รีวิวหนัง/ภาพยนตร์

The Magic of Belle Isle (2012) มนตร์สะกดเบลล์ ไอเอิล

Untitiled04626

เรื่องนี้อายุหลายปีแล้วน่ะนะครับ แต่ผมเพิ่งได้ดูเมื่อเช้าทางช่องหนังของ True พอเห็นมีเรื่องนี้ในตารางก็ตั้งเวลารอดูเลยล่ะครับ เพราะแนวหนังก็จัดว่าเข้าทางผมอยู่เหมือนกัน (เป็นแนวดราม่าบอกเล่าช่วงหนึ่งของชีวิตคนน่ะครับ)

ดาราก็ Morgan Freeman และผู้กำกับก็คือ Rob Reiner ที่ทำหนังแนวนี้ไว้หลายเรื่องอยู่ (ไม่ว่าจะ The Sure Thing, Stand By Me, When Harry met Sally, The Bucket List และ Flipped) เรียกว่าครบองค์ประชุมน่าดูสำหรับผมเลยล่ะ

เรื่องของ มอนตี้ ไวลด์ฮอร์น (Freeman) นักเขียนนิยายแนวคาวบอยที่เคยโด่งดังในอดีต แต่ตอนนี้เขาประสบปัญหาติดเหล้าจนชีวิตเคว้งคว้าง หลานของเขาก็เลยตัดสินใจพามอนตี้ไปเปลี่ยนบรรยากาศ+ตั้งศูนย์ชีวิตใหม่โดยการไปใช้ชีวิตช่วงซัมเมอร์ที่เกาะเบลล์ (Belle Isle) อันเงียบสงบ

ที่นั่นมอนตี้ได้รู้จักกับชาร์ล็อตต์ (Virginia Madsen) พร้อมทั้งลูกสาวทั้ง 3 คนของเธอ และนั่นล่ะครับคือจุดเริ่มต้นของความสัมพันธ์อันสวยงาม ที่ทำให้มอนตี้ได้รีบูทชีวิตตัวเองอีกครั้ง

ผมคิดถึงหนังแนวนี้เหลือเกินครับ สมัยก่อนตอนยุค 80 – ต้นยุค 2000 หนังแนวนี้มีออกมาเรื่อยๆ หนังประเภท Coming of Age หรือหนังชีวิตที่ดูแล้วชี้ชวนให้เราทบทวนคุณค่าของชีวิตตน แล้วสมัยนั้นหนังแบบนี้ได้เข้าโรงด้วยครับ มีออกมาทุกเดือน แต่มาตอนนี้มันช่างหายากมากขึ้นเรื่อยๆ

ตัวหนังอาจไม่ได้สุดยอดน่ะนะครับ แต่ก็จัดว่าดี เริ่มจากการแสดงของ Freeman ที่เขาเล่นได้ดีเสมอล่ะครับ บทแบบไหนเขาก็เล่นได้และเป็นพลังให้เราอยากติดตามดูเขาไปจนจบได้ ในขณะที่ Madsen ก็เป็นส่วนเสริมที่ดี แต่ถ้าถามถึงคนที่เด่นจริงๆ คงต้องยกให้ Emma Fuhrmann ที่รับบท ฟินนิแกน ลูกสาวคนกลางจอมแก่นของชาร์ล็อตต์ ผมเชื่อว่าหลายคนจะต้องชอบเธอครับ เธอเป็นเด็กฉลาด น่ารัก อาจจะเจ้าอารมณ์บ้างแต่ก็ไม่มากเกินไป จนผมไม่แปลกใจล่ะครับว่าทำไมเธอถึงมีอิทธิพลต่อตัวมอนตี้ได้ขนาดนั้น (ประมาณว่าถ้าเธอโกรธแล้วมอนตี้จะรู้สึกผิด ทั้งที่ปกติเขาจะเป็นคนประเภทที่ไม่สนใครไม่สนโลก)

บรรยากาศเมืองในหนังก็จัดว่าดีเลยครับ ดูแล้วเป็นเมืองที่สงบจริงๆ ซึ่งหนังถ่ายทำกันที่ Greenwood Lake ในนิวยอร์ค ถือว่าเลือกได้เหมาะมากครับ เป็นเมืองเล็กๆ ที่ดูอบอุ่น ต้นไม้เยอะ มีผืนหญ้ามากกว่าถนน ช่วยเสริมอารมณ์ดีๆ ให้กับหนังได้เยอะทีเดียว

Untitiled04627

ผมชอบคำโปรยบนใบปิดของหนังเรื่องนี้ครับ ซึ่งก็คือ A Re-Coming of Age Story ปกติเนี่ยหนังแนว Coming of Age มักจะหมายถึงหนังที่เกี่ยวกับช่วงเปลี่ยนผ่านอันเกิดจากการได้เจอกับประสบการณ์ต่างๆ ของวัยรุ่น ประมาณว่าได้เจออะไรใหม่ๆ เช่น ความรัก, มิตรภาพ หรือการไว้ใจ (มันใหม่สำหรับวัยรุ่นน่ะนะครับ) แล้วเรื่องเหล่านั้นจะส่งผลต่อความคิดความอ่าน หรือต่อการดำเนินชีวิต หรือไม่ก็จะกลายเป็นเข็มทิศสำหรับพวกเขาเมื่อเติบโตเป็นผู้ใหญ่

แต่เรื่องนี้ตัวเอกเป็นคนชราครับ เรียกว่าชีวิตผ่านโลกผ่านอะไรมาเยอะแล้ว เลยช่วงวัยรุ่นไปนานมากๆ แล้ว จนชีวิตเริ่มเข้าสู่โหมดหม่นหมอง ซึ่งเหตุการณ์ในเรื่องนี่ก็ทำให้เขาได้พบกับช่วงเปลี่ยนผ่านอีกหน ทว่าไม่ใช่การเปลี่ยนผ่านแบบวัยรุ่น เพราะประสบการณ์ทั้งหลายที่เจอมันไม่ได้แปลกใหม่อะไรอีกแล้ว แต่เป็นการเปลี่ยนผ่านแบบคนสูงอายุที่ได้กลับมาคิดใคร่ครวญเกี่ยวกับตัวเอง ได้เห็นคุณค่าในตนเองอีกครั้ง พลังต่างๆ ที่เคยลืมเลือนไปหรือจางหายไปก็กลับมาใหม่อันเนื่องจากได้ประสบการณ์ต่างๆ มากระตุ้นเตือน

อย่างตัวมอนตี้นั้นที่เขากลายเป็นคนติดเหล้าและซึมเศร้ากับชีวิต ก็เพราะเรื่องร้ายในอดีตคอยเกาะกินใจเขาจนพลังที่เคยมีค่อยๆ หายไป สุดท้ายเขาก็ไม่เหลืออะไรแม้แต่ความศรัทธาในตนเอง จนกระทั่งเขาได้มาเจอกับฟินนิแกนและครอบครัวของเธอ การได้มีปฏิสัมพันธ์กับพวกเธอทำให้เขากลับมามีพลังอีกครั้ง

เป็นหนังที่สอนเราได้ดีครับ ผมเชื่อว่าทุกคนไม่ว่าจะอยู่ในวัยไหนก็ตามล้วนต้องเคยผ่านช่วงเวลาที่ยากลำบาก ช่วงเวลาที่รู้สึกมืดแปดด้าน หรือหมดกำลังใจในการดำเนินชีวิตกันมาแล้วไม่มากก็น้อย ทีนี้บางคนเลือกที่จะกักขังตัวเองไว้ให้อยู่แต่กับสภาวะนั้นๆ จนตัวเองจมจ่อมดิ่งลึกเป็นคนอมทุกข์มากขึ้นเรื่อยๆ ในขณะที่บางคนเลือกจะหาทางออก พยายามดึงตัวเองออกจากสภาวะนั้นด้วยการไปหาเพื่อนคุย ด้วยการอ่านหนังสือเล่มใหม่ หรือด้วยการพาตัวเองไปทำกิจกรรมใหม่ๆ ไปเปลี่ยนบรรยากาศซะ

ทั้งนี้ส่วนสำคัญก็ขึ้นอยู่กับตัวเราน่ะครับ ว่าเราจะเลือกทางไหน เราจะปล่อยให้ตัวเองจมต่อไป หรือจะหาทางไปต่อ

ผมรู้สึกชอบหนังเรื่องนี้ครับ เพลินไปกับดาราที่ถือว่าแต่ละคนทำหน้าที่ตัวเองได้พอเหมาะ เพลินกับเรื่องราวช่วงหนึ่งในชีวิตของพวกเขาที่มีทั้งเรื่องร้ายเรื่องดีผสมปนเปกัน ได้เห็นผู้คนถ้อยทีถ้อยอาศัยกัน บวกด้วยบรรยากาศเมืองเล็กๆ น่ารักๆ และดนตรีดีๆ โดย Marc Shaiman ที่บรรเลงท่วงทำนองออกมาได้เหมาะกับความเรียบง่ายและอบอุ่นของหนัง ถือเป็นส่วนผสมที่กลมกล่อมอยู่ครับ แม้จะไม่สมบูรณ์แบบแต่ก็พูดได้ว่านี่คือหนังดีๆ อีกเรื่องที่น่าดู

สองดาวครึ่งครับ

Star22

(7/10)