รีวิวหนัง/ภาพยนตร์

In the Tall Grass (2019) พงหลอนมรณะ

Untitled04130

ถือเป็นหนังที่เข้าทางผมเลยครับ เรื่องราวลึกลับหลอนๆ ผสมเรื่องเหนือธรรมชาติเกี่ยวกับอำนาจลี้ลับที่มาพร้อมปริศนา (ว่าตกลงมันคืออะไรกันแน่) แม้ตัวหนังจะไม่ได้สุดยอดก็ตาม แต่ถือว่าดูได้เพลินๆ ไม่ผิดหวังเท่าไรครับ (อาจเพราะลดความคาดหวังไปตั้งแต่ต้นนั่นเอง 555)

เปิดมาหนังก็แนะนำให้เรารู้จักกับ 2 พี่น้อง คาล (Avery Whitted) และเบ็คกี้ (Laysla De Oliveira) ซึ่งรายหลังกำลังตั้งครรภ์อยู่ พวกเขาขับรถผ่านมาที่โบสถ์แห่งหนึ่ง ฝั่งตรงข้ามของโบสถ์มีทุ่งหญ้าขนาดใหญ่ และจู่ๆ เบ็คกี้ก็ได้ยินเสียงเด็กชายคนหนึ่งกำลังร้องขอความช่วยเหลือมาจากทุ่งหญ้านั่น

ในที่สุดคาลกับเบ็คกี้ก็เดินเข้าไปในนั้นครับ แต่ยิ่งเดินพวกเขาก็ยิ่งหลง กลายเป็นว่าพงหญ้านี้เป็นเหมือนเขาวงกตที่ไร้ทางออก และยังมีความสยองรอพวกเขาอยู่อีกต่างหาก

ช่วงต้นๆ หนังค่อนข้างจะเรื่อยๆ ครับ สารภาพว่ามีวาระที่แอบเบื่ออยู่เหมือนกัน เพราะหันไปทางไหนก็มีแต่หญ้า หนังเลยไม่มีลูกเล่นอะไรมากนัก แต่พอตัวละครที่ชื่อเทรวิส (Harrison Gilbertson) โผล่เข้ามา ความน่าสนใจก็เริ่มเพิ่มขึ้น ส่วนหนึ่งอาจเพราะเราเริ่มเข้าใจเกี่ยวกับพงหญ้านี่มากขึ้น ว่ามันทำอะไรได้บ้าง และมีเรื่องเกี่ยวกับไทม์ไลน์ที่มาสร้างปมให้น่าติดตามขึ้น อีกทั้งเราเริ่มรู้จักนิสัยของตัวละครแต่ละคนที่มาติดอยู่ในนี้ด้วยว่าใครเป็นยังไง หนังเลยน่าสนใจขึ้น

หนังชวนให้นึกถึง Cube ครับ ซึ่งทั้งเรื่องนั้นและเรื่องนี้ก็ล้วนกำกับโดย Vincenzo Natali แน่นอนว่า Cube อร่อยถึงเครื่องมากกว่า มีความเข้มข้นและกดดันมากกว่า ในขณะที่เรื่องนี้จัดว่ามาในสูตรเดียวกัน แค่เปลี่ยนจาก “ห้องลูกบาศก์ลึกลับ” มาเป็น “พงหญ้าล้อมหน้าล้อมหลัง” แทน ซึ่งส่วนหนึ่งที่เรื่อง Cube อร่อยกว่าคงเพราะมันค่อยๆ เผยความลับเกี่ยวกับห้องลูกบาศก์ในจังหวะที่พอเหมาะ และเงื่อนไขที่เกี่ยวกับห้องลูกบาศก์ค่อนข้างชัด เลยทำให้เราลุ้นไปกับหนังได้แบบมีทิศทาง

ในขณะที่เรื่องนี้ เงื่อนไขของมิติในพงหญ้าอาจจะยังไม่ชัดนัก ไม่แน่ใจเหมือนกันว่าเป็นความตั้งใจของคนเขียนบท (ซึ่งก็คือ Natali นั่นแหละครับ เขาดัดแปลงมากจากหนังสือของ Stephen King และ Joe Hill) หรือเพราะยังตีประเด็นไม่แตกกันแน่ เลยทำให้ไม่ชัด ซึ่งจุดนี้มันก็ทำให้เราแอบงงในหลายๆ ตอน (เพราะไม่เข้าใจว่าอะไรเป็นอะไรกันแน่) และพอความงงมาโคจรในหัวแล้ว มันเลยเบียดบังทำให้ความรู้สึกตื่นเต้นลุ้นระทึกพลอยลดปริมาณลงไปพอสมควรครับ

ดูแล้วทำให้ตระหนักเลยครับว่าความพอเหมาะพอดีนี่เป็นพลังสำคัญที่จะทำให้รสชาติของหนังกลมกล่อม ถ้าอันไหนขาดหรือเกินก็มีผลทำให้ความอร่อยของหนังเพิ่มหรือลดได้ทั้งสิ้น อย่างใน Cube ผมว่ามันพอเหมาะ ปริศนาของห้องลูกบาศก์ถือว่าเผยปมได้ค่อนข้างครบ แต่ขณะเดียวกันก็ยังมีความลึกลับเก็บไว้ให้เราลุ้น ยิ่งมาบวกกับปมตัวละครดีๆ แล้ว ผลที่ได้มันเลยอร่อย แต่กับเรื่องนี้แม้ปมตัวละครจะดี แต่ความพอเหมาะของความลึกลับยังจัดว่าดีได้อีกครับ

Untitled04131

แต่หากไม่คิดมากหนังก็โอเคน่ะครับ อย่างน้อยดาราในเรื่องก็แสดงกันได้ดี คนที่คุ้นหน้าที่สุดก็คือ Patrick Wilson ที่เหมาะอยู่แล้วครับกับบททำนองนี้ ส่วนคนอื่นๆ ก็เล่นได้พอเหมาะตามที่บทจะอำนวย โดยเฉพาะเจ้าหนู Will Buie Jr. ที่ถือว่าเล่นเป็นโทบินได้ดี เช่นเดียวกับ Whitted ที่ดูก็สัมผัสได้ตั้งแต่ต้นว่าคาแรคเตอร์เขาน่าจะเป็นแบบไหน ดังนั้นในแง่ดาราถือว่าเลือกมาได้ดีครับ

ส่วนเรื่องมิติในพงหญ้าก็ลึกลับดีครับ ช่วงต้นๆ ตอนที่เรายังไม่รู้อะไรก็อาจจะงงหน่อย แต่พอเริ่มเข้าใจมากขึ้นก็ทำให้พงหญ้ามันดูหลอนขึ้น แต่ก็อย่างที่บอกครับว่ามันยังไม่สุด บางอย่างยังคลุมเครือไปหน่อย ซึ่งสำหรับบางคนอาจรู้สึกว่ามันเป็นเสน่ห์ของหนังแนวนี้ แต่สำหรับผมแล้ว บางอย่างถ้าคลุมเครือไป (เช่น เรื่องเงื่อนไขความพิศวงของพงหญ้า) มันก็มีผลกับความลื่นของเรื่องราวครับ

ในขณะที่ส่วนที่เกี่ยวกับ “อำนาจที่อยู่เบื้องหลังพงหญ้า” ถือว่านำเสนอได้แบบพอเหมาะครับ ซึ่งจุดนี้ยิ่งเข้าทางผมนะ เจ้าพลังอำนาจที่ว่านี่ถือว่าชวนให้นึกถึงงานของ H.P. Lovecraft เลย ดูเก่าแก่ โบราณ และสยองจนน่าขนลุก ในประเด็นนี้ถือว่าเพิ่มความน่าสนใจให้กับหนังได้อีกเยอะครับ และจัดว่าหนังยังนำเสนอได้แบบพอดีด้วย คือเปิดเผยแบบพอเหมาะ คลุมเครือแบบพอดี เลยทำให้พลังอำนาจที่ว่าดูลึกลับและสยองแบบน่าพอใจ

ระหว่างดูผมก็ย้อนนึกไปถึงหนังสมัยก่อนอย่าง Children of the Corn ครับ (อันนั้นก็ดัดแปลงจากงานของ King เหมือนกัน) บวกด้วยหนังอย่าง Prince of Darkness หรือล่าสุดก็ The Void ที่เอาพลังอำนาจปีศาจดึกดำบรรพ์มาเป็นบอสใหญ่ของเรื่อง ซึ่ง In the Tall Grass ก็ถือเป็นส่วนผสมของหนังเหล่านั้นครับ ซึ่งก็มีทั้งจุดที่เวิร์ก (เอาพงหญ้ามาเป็นฉาก + ตัวละครมีปมและคาแรคเตอร์ + ปีศาจจากโบราณกาลที่ทรงพลังและน่ากลัว) และไม่เวิร์กมาปนกัน (ความไม่ชัดบางอย่างในทิศทางของบท + เงื่อนไข “มิติในพงหญ้า” ที่คลุมเครือไปบ้าง จนส่งผลให้บางช่วงงงงันแทนที่จะ “มันส์”) ผลที่ได้เลยออกมากลางๆ ครับ

เอาเป็นว่าใครชอบหนังแนวนี้ ลองชิมดูสักทีก็ได้ครับ เพราะว่าตามจริงหนังแนวนี้ก็ไม่ได้มีคนทำออกมาบ่อยๆ และเรื่องนี้ก็ไม่ได้ขี้ริ้วจนเกินไป ถือว่าดูได้แก้ขัดสำหรับหนังสยองลึกลับแบบนี้

สองดาวครับ

Star21

(6/10)

 

 

โฆษณา