Action

Venom: Let There Be Carnage (2021) เวน่อม ศึกอสูรแดงเดือด

Untitled07785

หลังดู Venom: Let There Be Carnage จบ ก็นิยามหนังได้แบบสั้น ง่ายและได้ใจความว่า “ดูเอามันส์ล้วนๆ” ครับ (เนื้อหาในรีวิวชิ้นนี้อาจมีสิ่งที่เรียกว่า “สปอยล์” สำหรับบางคนนะครับ หากไม่อยากทราบก็ไม่ควรอ่านต่อครับ รู้แค่นี้พอว่า “หนังดูเอามันส์ล้วนๆ”)

หนังยกเอาสูตรสำเร็จจากภาคแรกมาใช้ใหม่ครับ ครึ่งชั่วโมงแรกก็บอกเล่าว่าตัวละครจากภาคก่อน ตอนนี้มีชีวิตเป็นยังไงบ้าง ไม่ว่าจะเอ็ดดี้ บร็อค (Tom Hardy) ที่ยังคงมีเวน่อมอยู่ในร่าง แล้วก็ตีกันอยู่เป็นพักๆหรือแอนน์ (Michelle Williams) อดีตคนรักของเอ็ดดี้ที่ชีวิตกำลังจะก้าวต่อไป (ในทิศทางที่เอ็ดดี้ไม่ค่อยชอบสักเท่าไร)

แล้วก็แนะนำให้เรารู้จักกับตัวละครใหม่อย่างคลีตัส คาซาดี้ (Woody Harrelson) ฆาตกรต่อเนื่องที่ต่อไปจะกลายเป็นคาร์เนจ ตัวร้ายประจำภาค กับ ฟรานเซส แบริสัน (Naomie Harris) คนรักของคลีตัสที่มีพลังพิเศษสุดอันตราย

พอผ่านครึ่งชั่วโมงแรกไปหนังก็จะเริ่มขมวดเข้าเรื่อง-เดินเครื่องความคลั่งครับ ไม่ว่าจะการอาละวาดของคลีตัสในคราบของคาร์เนจ หรือการที่เอ็ดดี้กับเวน่อมทะเลาะกัน (จนเดือดร้อนชาวบ้านเขา) ก่อนที่ตอนท้ายทั้งฝ่ายร้ายและฝ่ายดีก็จะต้องมาห้ำหั่นกันแบบไม่ตายไม่เลิก เรียกว่าไม่มีอะไรเกินคาดเดาครับ ลงสูตรจริงๆ นั่นแหละ

โดยรวมแล้วหนังดูได้แบบเพลินๆ ครับ ดูได้เรื่อยๆ ไปจนจบ แต่ขณะเดียวกันก็อดรู้สึกไม่ได้ว่าบทมันดูโหวงๆ อยู่เหมือนกัน ชนิดที่ถ้าจะมานั่งคิดดูดีๆ ก็คงเจอจุดโหว่ไม่น้อย แต่กระนั้นผมก็ดูไปแบบไม่คิดมากน่ะครับ ให้หนังมันพาไป ดูแบบเสพความบันเทิงเป็นหลัก ก็เลยรู้สึกเรื่อยๆ กับหนัง เพียงแต่ไม่ถึงกับชอบอะไรมากมายเท่านั้นเอง

ดูภาคนี้แล้ว ผมรู้สึกชอบภาคแรกมากขึ้นครับ แม้ภาคแรกจะไม่ได้สมบูรณ์แบบอะไร แต่หนังก็มีโครงที่โอเค การเดินเรื่องที่พอเหมาะ สามารถแจกแจงตัวละครแต่ละคนให้เราจดจำได้ หลักๆ เราอาจจะดูแบบเอามันส์ แต่เรื่องราวก็ยังพอมีน้ำหนักในระดับหนึ่ง และโทนเรื่องยังมีกลิ่นอายอะไรที่มันดู “จริง” ในระดับหนึ่ง

Untitled07786

ส่วนภาคนี้หนังเอามันส์เป็นสรณะครับ อารมณ์เหมือนการ์ตูน โครงเรื่องเบาขึ้น เหมือนเน้นพาเราไปเสพความบันเทิงเป็นหลัก แล้วก็ใช้ความหวือหวา บ้าคลั่ง และโกลาหลของเรื่อง บวกด้วยเทคนิคพิเศษละลานตามาให้เราโฟกัส ให้คนดูเพลิดเพลินไปเรื่อยๆ ใช้ความวุ่นวายต่างๆ ช่วยบดบังจุดโหว่หรือความไม่สมเหตุสมผลบางประการของหนังไป

จริงๆ หนังมีโอกาสที่จะสร้างพัฒนาการให้กับทั้งเอ็ดดี้และเวน่อมครับ อย่างการทะเลาะกันของพวกเขาในภาคนี้ถ้าจะให้มันนำไปสู่การเรียนรู้ก็น่าจะได้ ไม่ว่าจะเรื่องการปรับตัวเข้าหากัน หรือเรื่องการเอาอัตตามาปะทะใส่กันจนทำให้เกิดปัญหา จริงๆ ผมชอบช่วงที่เวน่อมปลอบเอ็ดดี้นะ เป็นโมเมนต์ที่น่ารักดี จนอดคิดไม่ได้ว่าถ้าหนังใส่ใจโมเมนต์แบบนี้มากหน่อย หนังคงจะน่าสนใจขึ้น

หรืออย่างตอนที่เวน่อมหนีเอ็ดดี้ไปแล้วก็ไปทำให้อีกหลายชีวิตต้องหมดลมหายใจลง จุดนี้ถ้าจะเอามาเป็นประเด็นให้เวน่อมมีพัฒนาการก็น่าจะได้เหมือนกัน แต่หนังก็เลือกที่จะผ่านๆ ไป (เหมือนกับอีกหลายๆ ประเด็นที่เปิดไว้แบบแพลมๆ แต่ก็ไม่ไปให้สุด)

อย่างหนึ่งที่ผมชอบในตอนต้นๆ ของเรื่องคือตอนที่เวน่อมกับเอ็ดดี้ร่วมมือกันทำอะไรสักอยางน่ะครับ อย่างการที่เวน่อมจำภาพวาดในห้องขังของคลีตัสได้ แล้วก็เอามาใช้ในการสืบคดี ถือเป็นลูกเล่นที่เข้าท่า แต่อะไรแบบนี้กับมีไม่มากเท่าไร ตอนกลางบทจะทะเลาะก็ทะเลาะกันใหญ่ บทจะคืนดีก็คืนดีกันแบบไม่ยากเย็น ก็แอบเสียดายนิดๆ ครับ เพราะอะไรเหล่านี้สามารถนำไปใช้เพื่อความเข้มข้นให้กับหนังได้เยอะอยู่

ส่วนการปะทะกันระหว่างเวน่อมกับคาร์เนจนั้นมันเพลินตอนดูนะ มีความมันส์ผสมอยู่ แต่ก็รู้สึกมั่วๆ นัวๆ อยู่เหมือนกัน อันนี้รู้สึกตั้งแต่ภาคแรกแล้วครับ เวลาเผ่าพันธุ์นี้เขาอัดกันเนี่ยมันดูลายตายังไงก็ไม่รู้ แล้วยังเป็นไปตามที่คาดอีก คือตอนแรกหนังทำให้รู้สึกว่าคาร์เนจมีพลังร้ายกาจกว่า เวน่อมดูจะสู้ไม่ได้ แต่สุดท้ายบทคาร์เนจจะแพ้ก็แพ้เลยครับ ไม่ได้มีจุดลุ้นอะไรนัก เหมือนแพ้ตามบทน่ะ

ภาคนี้กำกับโดย Andy Serkis ผลที่ได้ถือว่าเรื่อยๆ น่ะครับ ไปๆ มาๆ ผมว่าผลงานก่อนหน้าของเขาอย่าง Mowgli: Legend of the Jungle ยังดูมีอะไรมากกว่า

เอาเป็นว่ายืนยันคำเดิมครับ ภาคนี้ดูเอามันส์เป็นหลัก

สองดาวครับ

Star21

(6/10)