Action

Star Trek: Insurrection (1998) อินเซอร์เร็คชั่น ผ่าพันธุ์อมตะยึดจักรวาล

1368344243

Star Trek: Insurrection ถือเป็นหนัง Trek ที่สนุกครับ ผมชอบนะในตอนดูครั้งแรก แต่ก็ไม่ถึงกับชอบมากเพราะจะว่าไปแล้วหลายๆ ส่วนของหนังมันชวนให้รู้สึกถึง Trek ภาคทีวีมากกว่าจะเป็น Trek ภาคหนังใหญ่แบบตอนก่อนหน้า (First Contact) ด้านแอ็กชั่นก็ไม่เยอะ ความตื่นเต้นก็ไม่ถึงกับมาก ทำให้สมัยก่อนผมก็ชอบ Trek ภาคนี้ในระดับกลางๆ

แต่การมาดูรอบล่าสุดเพื่อจะรีวิวอันนี้… ผมชอบมากขึ้นนะครับ

แน่นอนว่าผมถามตัวเอง ว่าทำไมเราถึงชอบมากขึ้น และคำตอบก็ทำให้ผมอดยิ้มกับตัวเองไม่ได้… ผมว่าผมคงแก่ขึ้นน่ะครับ

เป็นเรื่องบังเอิญทีเดียวที่ผมดูหนังภาคนี้หลังวันคล้ายวันเกิดปีที่ 31 อันเป็นช่วงที่ผมเริ่มทบทวนชีวิตตนเอง มองย้อนกลับไป 30 ปีเต็มๆ ที่เราหายใจ หัวเราะ ร้องไห้ ก้าวเดิน และล้มลุก

ชีวิตเรานั้นเต็มไปด้วยความว่าง… เป็นความว่างที่แน่นไปด้วยบทเรียน

ดูเป็นการขึ้นรีวิวที่แปลกใช่ไหมครับ หนังตะลุยอวกาศอย่าง Star Trek มันมาทำให้ผมฉุกคิดวนถึงเรื่องพวกนี้ได้ยังไง… เดี๋ยวไว้มาว่ากันครับ ตอนนี้เรามาคุยกับถึงตัวหนังก่อน

Star Trek ภาคนี้ก็ตามเคยครับ Paramount ให้ไฟเขียวหลังจากภาค First Contact ประสบความสำเร็จอย่างงดงาม ซึ่งหน้าที่กำกับก็ไม่ต้องมองหาใครเลยครับ ให้ Jonathan Frakes เจ้าของบทผู้การไรเกอร์และผู้กำกับจากภาคก่อนมาสานต่อหน้าที่เดิม โดยที่ทาง Paramount ได้ขอให้ภาคใหม่นี้ออกแนวเบาๆ สนุกๆ สไตล์ Star Trek IV: the Voyage Home ที่ทำเงินได้เป็น 100 ล้านเหรียญ และครองตำแหน่งหนัง Trek ที่ทำเงินสูงสุด (ในตอนนั้น)

หน้าที่เขียนบทในคราวนี้ก็ตกเป็นของ Michael Piller มือเขียนบทที่คุ้นเคยกับหนัง Trek มาตั้งแต่สมัยซีรี่ส์ครับ เพราะเขาเคยเขียนบทให้ชุด The Next Generation ต่อด้วยการสร้างสรรค์ชุด Deep Space Nine และ Voyager ตามออกมา

อันที่จริง Piller เกือบจะได้เขียนบทใน Trek ภาคก่อนแล้วล่ะครับ เพราะ Paramount ได้ขอให้ทั้ง Brannon Braga และ Robert B. Moore ลองเขียนบทมาหนึ่งชิ้น แล้วก็ให้ Piller เขียนมาอีกหนึ่งชิ้นเพื่อทางผู้ใหญ่จะได้เลือกว่าบทไหนดีที่สุด แต่ Piller ถอนตัวทันทีครับเพราะเขาไม่อยากให้ครอบครัว Star Trek ต้องมาแข่งขักันเอง และเขาเชื่อเสมอว่ามือเขียนบทของหนังชุดนี้มีดีทุกคน ดังนั้นเขาเลยหลีกทางให้ Braga กับ Moore และนั่นก็เลยทำให้ทั้ง 2 ยินดีมอบตำแหน่งเขียนบทให้กับ Piller เป็นการตอบแทนเช่นกัน

1368499437

ไอเดียบทหนังภาคนี้เริ่มตอน Piller กำลังอยู่ในห้องน้ำครับ หลังล้างหน้าเขาก็เอาครีมพวกวิตามินอีมาทาเพื่อบำรุงฟื้นฟูผิวหน้า แล้วเขาก็คิดขึ้นมาว่ามนุษย์เราทุกวันนี้ก็เริ่มเป็นสิ่้งมีชีวิตที่หมกมุ่น กับการประทินโฉม และกังวลในความแก่ชรามากขึ้นๆ นะ ก่อนจะขำตัวเองที่เป็นหนึ่งในนั้นแล้วก็คิดขึ้นมาได้ว่า… ในเมื่อ Paramount ต้องการพล็อตเบาๆ ทำไมเราไม่จับเอาเรื่องการกลัวความแก่ เรื่องการค้นหาเครื่องมือที่จะช่วยให้เราอยู่เป็นอมตะมาใส่ในหนังซะเลยล่ะ

แล้ว Piller ก็เอาไอเดียไปสนทนากับ Rick Berman ซึ่งพอคุยไปพวกเขาก็คิดถึง “ตำนานน้ำพุแห่งความเยาว์วัย” หรือ The Fountain of Youth (ตำนานเดียวกับที่เป็นเรื่องใน Pirates of the Caribbean ภาค 4 นั่นล่ะครับ) อันนำมาสู่พล็อตว่าด้วยชนเผ่ารักสงบบนดาวดวงหนึ่งที่สามารถอยู่เป็นอมตะไม่ แก่ไม่ชราได้ด้วยรังสีเมตาเฟสิกที่มีอยู่รอบชั้นบรรยากาศของดาว

แต่ แน่นอนล่ะครับว่าดาวที่มีของดีแบบนี้ย่อมเป็นที่หมายตาของชนเผ่าอื่นที่อยาก อยู่เป็นอมตะเหมือนกัน อันนำมาสู่การแย่งชิงปิดล้อม แล้วยานเอ็นเตอร์ไพรส์ก็ไปประสบพบเหตุพอดี เลยต้องทำการยื่นมือเข้าช่วย

พล็อต ในบทร่างแรกๆ นั้นมีการวางให้ชาวโรมูลันมาเป็นตัวร้าย แต่สักพักพวกเขาก็เปลี่ยนใจไปสร้างเผ่าพันธุ์ใหม่แทน โดยให้เผ่าพันธุ์รักสงบนั้นมีชื่อว่าบาคู และเผ่าพันธุ์ที่คิดจะแย่งชิงมีชื่อว่าโซนาร์ โดยที่หนังจะแบ่งออกเป็น 2 ช่วง ช่วงแรกจะคล้ายกับ นิยาย Heart of Darkness ของ Joseph Conrad เนื้อหาจะประมาณว่าเดต้า (Brent Spiner) หายตัวไปบนดาวบาคู ทำให้กัปตันพิคาร์ด (Patrick Stewart) ต้องล่องไปตามสายน้ำบนดวงดาวเพื่อตามหา แล้วเขาก็จะค่อยๆ ค้นพบความลับบนดาวนั้น ส่วนครึ่งหลังก็จะเดินเรื่องแนว The Magnificent Seven หรือ 7 สิงห์แดนเสือ ว่าด้วยการรวมพลังกันของเหล่าลูกยานเอ็นเตอร์ไพรส์ในการช่วยเหลือชาวบาคูให้รอดพ้นจากรุกรานของชาวโซนาร์

แล้ว Piller ก็ลองเอาบทไปให้ Ira Steven Behr ผู้อำนวยการสร้าง Trek ชุด TNG และ Deep Space Nine ลองอ่าน Behr ก็คอมเมนต์มาว่าพล็อตมันะเยอะไปสำหนังความยาวแค่ 2 ชั่วโมง ทำให้ Piller ตัดสินใจตัดส่วนต้นที่คล้ายนิยาย Heart of Darkness ออกไป (แล้วเล่าเรื่องส่วนนั้นจบในเวลาไม่ถึง 10 นาที) เหลือเพียงตอนท้ายที่ว่าด้วยการปกป้องชาวดาวบาคู

พอ ทุกอย่างเข้าที่หนังก็เดินหน้าสร้างครับ เนื้อเรื่องก็ตามบทที่ผมบอกไป ว่าชาวดาวบาคูผู้รักสงบโดนชาวโซนาร์รุกราน โดยชาวโซนาร์นั้นชอบใช้กำลังและพยายามใช้ศัลยกรรมดึงใบหน้าเพื่อรักษาความ หนุ่มเต่งตึงของพวกตนเอาไว้ พวกโซนาร์ได้ยืมมือผู้การโดเฮอร์ตี้ (Anthony Zerbe) คนของสหพันธ์มาเป็นเครื่องมือในการรุกราน ขณะเดียวกันนั้นเองเดต้าซึ่งถูกส่งมาสังเกตการณ์ก็เกิดขัดข้อง จนทำให้พวกกัปตันพิคาร์ดต้องเดินทางมาเพื่อสืบว่าเกิดอะไรขึ้นกับเดต้ากัน แน่

แล้วพวกเขาก็ได้รู้ถึงแผนร้ายของพวกโซนาร์ครับ กัปตันพิคาร์ดเลยต้องออกโรงพิทักษ์ชาวดาวผู้รักสงบนี้

Star Trek ภาคนี้ก็ออกมาเบาๆ สมความตั้งใจล่ะครับ ไม่เครียดไม่หนัก ไม่ระทึกเป็นพักๆ เหมือนภาคก่อน เหมือนเราได้ดูลูกยานเอ็นเตอร์ไพรส์มาพักร้อนบนดาวบาคู ดาวที่ทำให้พวกเขาเป็นหนุ่มเป็นสาวมากขึ้น ซึ่งหนังก็ทำในจุดนี้ได้ดีครับ เราจะได้เห็นพิคาร์ดออกสเต็ปและสานสายใยหวานๆ กับ อานิจ (Donna Murphy) สาวสวยชาวบาคู, ได้เห็นไรเกอร์ (Frakes) กลับมาหวานกับที่ปรึกษาสาว เดียนน่า ทรอย (Marina Sirtis) ซึ่ง 2 คนนี้ก็มีกุ๊กกิ๊กกันตั้งแต่สมัยซีรี่ส์แล้วครับ ก่อนจะห่างกันไป มาในภาคนี้ผมว่า Piller สานต่อได้เหมาะมากๆ ครับ, ได้เห็นจอรดี้ ลาฟอร์จ (LeVar Burton) ซึ่งดวงตาเขามีปัญหาจนต้องใส่ตาอิเลคทรอนิคส์ แต่เมื่อเขาได้รับพลังจากดาวก็ทำให้เขาสามารถมองดวงอาทิตย์ได้ด้วยสายตาตน เอง, หมอเบฟเวอร์ลี่ (Gates McFadden) ก็คุยกับ เดียนนน่าเรื่องเกี่ยวกับร่างกายที่กลับมาตึงหลังจากหย่อนคล้อยมานาน และที่สำคัญคือได้เห็นมิสเตอร์ วอร์ฟ (Michael Dorn) สิวหนุ่มขึ้นด้วย

ด้าน อารมณ์ขันนั้นไม่กังขาครับ ดูได้เพลินๆ ด้านเรื่องระหว่างบาคูกับโซนาร์ก็ทำได้น่าติดตามไม่เลว มีการเผยปม คลายปม มีแอ็กชัน และความตื่นเต้นในระดับหนึ่ง ฉากที่โดดเด่นมากคือการไล่ล่าระหว่างยานเอ็นเตอร์ไพรส์ ตอนไรเกอร์รีบขับยานฝ่าไปขอความช่วยเหลือจากสหพันธ์จนต้องปะทะกับยานไล่ล่า ของโซนาร์ ช่วงที่ว่านี้ไล่ล่ากันได้มันส์มากครับ แล้วเป็นการล่ากันในกลุ่มพวยก๊าซด้วย ถ้ามีฝ่ายไหนยิงพลาดก็อาจไปโดนกลุ่มก๊าซที่ทำให้เกิดระเบิดจนควบคุมไม่ได้ เรียกว่าทั้งสวยและตื่นเต้นเลยครับ

ดาราในเรื่องก็คล่องไปกับบทอยู่แล้ว ส่วนคนที่มาใหม่อย่าง F. Murray Abraham เจ้าของรางวัลออสการ์จากหนัง Amadeus ก็มาเป็นโรว์อาโฟ หัวหน้าเผ่าโซนาร์ที่แผ่รัศมีความร้ายผ่านหน้ากากยางได้อย่างน่าชื่นชมครับ ส่วน Gregg Henry ในบทกัลลาทิน คู่หูของโรว์อาโฟก็แสดงได้ดีไม่น้อยหน้า และ Anthony Zerbe ก็ไม่เลวกับบทเจ้าหน้าที่ระดับสูงในสหพันธ์ที่อ่อนไปตามน้ำยามมีผลประโยชน์มาเสนอให้

1368499589

แต่หากเทียบกับภาคก่อน ความสนุกตื่นเต้นบทแน่นเข้มข้นภาคนี้อาจยังสู้ไม่ได้ หลายคนก็บอกว่ารสชาติเหมือนเอาตอนทางทีวี 2 ตอนมาต่อกัน อันนี้ย่อมแล้วแต่ความชอบนะครับ หากชอบความมันส์ ลุ้นระทึกภบบภาค First Contact ภาค นี้ก็อาจไม่สมใจนัก แต่หากคุณชอบ Star Trek ที่ไม่เครียดมาก สนุกไปกับคาแรคเตอร์ของพวกลูกเรือ เหมือนไปพักร้อนร่วมกับพวกเขา ก็น่าจะโอเคครับ

ส่วนผมนั้นตอนแรกก็อย่างที่บอกครับ รอบแรกที่ดูก็ชอบตามประสาคนรัก Trek แต่ก็ไม่ได้ชอบมากมาย จนกระทั่งมาดูรอบหลังนี่แหละที่ความชอบชักเพิ่ม ส่วนหนึ่งอาจเพราะอายุเยอะขึ้นก็ได้

โดยธีมหลักแล้วผมว่า Trek ภาค นี้ นอกจากมาพร้อมการผจญภัยและเรื่องเบาๆ แล้ว ยังมีประเด็นที่พิสูจน์ใจหล่าลูกยานเอ็นเตอร์ไพรส์ด้วยเหมือนกันครับ เพราะจริงๆ แล้วบนดาวบาคูนี้สามารถนำไปใช้สร้างผลประโยชน์ได้มากมาย โดยเฉพาะในเรื่องความเยาว์วัยและการทำให้ตัวเองสามารถคงอยู่เป็นอมตะได้ อายุยืนเพิ่มขึ้นได้ซึ่งอาจเป็นคำตอบสำหรับคนอีกมากมาย แต่แน่นอนล่ะครับว่าหากทำเช่นนั้นชาวดาวบาคูเองก็อาจต้องถูกขับไล่ ถูกทำลายไม่ว่าจะทำลายวิถีชีวิตหรือทำลาย “ชีวิต” จริงๆ ก็ตาม แต่พวกพิคาร์ดก็เลือกที่จะปกป้องแทนที่จะยอมตามน้ำ หนังเรื่องนี้แม้จะดูเบาๆ แต่จะว่าไปก็เป็นเรื่องราวอีกบทที่ย้ำชัดว่าพิคาร์ดกับลูกยานนั้นมีจิตใจ เป็นเช่นไร ถ้าจะบอกว่าเป็นการ “รักษาเจตนาโลกอนาคตามตามความตั้งใจของ Gene Roddenberry” ก็คงไม่เกินจริงแต่อย่างใดครับ

นอก จากนี้เรายังจะได้เห็นพิคาร์ดเผยความในใจ ว่าบางครั้งเขาก็อยากใช้ชีวิตสงบ อย่างอยู่บนชีวิตง่ายๆ ล่องไปกับสายน้ำ ตื่นเช้ามาสูดอากาศสดชื่น ผมชอบตอนที่อานิจบอกว่า “พวกคุณคงไม่อยากมาอยู่บนดาวแบบนี้หรอกค่ะ ในเมื่อคุณได้อยู่ในโลกที่เต็มไปด้วยเทคโนโลยีอำนวยความสะดวก มันคงสบายกว่าที่นี่เยอะ

พิคาร์ดก็ตอบกลับไปทำนองว่า บางครั้งความสบายจากเทคโนโลยี ก็เติมเต็มเราไม่ได้เท่ากับความเรียบง่ายตามธรรมชาติ

แล้ว มันก็พาย้อนนึกถึงตนเองครับ ทุกวันนี้ผมเลือกชีวิตที่เรียบง่าย มาห่างไกลจากความก้าวหน้า อยู่ในจังหวัดเล็กๆ ที่เงียบสงบ มีอุทยานอุดมต้นไม้นานาพันธุ์ห่างไปไม่ไกล โบราณสถานก็อยู่ใกล้ๆ นั้น และมีลำน้ำปิงสายใหญ่ให้มองทุกค่ำช้า

ผมรู้สึกเข้าใจในสิ่งที่พิคา ร์ดพูด ปฏิเสธไม่ได้ครับว่าเมืองกรุงอุดมความก้าวล้ำนำสมัย ของใหม่มาก่อนใคร ความหวือหวาแสงตระการตามันพาให้เราเพลิดเพลิน และในหลายครั้งมันก็ทำให้ชีวิตเราง่ายขึ้น

แต่ใช่ว่านั่นจะเป็นคำตอบแห่งวิถีชีวิตของคนทุกคน

บางคนอาจเหมาะที่อยู่กับโลกที่ไม่เคยหยุดนิ่ง แต่สำหรับบางคนแล้ว วิถีแห่งความเรียบง่ายอาจเติมลมหายใจเราได้เต็มปอดมากกว่า

และอันที่จริงหากคุณติดตาม Star Trek ชุด TNG มา นานพอคุณจะเห็นได้ว่าพิคาร์ดก็ไม่ใช่พวกชอบอยู่กับเทคโนโลยีจ๋า เพราะวันดีคืนดีพี่แกก็เดินเข้าห้องโฮโลแกรมไปเดินเล่นในโลกยุคอดีตที่ไม่มี ความก้าวหน้า มีแต่ตึกเก่าๆ คนง่ายๆ หรือไม่ก็เลือกจะเข้าป่าเล่นก็ยังมี

ใน แง่หนึ่ง การที่พิคาร์ดตัดสินใจปกป้องดินแดนบาคูเอาไว้ก็อาจไม่ใช่เพียงเพราะทำเพื่อ ความถูกต้องเพียงอย่างเดียว แต่ทำเพื่อรักษาดินแดนที่หัวใจเขาก็ใฝ่หาและอยากจะมาเป็นส่วนหนึ่งเหมือนกัน

แน่ นอนครับว่าการจะสรุปว่าชีวิตชนบทดีกว่าหรือชีวิตในกรุงมัน “สวดยวด” ย่อมยากจะทำได้ เพราะความชอบของใครก็ของเขา คนเรารักชอบไม่เหมือนกัน มีวิถีที่ไม่เหมือนกัน

แต่สิ่งสำคัญคือเราจะค้นหาเจอไหม ว่าจังหวะหัวใจของเรามันเต้นอย่างเป็นสุขเมื่อเราอยู่ในวิถีแบบไหน

เราจะหาพบไหม ว่าลมหายใจเราจะเต็มปอดที่สุดยามได้ ไอโพน, Note รุ่นใหม่ๆ หรือยามที่เราโอบกอดต้นไม้

เราจะรู้ไหม ว่าเรานั้นเกิดมาจากที่ไหน… และอยากจะจากโลกนี้ไปยามอยู่ที่แห่งใด

ชีวิตของเรานั้น ซับซ้อน-เรียบง่าย, ไฮเทค-บ้านๆ, ร้อนๆ-หนาวๆ, หนุ่มตลอด-แก่เสมอ… เราจะเป็นแบบไหนคงขึ้นอยู่กับภาวะใจและอะไรต่อมิอะไรที่เราเจอมา

1368502976

การดู Star Trek ภาคนี้อาจไม่เต็มอิ่มในเรื่องความสนุก (หมายถึงสนุกครับ แต่ไม่ถึงกับสนุกมากมาย) แต่มันชวนให้เราเกิดคำถามในใจ ชวนให้เราทบทวนชีวิต ชวนให้เราคิดถึง “น้ำพุแห่งความเยาว์วัย” ที่จริงๆ มันอาจไม่ใช่ตำนาน มันอาจไม่ใช่ก๊าซในอวกาศ และมันอาจไม่ใช่ “น้ำพุ” ที่ดื่มแล้วหนุ่มขึ้นสาวขึ้น

ความหมายจริงๆ ของน้ำพุแห่งความเยาว์วัย อาจเป็นอะไรสักอย่างที่เข้ากับจังหวะชีวิตของคุณ อะไรสักอย่างที่ทำให้จิตใจคุณอิ่มเอมเปรมปรีดิ์เมื่อได้สัมผัส มันอาจเป็นสิ่งของ สถานการณ์ หรืออาจเป็นเพียงอากาศธาตุ หรือไม่ก็แค่ “ความคิดความอ่านในสมอง” ที่เมื่อเราเข้าถึง เมื่อเราพบมัน เมื่อเรามีมัน แล้วเราจะรู้สึกหนุ่มขึ้นสาวขึ้นในฉับพลัน

น้ำพุของแต่ละคนคงต่างกัน และดีไม่ดีน้ำพุของคนๆ เดียวกัน ก็อาจมาจากต่างแหล่งเมื่อชีวิตเขาเปลี่ยน เมื่อถิ่นฐานที่อยู่เขาเปลี่ยน หรือเมื่อความคิดเขาเปลี่ยน

น้ำพุ ของแต่ละคนหาได้จากไหน… ผมคงไม่บอกเพียงว่ามันอยู่ที่ใจ เพราะบางขณะสำหรับบางคนมันก็คงไม่ใช่ สำหรับบางคนอาจต้องหาน้ำพุจากวัตถุสักระยะถึงจะหาทางไปเจอน้ำพุแห่งความ เยาว์วัยทางจิตใจได้

แต่อย่างน้อยผมเชื่อว่ามันมีน้ำพุนั้นสำหรับทุกคน

นี่เป็น Star Trek ตอนที่ Gene Siskel นักวิจารณ์คู่หูของ Roger Ebert ซึ่งเขาก็เพื่อนของ Michael Piller ด้วย Siskel บอกว่านี่เป็น Star Trek ตอนที่เขาชอบที่สุด ว่ากันว่าที่เขาชอบก็เพราะมันทำให้เขาสัมผัสถึงรสชาติบางอย่าง… แห่งความเยาว์วัย

Siskel จากโลกนี้ไปไม่กี่เดือนหลังดู Star Trek: Insurrection

รายรับของภาคนี้อาจไม่มากครับ ลงทุนไป $58 ล้าน ได้คืนมาในอเมริกา 70 ล้านเหรียญ ถ้ารวมทั่วโลกก็ประมาณ 112.5 ล้านเหรียญ แต่ก็ยังดีครับที่รายได้จากวีดีโออยู่ที่ประมาณ 75 ล้านเหรียญทำให้หนังพอคุ้มทุนอยู่

รู้ไหมครับ ผมมีโอกาสได้ดูบทสัมภาษณ์ของ Piller ในส่วน Special Feature ของแผ่น เขาบอกเล่า บรรยาย สาธยายที่มาและความรู้สึกที่เขามีต่อบทหนังในภาคนี้

ผมอาจคิดไปเอง… แต่ระหว่างที่ผมฟังเขา มองท่าทางและแววตาของเขา… ผมว่าผมกำลังเห็นคนหนึ่งคนพูดถึงน้ำพุแห่งความเยาว์วัยของเขา…

เขารู้สึกรักในบทหนังภาคนี้ เขาตั้งใจสร้างสรรค์มันออกมา และเขาดีใจกับผลที่ได้แม้มันจะไม่ทำเงินมากมายอะไร

นับจากนาทีนั้น ผมรู้ตัวเองในทันทีว่าผมคงไม่สามารถดูหนังเรื่องนี้โดยไม่คิดถึงใบหน้าที่ยิ้มแย้มจนแก้มแทบปริของ Piller ยามเขาพูดถึงหนังเรื่องนี้

รีวิวนี้แด่ Michael Piller ผู้จากโลกนี้ไปเมื่อวันที่ 1 พฤศจิกายน 2005 ด้วยวัย 57 ปี (เขาจากไปด้วยโรคมะเร็งครับ)

ขอบคุณสำหรับลายแทงไปสู่น้ำพุนะครับ คุณ Piller

สองดาวครึ่งครับStar22(7.5/10)