็คเก็บเลยล่ะ

เฮ่อ ไม่เชื่อก็ต้องเชื่อครับ ผมชอบหนังเรื่องนี้เพราะดนตรีนี่แหละ แม้จะมีช่องโหว่มากมายไปหมดก็เถอะ

สำหรับผู้กำกับ De Palma พอทำหนังเรื่องนี้แล้วโดนใส่ไปเยอะ พี่ท่านเลยลี้ไปทำหนังแนวถนัด นั่นคือพวกหนังระทึกขวัญฆาตกรรมซะเลยครับ ซึ่งก็กลับมาโอเคแล้วล่ะตอนนี้ สำหรับผลงานเรื่องนี้ก็เหมือนสนามลองของน่ะครับ ลองทำไซไฟดู ซึ่งเขาก็ทำดีบ้าง ไม่ดีบ้าง แต่โดยรวมๆ มันก็ยังไม่ออกมาเด็ดพอ แต่อย่างน้อยก็ไม่ถึงกับห่วยล่ะครับ เพราะมุมกล้องสไตล์แก และ Longtake (การถ่ายคัตยาวๆ โดยไม่มีการตัดต่อ) ก็ยังไว้วางใจได้ การสื่อด้วยภาพยังโอเค แต่เนื้อเรื่องมันเป๋ไปหน่อย

เอาเป็นว่าสุดแท้แต่ท่านนะครับ ถ้าพูดถึงความป็นหนังไซไฟอวกาศซักเรื่อง มันก็ไม่ได้ถึงขั้นเยี่ยมอะไร ความตื่นเต้นน้อย เนื้อเรื่องตอนท้ายก็พอเดาได้ ยิ่งถ้าใครชอบดูหนังไซไฟเยอะๆ ล่ะต้องเดาความลับของหนังได้แน่นอน ไม่ได้ถึงขั้นห้ามพลาดครับ

แต่ดนตรีสุดยอดดดดดดดดดดดดดดดดดด สำหรับผมจุดนี้ทำให้หนังคุ้มค่ามากขึ้น อย่างน้อยก็ไม่เสียดายตังค์ล่ะน่า

สองดาวกว่าๆ ครับ

Star21

(6/10)

Advertisements

ใส่ความเห็น

Fill in your details below or click an icon to log in:

WordPress.com Logo

You are commenting using your WordPress.com account. Log Out /  เปลี่ยนแปลง )

Google+ photo

You are commenting using your Google+ account. Log Out /  เปลี่ยนแปลง )

Twitter picture

You are commenting using your Twitter account. Log Out /  เปลี่ยนแปลง )

Facebook photo

You are commenting using your Facebook account. Log Out /  เปลี่ยนแปลง )

Connecting to %s