หมวดหมู่: Sci-Fi

Ghostbusters: Afterlife (2021) โกสต์บัสเตอร์ ปลุกพลังล่าท้าผี

ระหว่างดู Ghostbusters: Afterlife ใจก็คิดครับว่าโจทย์ในการทำหนังภาคต่อประเภทที่ระยะห่างระหว่างภาคก่อนกับภาคนี้ยาวนานเกิน 10 ปีขึ้นไป มันย่อมต่างจากการทำภาคต่อแบบห่างกันแค่ไม่กี่ปี

Prey (2022)

Prey ถือเป็นอีกหนึ่งตัวอย่างของหนังที่เดินเรื่องแบบง่ายๆ ไม่ซับซ้อน ลูกเล่นไม่ไฮโซ คอนเซปต์ไม่ใหญ่โต ไม่ทะเยอทะยานสร้างจักรวาลหรือภาคต่อ แต่ทำออกมาได้สนุกดูเพลิน ชวนติดตามไปจนจบได้

Morbius (2022) มอร์เบียส

ถ้าดูจากผลลัพธ์แล้ว Morbius ถือเป็นหนังซูเปอร์ฮีโร่ที่เดินตามสูตรจนออกมาธรรมดามากๆ ครับ ชนิดที่หนังซูเปอร์ฮีโร่อย่าง Superman ภาคแรกที่เก่ากว่า 40 ปีมาแล้วยังดูมีอะไรมากกว่า

Old (2021) โอลด์

“เมื่อไม่คาดหวัง ก็ไม่ผิดหวัง” คำพูดนี้ใช้บอกตัวเองได้เสมอครับ และผมก็มักจะเอามาเตือนตัวเองตลอดยามจะดูผลงานของพี่มาโนช (M. Night Shyamalan) ครับ

Venom: Let There Be Carnage (2021) เวน่อม ศึกอสูรแดงเดือด

หลังดู Venom: Let There Be Carnage จบ ก็นิยามหนังได้แบบสั้น ง่ายและได้ใจความว่า “ดูเอามันส์ล้วนๆ” ครับ (เนื้อหาในรีวิวชิ้นนี้อาจมีสิ่งที่เรียกว่า “สปอยล์” สำหรับบางคนนะครับ หากไม่อยากทราบก็ไม่ควรอ่านต่อครับ รู้แค่นี้พอว่า “หนังดูเอามันส์ล้วนๆ”)

Venom (2018) เวน่อม

ผมพบว่าในช่วงหลายปีที่ผ่านมา ผมมีโอกาสได้ดู Venom หลายหนมากๆ ประมาณว่าเปิดทีวี-เคเบิ้ลก็มักจะเจอ หรือตอนไปแวะเวียนเยี่ยมเยียนใคร ก็จะพบว่าทีวีที่บ้านนั้นจะต้องมี Venom อยู่ในจอเสมอ แล้วผมก็มักจะมีโอกาสได้ดูจนจบทุกทีไป

Doctor Strange in the Multiverse of Madness (2022) จอมเวทย์มหากาฬ ในมัลติเวิร์สมหาภัย

ผมชอบ Doctor Strange in the Multiverse of Madness ครับ สนุกดีนะ ส่วนหนึ่งที่ชอบก็อาจเพราะถูกเส้นกับสไตล์นี้ของผู้กำกับ Sam Raimi ที่บรรเลงหนังออกมาเป็นแนวผจญภัยลุยไปเรื่อยๆ เพลินไปกับจินตนาการ อร่อยไปกับสารพัดแฟนตาซีผสมไซไฟ ได้อารมณ์เหมือนพลิกหน้าคอมมิครัวๆ

Child’s Play (2019) คลั่งฝังหุ่น

ยอมรับครับว่าความอยากดู Child’s Play ฉบับใหม่นั้นไม่มากเท่าไร มันรู้สึกชาชินกับสารพัดหนังที่รีเมคหรือรีบูทจากหนังสยองในตำนานไปซะแล้ว เพราะส่วนใหญ่ก็สู้ของเก่าไม่ใคร่จะได้ ดูช้าดูไวก็ไม่ต่างกัน