รีวิวหนัง/ภาพยนตร์

The Big Chill (1983) เพื่อนเพื่อเพื่อน

Untitled04433

“ผมรู้จักอเล็กซ์ดี… ผมรักเขามาก… วันนี้ผมเห็นทุกๆ คนที่อเล็กซ์รักมาที่นี่ แต่หลายปีที่ผ่านมาเราไม่ค่อยได้เจอกันเลย… เป็นเพราะเวลามันจำกัด หนทางไกล และธุรกิจที่รัดตัว… อเล็กซ์เป็นศูนย์กลางของเพื่อนๆ ในอดีต และวันนี้เขาก็เป็นศูนย์กลาง พาเรามาพบกันตามเดิม… ผมไม่เข้าใจว่าทำไมเขาทำแบบนั้น แต่ผมรู้อยู่อย่างหนึ่งว่าอเล็กซ์นั้นมีความดีที่ไม่เหมาะกับโลก โลกที่เลวร้ายใบนี้…”

The Big Chill ว่าด้วยเรื่องของเพื่อนกลุ่มหนึ่งที่เคยสนิทเมื่อสมัยเรียน แต่พอเรียนจบแล้วต่างคนต่างก็แยกย้ายกันไป แต่แล้วอเล็กซ์เพื่อนคนหนึ่งของพวกเขาก็ฆ่าตัวตาย ส่งผลให้เหล่าเพื่อนกลับมาเจอกันอีกครั้งในงานศพของอเล็กซ์ และหนังเล่าถึงสายสัมพันธ์กับมิตรภาพระหว่างพวกเขาที่ค่อยๆ กลับมาหลังได้พบหน้าเจอกันอีกครั้ง

ผมชอบหนังแนวนี้ครับ หนังที่เล่าถึงช่วงหนึ่งของชีวิตคน และตอนนี้ผมก็ถือว่าอยู่ในวัยกลางคน ก็เป็นวัยที่พอๆ กับเหล่าตัวละครในหนัง (ณ ตอนนั้น) พอดูแล้วมันเลยรู้สึกอินและเข้าใจอะไรหลายๆ อย่าง ผมเชื่อว่าหากผมดูหนังเรื่องนี้เมื่อตอนอายุ 20 ผมก็คงชอบ แต่อาจจะยังเข้าไม่ถึงในบางประเด็น ทว่าสำหรับตอนนี้ผมว่าผมเข้าถึงสารพัดประเด็นและเรื่องราวที่หนังร้อยเรียงมานำเสนอให้เราได้ชมแล้ว

บทพูดที่ผมนำมาใส่ไว้ข้างต้นคือคำไว้อาลัยที่แฮโรลด์ (Kevin Kline) เพื่อนสนิทของอเล็กซ์ได้กล่าวในงานศพ เป็นประโยคที่อยู่ในช่วง 10 นาทีแรกของหนัง แล้วมันก็โดนใจผมอย่างจังครับ ส่วนหนึ่งก็เพราะผมอายุเข้าวัยกลางคนอย่างที่บอกนั่นแหละ ทำให้เข้าใจถึงสิ่งที่เขาพูด มันคือเริื่องจริงครับว่า ตอนที่เราอายุ 10 กว่าๆ หรือสัก 20 ตอนนั้นเรายังเรียน เราซี้กับเพื่อน ไปไหนไปกัน ความสนิทของมิตรภาพมันเบ่งบานและแน่นแฟ้น แต่พอเรียนจบ พอเริ่มทำงาน พอมีครอบครัว มีพันธะหน้าที่ ตอนนั้นเราจะเริ่มห่างไกลกัน แม้ใจอาจจะอยากเจอ แต่บางทีงานเยอะ บางทีอยู่ไกล ก็ทำให้ต้องเลื่อนวันเจอกัน จากวันเป็นเดือน จากเดือนเป็นปี รู้ตัวอีกทีเราอาจจะได้เจอเพื่อนในตอนงานศพแบบที่แฮโรลด์กับเพื่อนได้เจอกันนั่นแหละ

ถ้าเราย้อนเวลาไปบอกตัวเองตอนอายุ 20 ว่าเดี๋ยวมันจะเป็นแบบนี้นะ เราก็อาจนึกภาพไม่ออก หรืออาจจะไม่เชืื่อ เพราะสมัยนั้นเรากับเพื่อนมีเวลาให้กันมากจะตาย แล้วมันจะมีวันที่เพื่อนต้องห่างไกลกันได้ยังไง

และเราอาจจะยังมองไม่ออกว่าโลกนี้มีมุมมืดที่น่ากลัว และมีความโหดร้ายแฝงตัวอยู่ภายใต้โลก (ที่ดูปกติ) ได้อย่างไร

แต่ถึงจุดหนึ่ง เราจะเริ่มเข้าใจว่ามันจริง ไม่มากก็น้อย

Untitled04434

ผมรู้สึกว่าหนังเรื่องนี้เขียนบทขึ้นโดยคนที่เคยผ่านเรื่องแบบนี้มาแล้ว ว่าง่ายๆ คือผ่านโลกมาสัก 25 – 30 ปีซึ่งคนที่เขียนบทก็คือ Lawrence Kasdan กับ Barbara Benedek ตัวบทนั้นเรียบง่ายครับ แต่ดูแล้วอิน (สำหรับคนที่มีประสบการณ์ประมาณเดียวกัน) บทสนทนาต่างๆ หรือสถานการณ์ต่างๆ มันคืออะไรที่เกิดขึ้นได้จริงยามเพื่อนมาเจอกัน ไม่ว่าจะการพูดคุยหยอกล้อ การแซวเหน็บจิกกัด การทะเลาะเบาะแว้งทุ่มอารมณ์เถียงกัน หรือการขุดอดีตมาตอกย้ำ

บทสนทนาในหนังนั้นเต็มไปด้วยเรื่องชวนคิดครับ มันสะท้อนความจริงได้และบางครั้งก็เป็นการตั้งคำถามต่อชีวิต ซึ่งเราต้องผ่านอะไรมาระดับหนึ่งถึงจะเริ่มตั้งคำถามที่ว่านั่น เลยทำให้หนังเรื่องนี้ไม่น่าเบื่อเลย (ยกเว้นท่านจะไม่ชอบหนังชีวิตและเบื่อหนังที่มีแต่คนคุยกัน) การคุยกันของเหล่าเพื่อนก็เหมือนการสำรวจชีวิตทั้งของเราและของเขาไปในตัว หลายครั้งทีเดียวที่บทพูดในหนังทำให้เราย้อนมองมาถึงชีวิตของเราเอง

ผมชอบตอนที่เม็ก (Mary Kay Place) พูดว่า “ฉันรู้สึกว่าตัวเองงกขึ้นเรื่อยๆ” มันคือความเปลี่ยนแปลงอย่างหนึ่งเมื่อเราโตขึ้น โอเคครับตอนเรายังเด็กหรือยังหนุ่มยังสาวเราอาจใจกว้าง เพื่อนขอยืมเงินเราก็ให้ ใครขออะไรเราก็ให้ แต่เมื่อเราผ่านโลกมาระดับหนึ่ง เมื่อเราโดนโลกกระทำในระดับหนึ่ง และมีเรื่องต้องรับผิดชอบในชีวิตมากในระดับหนึ่ง เราก็จะเห็นแก่ตนมากขึ้น ทำอะไรเพื่อปกป้องตัวเรามากขึี้น นี่คือสิ่งปกติอย่างหนึ่งที่เกิดขึ้นกับคนมากมาย แต่มันขึ้นกับว่าเราจะยอมรับว่าตัวเราเป็นแบบนั้นหรือเปล่าเท่านั้นเอง

หรือตอนที่แฮโรลด์กับไมเคิล (Jeff Goldblum) เดินเล่นกลางทุ่ง แล้วคุยกันเรื่องสมัยก่อนตอนที่พวกเขาคิดจะรวมเงินกันเพื่อซื้อที่ดินแต่ก็ทำไม่ได้เพราะเงินไม่พอ แล้วไมเคิลก็พูดขึ้นว่า “สมัยนั้นคนรวยคือคนเลวน่ะนะ” ก็เป็นการสะท้อนแนวคิดของพวกเขาเมื่อสมัยยังหนุ่มว่า สมัยนั้นการคิดเรื่องเงินคือความงก คือสิ่งน่าเกลียด ประเภทว่าถ้าเพื่อนขอยิืมเงินแล้วเราไปทวงเราจะกลายเป็นพวกหน้าเงิน (ทั้งที่จริงๆ คนที่ยืมสมควรต้องคืนตามหน้าที่) หรือหากเราทำอะไรก็ตามแล้วเรียกค่าจ้างหรือพูดถึงเรื่องเงิน เราก็จะดูเป็นพวกเห็นแก่เงิน นั่นทำให้เรายอมทำอะไรแบบฟรีๆ เพื่อที่จะได้ถูกขนานนามว่าเป็นคนดีมีน้ำใจ แต่การทำแบบนั้นก็ทำให้เราไม่ค่อยมีเงิน (ทั้งที่จริงๆ การทำอะไรหลายๆ อย่างแล้วได้เงิน มันคือสิทธิ์ปกติของคนทั่วไป)

ครั้นพอโตขึ้นก็ถึงจะเข้าใจน่ะครับ ว่าแม้เงินจะไม่ใช่สิ่งที่สำคัญที่สุดของชีวิต แต่เราก็ต้องใช้มันในการดูแลชีวิต ใช้มันจ่ายค่าน้ำ ค่าไฟ ค่าอาหาร ค่าปัจจัย 4 ค่าเดินทาง ค่าอะไรต่อมิอะไร พอถึงวาระนั้นเราค่อยมาตระหนักถึงความจำเป็นของการมีเงิน และเข้าใจว่าการมีเงินไม่ใช่สิ่งเลวอย่างที่เคยคิดกัน

บางคนได้รู้ซึ้งถึงสัจธรรม ตอนมือกำใบแจ้งหนี้ที่ค้างชำระ…

หรือตอนที่นิค (William Hurt) นั่งดูทีวีที่เขาเองก็ไม่รู้ว่ากำลังดูเรื่องอะไร รู้แต่ว่าเห็นคนกำลังมีเรื่องกัน ไม่แน่ใจด้วยซ้ำว่าคนไหนเป็นคนดีหรือคนร้าย เขาเลยพูดขึ้นมาว่า “ดูหนังแล้วย้อนมาดูตัว… เราเป็นพระเอกหรือคนร้ายกันแน่นะ?”

เป็นเรื่องธรรมดาที่เราจะรู้สึกว่าเราคือพระเอกหรือนางเอกของละครชีวิตตนเอง บางครั้งเราเห็นแก่ตัว แต่เราก็จะมีข้ออ้างเพื่อบอกตัวเองว่าเราจำเป็นและมันไม่ผิดหรอก แต่หากเป็นคนอื่นมาเห็นแก่ตัวใส่เรา เราก็พร้อมจะมองว่าคนอื่นนั้นคือตัวร้ายได้ทันที… นี่ก็ความจริงอีกมุมของชีวิตเหมือนกัน

Untitled04435

ในแง่หนึ่งการดูหนังเรื่องนี้ก็เหมือนได้คุยกับเพื่อนน่ะครับ เหมือนเพื่อนมาเล่าเรื่องราวเกี่ยวกับชีวิตแล้วก็พูดความคิดออกมาให้ฟัง ด้วยความที่วัยผมมันเหมาะเจาะกับเรื่องที่เขาเล่าด้วย ก็เลยทำให้รู้สึกโดนเป็นพักๆ ระหว่างดูก็คิดถึงเพื่อนด้วยล่ะครับ ไม่รู้แต่ละคนตอนนี้เป็นยังไงบ้าง ไม่รู้ว่าพวกเขาจะรู้ไหมว่าเรากำลังคิดถึงอยู่ ใจนั้นอยากได้เจอเพื่อนๆ อีกครับ แต่ก็เหมือนที่แฮโรลด์พูดไว้ตอนต้นนั่นแหละว่าพอเรามีอะไรที่ต้องทำเกี่ยวกับชีวิตของเราเยอะ เราเลยหาเวลาไปเจอเพื่อนไม่ค่อยได้

แต่มีอยู่ประโยคหนึ่งที่พอฟังแล้วก็ฉุกคิดขึ้นมาเหมือนกัน ตอนที่ซาร่าห์ (Glenn Close) พูดว่า “บางทีการเป็นเพื่อนอาจเป็นแค่แฟชั่น” ผมรู้สึกว่ามันน่าคิดและน่าสนใจไปพร้อมๆ กันครับ และทำให้เรามองคำว่า “เพื่อน” ในหลากมุมและหลายมิติมากขึ้น การที่เรากับเพื่อนมาคบหากันนั้นเกิดขึ้นได้จากหลายสาเหตุ อาจเพราะเรากับเขาเข้ากันได้ เพราะเรากับเขาคิดเหมือนกัน มีประสบการณ์บางอย่างร่วมกัน หรือบางคนคบเพราะผลประโยชน์บางประการก็มี แต่ขณะเดียวกันก็น่าคิดเหมือนกันว่าเหตุผลหนึ่งที่ทำให้เราอยากมีเพื่อนก็เพราะคนในสังคมเขาก็มีเพื่อนกันทั้งนั้น เราเลยอยากจะมีบ้าง มันอาจเป็นไปตามพลังของกระแส พลังกลุ่ม หรือพลังกระบวนการทางสังคม… มันคือแฟชั่นอย่างหนึ่ง

มันเป็นอะไรที่คาบเกี่ยวกันได้ครับ เราอาจอยากมีเพื่อนด้วยเหตุผลมากกว่าหนึ่งข้อขึ้นไป หรือบางคนอาจมีสาเหตุเป็นสิบเลยก็ได้ และหนึ่งในนั้นก็อาจเป็นอย่างที่ซาร่าห์คิด ว่าการที่เราเหล่าเพื่อนมาคบกันอาจเป็นแฟชั่นประจำช่วงวัยที่ใครๆ ก็ต้องมี

ผมรู้ครับว่าถึงตรงนี้หลายคิดอาจคิดค้าน เพราะมองคำว่าแฟชั่นเป็นคำในเชิงลบ เหมือนถ้าเราคบเพื่อนเป็นแฟชั่นมันคือความไม่จริงใจ แต่อย่าลืมครับว่าเรามันอาจเป็นแค่ส่วนหนึ่งของเหตุผลในการมีเพื่อนทั้งหมด มันไม่แปลกครับถ้าเราจะอยากมีเพื่อนเพราะเราถูกใจที่จะคบหา และและไม่แปลกหากเราจะมีเพื่อนเพราะเรารับรู้ว่าใครๆ เขาก็มีเพื่อนกันทั้งนั้น มันอาจเป็นกระแส มันอาจเป็นแฟชั่น แต่หากมันนำเราไปสู่สิ่งดีๆ และมันไม่เดือดร้อนใคร ก็ไม่ใช่สิ่งที่แย่

ผมมองว่าประโยคนี้เป็นแง่มุมที่น่าสนใจครับ มันทำให้เรามองเห็นบริบทของการคบเพื่อนมากขึ้นกว่าเดิม และทำให้ตระหนักว่าแต่ละสิ่งมันก็มีรายละเอียดปลีกย่อยผสมผสานปนเปกันอยู่

Untitled04436

ผมชอบหนังเรื่องนี้จริงๆ ครับ บทเขียนได้ดี กระตุกความคิดและทำให้คิดถึงเพื่อน ขณะเดียวกันเรื่องราวก็น่าติดตาม ซึ่งพลังสำคัญก็มาจากนักแสดงที่แต่ละคนได้แจ้งเกิด (หรือแจ้งเกิดซ้ำ) จากบทบาทในหนังเรื่องนี้ ไม่ว่าจะ Tom Berenger, Glenn Close, Jeff Goldblum, William Hurt, Kevin Kline, Mary Kay Place และ JoBeth Williams ทุกคนแสดงกันได้อย่างสอดประสานครับ ส่วนหนึ่งก็เนื่องจากก่อนที่หนังจะเริ่มถ่ายทำ ผู้กำกับ Lawrence Kasdan ได้พาเหล่าดารามารวมตัวกันและท่องเที่ยวไปไหนมาไหนด้วยกันอย่างหลายอาทิตย์เพื่อสร้างมิตรภาพระหว่างพวกเขาให้เกิดขึ้น อันจะส่งผลให้พอพวกเขาแสดงในหนังแล้ว จะได้ดูเป็นเพื่อนกันจริงๆ ซึ่งกลยุทธ์ที่ว่าก็ประสบความสำเร็จอย่างสวยงามครับ เพราะระหว่างดูนี่เรารู้สึกจริงๆ ว่าพวกเขาคือเพื่อนกัน

ส่วน Meg Tilly ผมขอแยกออกมากล่าวตรงนี้เพราะบทของเธอไม่ได้อยู่ในกลุ่มเพื่อนนี้แต่แรก แต่เธอเป็นคนที่ได้อยู่ใกล้ชิดกับอเล็กซ์ก่อนเขาตาย ซึ่ง Tilly ก็แสดงได้ดีครับ และปีนี้ถือเป็นปีที่ดีของเธอเพราะนอกจากจะเป็นที่รู้จักจากหนังเรื่องนี้แล้ว เธอยังได้แสดงนำใน Psycho II อีกด้วย ซึ่งเรื่องหลังนี่แจ้งเกิดให้เธอแบบเต็มๆ ครับ

ส่วนอเล็กซ์นั้น จริงๆ คนที่มารับบทคือ Kevin Costner ครับ มีการถ่ายทำภาพแฟลชแบ็คย้อนอดีตเพื่อให้เราได้รู้จักอเล็กซ์มากขึ้น แต่สุดท้ายฉากของอเล็กซ์ก็โดนตัดออกทั้งหมด ทำให้ Costner ไม่ได้ปรากฏตัวในเรื่องเลย แต่ภาพตอนไตเติ้ลที่ถ่ายตามส่วนต่างๆ ของศพอเล็กซ์นั้น ถ่ายจากตัว Costner จริงครับ ดังนั้นแม้เราจะไม่ได้เห็นหน้า แต่อย่างน้อยเราก็ได้เห็นผม เห็นมือของ Costner ครับ

และด้วยความที่ Costner ไม่ได้ปรากฏตัวในเรื่อง ผู้กำกับ Kasdan เลยตกลงใจว่าในผลงานเรื่องต่อไปของเขา Costner จะต้องได้ร่วมแสดงและรับบทนำ ซึ่งเรื่องที่ว่าก็คือ Silverado นั่นเอง

และนี่ถือเป็นผลงานที่น่าจดจำมากๆ อีกเรื่องของ Kasdan ครับ เขาคุมจังหวะหนังได้ดี ดูเป็นธรรมชาติ ผมชอบที่เขาใส่ใจในรายละเอียดของการใช้ภาพในการเล่าเรื่อง หรือการกำหนดสถานการณ์ต่างๆ เพื่อทำให้เราเห็นถึงความสัมพันธ์ระหว่างตัวละคร เช่น ตอนเปิดเรื่องมา ฉากในงานพิธีศพถ้าสังเกตดีๆ ว่าใครทำอะไรกับใครอย่างไร เราก็จะรู้ได้ไม่ยากครับสายสัมพันธ์ของแต่ละคนเป็นแบบไหน หรือใครมีนิสัยใจคออย่างไร เช่น แซม (Berenger) เป็นดารา ส่วนไมเคิลก็ป้อสาวไปเรื่อย เห็นคนสวยเป็นไม่ได้ อะไรแบบนี้เป็นต้น

ที่ชอบอีกอย่างคืออากัปกิริยาของกลุ่มคนมันก็สะท้อนอะไรได้เหมือนกันครับ เราจะได้เห็นกลุ่มคนที่เป็นเพื่อนกัน ได้เห็นกลุ่มคนที่ไม่เคยรู้จักกันมาก่อน เพิ่งเคยได้มารู้จักกันก็ในงาน ทั้งสองกลุ่มนี้การแสดงออกก็จะต่างกันและสิ่งนี้ก็เป็นการปูพื้นความสัมพันธ์สำหรับองก์ต่อๆ ไปของหนังได้อย่างดี… มันทำให้เราเห็นเลยน่ะครับว่าคนทำเขาใส่ใจรายละเอียดในเรื่องของบทจริงๆ (เพราะไม่ใช่หนังชีวิตทุกเรื่องที่เราจะได้เห็นอะไรแบบนี้)

ตัวหนังประสบความสำเร็จอย่างสวยงามครับ ลงทุนประมาณ $8 ล้าน ได้คืนมา $56 ล้าน กำไรเพียบครับ และหนังยังได้ชิง 3 รางวัลออสการ์ ได้แก่ ภาพยนตร์ยอดเยี่ยม, นักแสดงสมทบหญิงยอดเยี่ยม (Glenn Close) และบทภาพยนตร์ยอดเยี่ยมครับ แต่สุดท้ายก็ไม่ได้รางวัลกลับมาครับ แต่ในความคิดผมนั้น แค่ได้เข้าชิงก็ยอดมากแล้วครับ และหนังก็สมควรเข้าชิงด้วยเพราะของเขาดีจริงๆ (ปีนั้น Terms of Endearment ได้หนังยอดเยี่ยมครับ)

ถือเป็นหนังชีวิตที่ทำได้ดีครับ ใครชอบหนังประเภทตัวละครกลับมาเจอกันแล้วก็สนทนากันเรื่องต่างๆ ผมก็ขอแนะนำเรื่องนี้เลยครับ ดาราดี กำกับดี เดินเรื่องดี จังหวะมุมกล้องก็ดี และเพลงประกอบที่คัดมาก็เข้ากับแต่ละฉาก ได้อารมณ์กำลังเหมาะทีเดียว

และนี่คือเป็นหนังเรื่องแรกในชุด Generation Trilogy ของ Kasdan ครับ (เรื่องถัดมาคือ Grand Canyon (1991) ส่วนเรื่องที่ 3 คือ Darling Companion (2012) แต่ละเรื่องนำแสดงโดย Kevin Kline ทั้งสิ้น) ซึ่งไตรภาคชุดนี้คือการเจาะลึกไปยังเรื่องราวของคนใน Generation ของ Kasdan เอง เป็นเหมือนการบันทึกและสะท้อนความเป็นคน Generation นั้นแล้วถ่ายทอดออกมาเป็นหนัง

หนังเรื่องนี้มีดีจริงครับ

สองดาวสามส่วนสี่ดวงครับ

Star22

(7.5/10)