รีวิวหนัง/ภาพยนตร์

Every Day A Good Day (2018) หัวใจ ใบชา ความรัก

Untitled04209

ภาพยนตร์เรื่องนี้… ธรรมดาอย่างยิ่ง… เรียบง่ายอย่างยิ่ง…งดงามอย่างยิ่ง… ยอดเยี่ยมอย่างยิ่ง… พอดูจบแล้ว มันทำให้ผมอิ่มเอมอย่างยิ่ง แต่ขณะเดียวกันใจก็สัมผัสได้ถึง “ความว่างของชีวิต“… พูดได้เต็มปากครับว่า ผมชอบหนังเรื่องนี้อย่างยิ่ง

สิ่งที่ผุดขึ้นมาระหว่างที่ผมดูก็คือ “ดีที่เราดูหนังเรื่องนี้ตอนอายุเยอะแล้ว” เพราะเป็นไปได้ว่าหากผมดูหนังเรื่องนี้ตอนอายุยังน้อยๆ ผมอาจไม่ได้รู้สึกประทับใจหนังมากนัก แต่นี่พอผมอายุใกล้ 40 ชีวิตได้ผ่านอะไรๆ มาพอสมควร พวกประสบการณ์ที่ได้รับระหว่างการเดินทางมาจนอายุตอนนี้มันมีส่วนช่วยทำให้ผมอิ่มเอมกับหนังเรื่องนี้ได้อย่างมาก

ประเด็นนี้ก็มีการพูดถึงในหนังเหมือนกันครับ เปิดเรื่องมา โนริโกะ (Haru Kuroki) ก็เล่าให้คนดูฟังว่าตอนเด็กๆ เธอได้ไปดูหนังเรื่อง La strada ของผู้กำกับ Federico Fellini แล้วเธอก็ยอมรับออกมาตรงๆ ว่าหนังไม่สนุกเลย สู้หนังการ์ตูนของ Disney ก็ไม่ได้

ต้องรอจนเธออายุมากขึ้น เธอจึงจะตระหนักถึงคุณค่าของหนังเรื่องดังกล่าว… ผมว่าเราหลายคนก็เคยมีประสบการณ์ทำนองนี้มาก่อน จริงไหมครับ

ผมว่ามันเป็นเรื่องธรรมดาของชีวิตอย่างหนึ่งนะครับ มันมีอะไรอีกมากมายหลายอย่างที่ตอนเราอาจจะยังไม่เข้าใจเมื่อสมัยเรายังเด็ก ยังประสบการณ์ไม่มาก เราอาจมองเรื่องบางเรื่องอย่างสงสัย มองอย่างไม่งุนงง หรือมองว่าบางเรื่องที่ผู้ใหญ่ทำมันดูยุ่งยากพิกล แต่ครั้นพออายุมากขึ้น เราถึงจะเข้าใจหรือเข้าถึงมัน และไม่มองว่ามันไร้สาระอีกต่อไป

เหมือนอย่างที่โนริโกะเคยมองพิธีการต่างๆ ในการชงชาอย่างสงสัย ว่าขั้นตอนทั้งหลายจะมีไปเพื่ออะไร แต่เมื่อเธอผ่านการชงชา (พร้อมๆ กับผ่านเรื่องราวต่างๆ ในชีวิต) มานานมากพอ เธอก็เริ่มมองเห็นคุณค่าของพิธีชงชาที่มีต่อชีวิตของผู้คน อย่างตัวโนริโกะเองก็เข้าใจชีวิตมากขึ้นผ่านการชงชาเหมือนกัน

ยอมรับครับว่าผมดูหนังเรื่องนี้อย่างไม่คาดหวังว่าหนังจะทำให้เราเข้าใจความหมายของพิธีชงชามากขึ้นหรือไม่ เพราะสมัยก่อนเวลาดูหนังเกี่ยวกับวัฒนธรรมประเพณี ก็อดไม่ได้ที่จะคิดว่าหนังคงทำให้เราเข้าถึงมันมากขึ้น แต่ก็มีหลายเรื่องเลยที่ไม่สามารถไปถึงจุดนั้นได้ ทว่ากับเรื่องนี้ ผมไม่คาดหวังครับ และผลก็คือหนังทำให้ผมรู้สึกอิ่มกับพิธีชงชามากขึ้นกว่าตอนก่อนดู

hhgv

หนังเดินเรื่องอย่างเรียบง่ายครับ ไม่ได้มีพล็อตที่หวือหวาหรือเนื้อเรื่องที่มีปมชวนติดตามอะไร หลักๆ เลยหนังเล่าถึงการที่โนริโกะได้เรียนชงชากับอาจารย์ทาเคดะ (Kirin Kiki) เริ่มตั้งแต่สมัยเรียนมหาวิทยาลัยยาวมาจนถึงตอนเธอเข้าสูู่วัยกลางคน โดยระหว่างนั้นชีวิตเธอก็จะมีเรื่องราวต่างๆ สอดแทรกเข้ามา ไม่ว่าจะเรื่องงาน เรื่องการค้นหาตนเอง เรื่องความรัก หรือความสูญเสีย แต่ก็อย่างที่บอกน่ะครับว่าหนังไม่ได้เล่าเรื่องแบบบีบอารมณ์เรา หนังเลือกจะเล่าไปเรื่อยๆ อย่างเรียบง่าย ซึ่งถ้าใครไม่ถนัดหนังสไตล์นี้ก็อาจเบื่อเอาได้

แต่สำหรับผมแล้ว ท่ามกลางความเรียบง่าย หนังมีอะไรแฝงไว้ตลอดครับ ไม่ว่าจะแง่คิด ปรัชญา และสาระแห่งการใช้ชีวิตที่บางครั้งก็สอนเราแบบตรงๆ หรือไม่บางครั้งก็ต้องใช้เวลาเพ่งพินิจในระดับหนึ่งถึงจะเห็น

บางเหตุการณ์ก็จะถูกเล่าเอาไว้รอบหนึ่งในตอนต้น ซึ่งอาจดูไม่มีความสลักสำคัญอะไรมากนัก แต่หนังก็จะเล่าเหตุการณ์ทำนองนั้นอีกครั้งในตอนท้าย ซึ่งการเล่าครั้งหลังนี่แหละครับที่จะมาพร้อมความหมายบางอย่าง… ผมมาอิ่มเอมมากๆ ก็ตอนท้ายนี่แหละครับ ท่ามกลางความเรียบง่ายตลอดเรื่องของหนังนั้น หนังได้แอบปูพื้นอะไรบางอย่างเอาไว้อย่างพอเหมาะ แล้วก็มาสรุปในตอนท้ายอย่างเรียบง่ายและงดงาม จนผมตั้งใจว่าจะเอามาดูซ้ำอีกเร็วๆ นี้ครับ เพราะอยากซึมซับในความเรียบง่ายและอยากอิ่มเอมกับสาระที่หนังบอกเรา (ทั้งทางตรงและทางอ้อม)

ถ้าถามว่าหนังเรื่องนี้เป็นแนว Feel Good ไหม? ผมมองว่าหนังมัน Feel Simple มากกว่าครับ คือหนังอาจทำให้เรารู้สึกดีเมื่อดูจบ แต่ Feel Good เหมือนจะไม่ใช่ประเด็นสำคัญที่หนังชี้ชวนให้เราเห็น สิ่งที่หนังชี้ชวนให้เราสัมผัสคือความธรรมดา ความเรียบง่าย ความเป็นไปของชีวิต ทำให้เรามองว่าสิ่งต่างๆ ที่ผ่านเข้ามา ล้วน “เป็นเช่นนั้นเอง”

หากเรายอมรับสรรพสิ่งทั้งบวกและลบ ทั้งดีและร้ายด้วยใจที่เรียบง่าย (เจอเรื่องดีก็ไม่ได้ปรุงใจตัวเองจนฟุ้งเฟ้อไปกับมัน หรือพอเจอเรื่องไม่ดีก็ไม่ปรุงใจให้ทุกข์ตรมซ้ำแผลตัวเองมากขึ้นกว่าเดิม) รับมือกับชีวิตอย่างรู้เท่าทัน จะดีมาหรือร้ายมาก็เข้าใจว่ามัน “เป็นเช่นนั้นเอง” เราก็จะสามารถไหลผ่านชีวิตแต่ละช่วงไปได้อย่างพอเหมาะพอดี ไม่ติดหล่มติดขัด

Untitled04210

เป็นหนังอีกเรื่องที่ผมอยากให้ทุกท่านได้ดูครับ ลองสักครั้ง หากสรรพสิ่งในตัวท่านพอเหมาะกับหนังแล้ว หนังจะให้อะไรหลายๆ อย่างกับท่านได้ แต่หากดูแล้วเฉยๆ ไม่ชอบ หรือเบื่อหน่ายแล้วล่ะก็ อันนี้ไม่เป็นไรครับ ก็แค่หยุดดู แล้วรอครับ รอสัก 10 ปี 20 ปี (หรือสัก 12 ปี) แล้วค่อยเอามาดูใหม่ ท่านอาจจะได้อะไรจากหนังมากขึ้นในแบบที่ท่านคาดไม่ถึงก็ได้

ชีวิตก็มีจังหวะของมันครับ ในบางช่วงวัยอาจยังไม่ใช่จังหวะของบางสิ่ง เราอาจต้องรอให้ตัวเราเองบ่มเพาะบางสิ่งให้พอเหมาะเสียก่อน รอให้บางสิ่งเบ่งบานมากพอแล้ว เมื่อนั้นเราจะพร้อมเอง

ในหนังมีหลากหลายแง่คิดที่ผมชอบครับ บางอันก็ตรงที่กับที่เคยคิด อย่างเรื่องที่ว่า “การเจอกันระหว่างเราและใครบางคนนั้น อาจเป็นการเจอกันครั้งสุดท้าย” นั่นเป็๋นอะไรที่ผมคิดอยู่เสมอๆ ว่าการเจอกันครั้งล่าสุดของเรากับเพื่อน หรือกับใครก็ตาม มันอาจเป็นการเจอกันครั้งสุดท้ายก็ได้… เวลาที่ความคิดแบบนี้ผุดขึ้นมาในหัวทีไร ใจผมมันรู้สึกหวิวแปลกๆ ทุกที

แต่ขณะเดียวกันมันก็ทำให้เราตระหนักถึงการเจอกันแต่ละครั้ง… ว่าเราควรทำให้มันเป็นการเจอกันที่ดี ที่คุ้มค่า และมีความหมาย ชนิดที่ต่อให้มันเป็นการเจอกันครั้งสุดท้าย เราก็จะระลึกถึงมันในทางที่ดี

ผมชอบประโยคนี้ในหนังมากๆ ครับ เป็นฉากที่อาจารย์และนักเรียนทุกคนมาชงชาถ้วยแรกของปี อาจารย์ทาเคดะกล่าวขึ้นว่า “บางคนจะมองว่าเราทำซ้ำกันเหมือนทุกปี แต่มาช่วงนี้ฉันกลับคิดว่าการที่เรายังทำอะไรเหมือนเดิมได้ นี่ต่างหากล่ะคือความสุขที่แท้จริง”… ผมชอบมากๆ เลยครับ

ผมมีความสุขกับหนังเรื่องนี้ครับ จนบอกได้เลยว่า นี่เป็นหนึ่งในหนังไม่กี่เรื่องที่สามารถนำเสนออย่างเรียบง่าย แล้วทำให้ผมสัมผัสได้ถึงความสุขของชีวิตมากถึงขนาดนี้ 

และผมขอชื่นชมทีมพากย์พันธมิตรนะครับ พวกท่านทุกคนพากย์หนังเรื่องนี้ได้อย่างพอเหมาะ เข้ากับโทนเรื่องและอารมณ์ของหนังอย่างมาก (ไม่มีการเล่นมุกตึ้งโป๊ะสอดแทรกลงไป) ผมจึงอยากจะขอบคุณครับสำหรับการพากย์อันสวยงามครั้งนี้ ที่มีส่วนเพิ่มความงดงามให้กับหนังได้มากขึ้นไปอีก ขอขอบคุณจริงๆ ครับ

สาวดาวเต็มๆ ครับ

 

 

โฆษณา