รีวิวหนังซีรี่ส์/หนังชุด

Riverdale Season 2 (2017-2018) ริเวอร์เดล ปี 2

Untitle03457

คงจะร่ายไม่ยาวสำหรับ Riverdale ปีนี้นะครับ ก่อนอื่นขอออกตัวก่อนว่าผมชอบปีแรกมากๆ ครับ ดูติดหนึบ 13 ตอนรวดเลย ครั้นมาปี 2 ความอยากดูก็ยังเยอะอยู่เช่นเดิม ครั้นพอได้ดูแล้ว ความรู้สึกมันก็เป็นดังนี้ครับ

ว่าแบบตรงประเด็นเลยคือดารายังแสดงกันดีอยู่ สไตล์เรื่องยังคงบรรยากาศเล่นกับแสงสีสดๆ ตัดกับความมืดแบบปีแรก ในแง่ของภาพยังถือว่าสวยอยู่ครับ ในขณะที่ด้านเนื้อเรื่องนั้น จริงๆ ก็ยังซับซ้อนและน่าติดตาม แต่กระนั้นความติดหนึบของผมกลับไม่มากเท่าสมัยปีแรก

รู้สึกเลยครับว่าปีนี้การเดินเรื่องยืดเยื้อขึ้น ซึ่งก็คงเพราะปีแรกน่ะทำออกมาแค่ 13 ตอน การเล่ามันเลยกระชับและเดินเรื่องได้ฉับไว แต่มาปีนี้ต้องยืดเป็น 22 ตอน (มากเกือบเท่าตัว) เรื่องราวมันเลยกลายเป็ยยืดโดยปริยาย เพราะจะว่าไปแล้วปมหลักในเรื่องจริงๆ ก็มีปมเดียวคือการตามล่าฆาตกรโหดนามว่าแบล็คฮู้ด ซึ่งผมว่าถ้าเล่าแค่ 13 ตอนเหมือนปีแรกมันน่าจะโอเคน่ะครับ แต่นี่พอต้องยืดมาอีก 10 กว่าตอน หนังก็เลยต้องพยายามยืดเยื้อโดยการใส่ปมเกี่ยวกับตัวละครลงไปเพื่อให้เรื่องมันจะได้ยืด แต่เผอิญปมที่ใส่ลงมานั้นมันเป็นปมที่บั่นทอนของดีในปีแรกไปโดยปริยาย

ผมชอบปีแรกเพราะตัวละครในเรื่องฉลาด มีสมอง รู้จักคิดและวางแผน ซ้ำยังมีน้ำใจและเข้าอกเข้าใจกัน แต่พอมาปีนี้ อย่างที่บอกว่ามันต้องยืดเรื่อง เลยมีการเขียนบทให้เหล่าตัวเอกมาขัดแย้งกัน มีเรื่องกัน ทะเลาะกันเอง ซึ่งมันออกจะขัดกับทิศทางที่ปีแรกทำไว้พอสมควร มิหนำซ้ำตัวละครยังดูเจ้าอารมณ์ขึ้น ทำอะไรไม่คิดมากขึ้น ทั้งหมดทั้งปวงนี้ทำให้รสชาติปีนี้ไม่กลมกล่อมเท่าปีก่อน

จริงๆ ก็เข้าใจน่ะครับว่าทีมงานต้องยืดเรื่องให้ครบเวลา แต่จริงๆ วิธีการยืดมันทำได้ตั้งหลายแบบ เช่นแบ่งปมเป็น 2 ช่วงแบบ Gotham ก็ได้ (ในซีรี่ส์ Gotham นั้นจะแบ่งปมออกเป็นครึ่งๆ ในแต่ละปี ประมาณว่า 12 ตอนแรกก็เน้นไปที่ปมหนึ่ง ส่วน 12 ตอนต่อมาค่อยต่อด้วยปมใหม่ ทำแบบนั้นมันก็จะค่อนข้างพอดีกว่าครับ เพราะไม่ต้องยืด 1 ปมให้ยาวไปถึง 22 ตอนโดยใช่เหตุ – ปมอะไรมันจะยืดได้ขนาดนั้น) หรือจะทำให้ตอนมันสแตนด์อโลนบ้าง ไม่ต้องเล่าเรื่องต่อทุกตอนหมดก็ได้ (แบบ Buffy หรือ The X-Files อะไรเทือกนั้น)

Untitle03458

แต่นี่ Riverdale พยายามเล่าปมหลักๆ แบบต่อกัน 22 ตอน โดยมีการแทรกการทะเลาะกันของตัวละคร การรักๆ เลิกๆ เป็นตัวยืดเรื่องออกไป ซึ่งในทางปฏิบัติมันก็ทำได้ล่ะครับ มันยืดเรื่องได้จริงๆ นั่นแหละ แต่ก็อย่างที่บอกว่าพวกอาร์ชี่ (K.J. Apa) เป็นเด็กมีสมองและกล้าคิดกล้าทำ พอมาโดนจับใส่วงวนน้ำเน่าแบบนี้มันเลยอดไม่ได้ที่จะเสียดายน่ะครับ

แต่ก็ยังดีที่หนังไม่ได้ผิดทิศหนักแบบ Melrose Place ที่ปีแรกกับปีต่อๆ มานี่ไปคนละทางกันเลย ก็ได้แต่หวังว่า Riverdale จะไม่ผันตัวเองกลายเป็นหนังชิงรักหักสวาทแบบนั้นก็แล้วกัน

ยอมรับว่าปีนี้ดูแล้วไม่ติดเหมือนคราวก่อนครับ ผมดูถึงตอนที่ 10 เห็นจะได้ แล้วก็หยุดดูไปเป็นปีเลยกว่าจะเอามาดูต่อ ครั้นพอดูต่อนี่ก็คือดูแบบพยายามดูให้จบ แม้จะดูไปหงุดหงิดไปบ้างแต่ก็พยายามตะบันดูจนจบน่ะครับ ซึ่งจริงๆ ซีรี่ส์นี้ก็ยังถือว่ายังดูได้เพลินๆ เพียงแต่ปมปลีกย่อยในเรื่องมันออกจะไม่ฉลาดหรือลึกลับแบบคมคายแบบที่ปีแรกเคยทำไว้

บางตัวละครนี่ดูแล้วหงุดหงิดมากครับ อย่างแม่ของเชอรีล บลอมซัม ผมว่าตอนปีแรกเธอยังดูลึกลับแบบผู้ดีนะ แต่มาปีนี้โทนกลายเป็นเหมือนตัวอิจฉาไปเลย หรือตัวละครใหม่ที่เพิ่มมาอย่างชิค (Hart Denton) ที่มาอยู่ในบ้านของเบ็ตตี้ บอกตรงๆ ว่ารำคาญตัวละครนี้มาก เพราะดูแว่บแรกก็รู้แล้วว่าพี่แกโรคจิตแน่ๆ แต่จะจิตแบบไหนและสร้างเรื่องแบบไหนเท่านั้นเอง

พูดถึงเรื่องนี้แล้วก็รู้สึกอีกอย่างครับ ผมว่าปีแรกมันมีความเป็น Whodunit คือมีการสืบหาฆาตกรและทุกคนดูเป็นผู้ต้องสงสัย แต่กระนั้นพวกเขาก็จะไม่แสดงอาการให้เห็นโต้งๆ ว่า “ฉันคือผู้ร้าย” เลยทำให้การหักมุมต่างๆ มันออกรส แต่กับปีนี้ตัวละครที่ร้ายก็แสดงออกตรงๆ ว่าร้าย (อย่างชิคเป็นต้น) จนไม่มีพื้นที่ให้กับการหักมุมที่ได้ผลเลยครับ ทุกปริศนาและทุกฆาตกรมันแบไต๋มากกันเกินไป

อีกอย่างที่รู้สึกเลยว่าไม่ใช่คือพวกอาร์ชี่ต้องตกอยู่ในสถานการณ์ “ติดกับ” “โดนปัญหารุมจนแก้ไม่ได้” หรือ “จนแต้ม” หลายครั้งมาก ทั้งๆ ที่ในปีแรกนี่พวกเขาเป็นเหมือนฮีโร่เลยนะครับ จะมีปัญหามากหรือน้อยพวกเขาก็จะหาทางแก้เกมจนได้ แต่มาปีนี้เหมือนไหวพริบพวกเขาลดลง ปฏิภาณลดลง เลยทำให้ความสนุกแบบภาคแรกพลอยลดลงไปด้วย

ก็ตามนั้นครับ รู้สึกว่าเสน่ห์ของตัวละครลดลง บางตัวละครนี่บทแทบจะหายไปเลย อ้อ แล้วอีกตัวละครหนึ่งที่ยอมรับว่ารำคาญมากๆ คือ เพนนี พีบอดี้ (Brit Morgan) ตัวละครนี้ร้ายแบบ “จะเก็บเอาไว้ทำไม” เหมือนหอกข้างแคร่ที่น่าจะหาทางปราบมากกว่าปล่อยไว้อยู่ได้ โอย ยอมรับจริงๆ ครับว่าปีนี้ดูแล้วไม่อินจริงๆ

สรุปนะครับ ปีแรกชอบ สนุกดี มาปีนี้หลายอย่างดร็อปลง แต่ความชอบก็ยังพอมีครับ ยังถือว่าพอดูได้เพลินๆ แต่ไม่สนุกครบเครื่องเท่าปีแรกครับ

สองดาวครึ่งแบบเกือบไม่ได้ครึ่งครับ

Star22

(7/10)

 

 

โฆษณา