รีวิวหนัง/ภาพยนตร์

Bridget Jones’s Baby (2016) บริดเจ็ท โจนส์ เบบี้

MV5BMjQyMTI0MjIyOV5BMl5BanBnXkFtZTgwMzEyMjQ1ODE@._V1_SY1000_CR0,0,675,1000_AL_

1) ปี 2016 นี่คงกลายเป็นอีกปีแห่งความทรงจำของผมเลยครับ อย่างที่ผมเคยตั้งชื่อไว้ว่าเป็น “ปีแห่งหนังภาคต่อข้ามทศวรรษ” เพราะเราได้เจอหนังภาคต่อที่สร้างห่างจากภาคที่แล้วเกิน 10 ปี เจอเยอะที่สุดเท่าที่เคยมีมา

เยอะจนผมเองยังอดคิดไม่ได้ครับว่าคนทำหนังนึกยังไงถึงมาพร้อมใจกันทำหนังภาคต่อในลักษณะนี้ ไหนจะสตูดิโอที่ไฟเขียวให้ทำอีก มันคงไม่ใช่เรื่องบังเอิญน่ะครับ

แน่นอนครับว่าเรื่องเงินก็เป็นเหตุผลหนึ่ง ประมาณว่าทำหนังภาคต่อแบบนี้ยังไงก็คงมีแฟนๆ รอชม มันประกันความเสี่ยงได้ในระดับหนึ่ง หรืออย่างน้อยต่อให้ไม่ทำเงินอะไรมากตอนเข้าโรง แต่ตอนออกแผ่นก็น่าจะมีคนตามเก็บให้ครบชุด

ยิ่งสมัยนี้ดูออนไลน์ดูผ่านเคเบิล การขายสิทธิ์ฉายก็ทำเงินได้อีกทางหนึ่ง นี่ยังไม่รวมการเอามาทำเป็น Box Set ขายในรูปแบบต่างๆ อีกนะ (เพราะจะว่าไปแล้วหนังที่มีภาคต่อมาทำเป็น Box มันดึงดูดผู้ชมได้มากกว่าหนังเดี่ยวๆ)

นั่นคือมองในแง่ธุรกิจครับ ทีนี้ถ้ามองในแง่ของคนทำหนังและคนรักหนังแล้ว ยอมรับเลยว่าหลายปีที่ผ่านมาผมย้อนคิดถึงหนังเก่าๆ โดยเฉพาะหนังยุค 1990 – 2000 ที่เราโตมากับมัน ผมรู้สึกได้ว่าหนังยุคนั้นมันมีอะไรชวนให้จดจำ มันถูกเส้นถูกจริตของคนยุคเรา และเอาเข้าจริงแล้วหนังยุคใหม่ทุกวันนี้คือคือหนังที่ถูกพัฒนาต่อยอดมาจากฐานเดิมๆ ของหนังยุคนั้นนั่นแหละ

โอเคครับ หนังเหล่านั้นอาจไม่ได้สมบูรณ์หรือยอดเยี่ยม มันอาจมีจุดโหว่หรือความไม่สมเหตุผลเลยด้วยซ้ำ แต่มันมีเนื้อเรื่องดีๆ มีสตอรี่กินใจ Touch ความรู้สึก หรือไม่ก็ตอบโจทย์บางสิ่งในใจส่วนลึกของเรา จนหลายครั้งทีเดียวที่เรารู้สึกเหมือนถูกโอบกอดเบาๆ ระหว่างดูหนังเหล่านั้น

และผมเชื่อว่า Bridget Jones’s Diary คือหนึ่งในหนังที่ทำให้ใครหลายๆ คนรู้สึกแบบที่ผมบอกไปน่ะครับ ว่าง่ายๆ คือหนังโดนใจคนเหงา คนโสด หรือคนที่ไม่ได้หล่อสวยอะไร ทว่าในใจเพรียกหาใครสักคนมายืนเคียงข้าง

ภาคแรกเป็นหนังอบอุ่นน่ารักในความทรงจำครับ ส่วนภาค 2 แม้จะไม่ดีเท่าภาคแรก แต่ก็ยังดูเพลินและแอบมีอะไรชวนให้อมยิ้มอยู่ และสำหรับภาค 3 นี้ก็ถือเป็นการสานต่อเรื่องราวที่น่าพอใจครับ โดยรวมๆ แล้วผมชอบน้องๆ ภาคแรกเลยล่ะ

++++++++++++++++++++++++++

2)
หนังเปิดมาก็เล่าให้เรารู้ว่าบริดเจ็ท โจนส์ (Renée Zellweger) ไม่ได้ลงเอยกับ มาร์ค ดาร์ซี่ (Colin Firth) เวลานี้เธอยังคงโสดครับ แล้วก็พยายามตั้งหน้าทำงานและสนุกกับชีวิตไปเรื่อยๆ

แต่แล้วเธอก็มีโอกาสได้ข้องแวะกับชายหนุ่มถึง 2 คน ซึ่งก็คือมาร์ค คนรักคนเดิม กับ แจ็ค (Patrick Dempsey) หนุ่มเจ้าเสน่ห์รายใหม่ และผลก็คือเธอท้องครับ ส่วนใครจะเป็นพ่อและเธอจะลงเอยกับใครนั้น คำตอบก็รออยู่ในหนังครับ

ระหว่างดูก็รู้สึกเพลินดีครับ ได้เห็นบริดเจ็ท โจนส์ คนเดิมที่ยังคงโก๊ะได้อีกแม้อายุจะขึ้นเลข 4 แล้วก็เถอะ แล้วก็ได้เห็นเพื่อนก๊วนเก่าอย่าง จูด (Shirley Henderson), เชซซ่า (Sally Phillips) และ ทอม (James Callis) รวมถึงพ่อแม่ของเธอ (Jim Broadbent และ Gemma Jones) แม้พวกเขาจะไม่ได้มีบทเยอะ แต่มันก็ได้ฟีลเดิมๆ กลับมาน่ะครับ เป็นอะไรที่อบอุ่นดี

ในแง่เนื้อเรื่องมันอาจไม่ถึงกับน่าติดตามอะไรมากนะครับ จริงๆ เราเดาอะไรหลายๆ อย่างได้ด้วยซ้ำ แต่ความสนุกของหนังมันอยู่ตรงการได้เห็นตัวละครเดิมๆ เติบโตขึ้น ได้เห็นว่าพวกเขาเป็นอย่างไรกันต่อหลังจากไม่ได้เจอกันมานานนับสิบปี

ของแบบนี้เหมือนเราเจอเพื่อนเก่าน่ะครับ บางครั้งเจอแต่ละทีก็ไม่ได้มีสาระอะไรเป็นชิ้นเป็นอันหรอก แต่แค่เจอกัน เห็นหน้ากัน บอกเล่าเรื่องราวให้แก่กันและกัน แค่นี้ก็สนุกมากมายแล้ว และที่ผมเล่าไปทั้งหมดคงไม่ใช่การรีวิวอะไร มันคือการเล่าความรู้สึกที่ผมมีต่อหนังมากกว่าครับ

++++++++++++++++++++++++++++++

3)
บรรยากาศในหนังยังคงอบอุ่นและน่ารักเหมือนเดิม ยิ่งยุคนี้กล้องทันสมัยก็ยิ่งจับภาพสวยๆ ได้เยอะขึ้น ได้อารมณ์อบอุ่นมากขึ้นกว่าเดิม แล้วยังได้ Sharon Maguire ผู้กำกับจากภาคแรกมาสานต่อด้วย หลายอย่างมันเลยพอเหมาะครับ แม้เนื้อเรื่องจะไม่สดใหม่ แต่บรรยากาศ ตัวละคร และอะไรๆ มันกำลังดีเลย

ดนตรีประกอบยังคงแซ่บเหมือนเคยครับ เลือกเพลงมาได้พอเหมาะเข้ากับอารมณ์ของฉากนั้นๆ ซึ่งเรื่อง Soundtrack นี่ถือเป็นจุดเด่นอีกอย่างของหนังชุดนี้นะ เพลงมันจะเข้ากับอารมณ์เสมอ และแต่ละเพลงก็ล้วนเพราะจนอดไม่ได้ที่เราจะไปหามาฟังอีกหลายๆ รอบ

การมาของหนังเรื่องนี้ทำให้หนังชุด Bridget Jones เป็นหนังไตรภาคเรื่องแรกที่กำกับโดยผู้กำกับหญิงทุกภาค (ภาค 1 กับ 3 กำกับโดย Maguire ส่วนภาค 2 กำกับโดย Beeban Kidron ครับ) และเป็นหนึ่งในหนังแนวรักโรแมนติกไม่กี่เรื่องที่ได้ทำจนครบไตรภาคแบบนี้

ในแง่ของรายได้แล้ว หนังทำเงินในอเมริกาไม่เยอะ (ซึ่งก็เป็นปกติของหนังอังกฤษอยู่แล้วครับ) ทำไปแค่ $24 ล้าน แต่อย่างน้อยหนังก็ไปได้สวยในตลาดโลกที่ยังมีแฟนๆ รอชมครับ ได้รวมจากทั่วโลกไป $211 ล้าน ทำกำไรอย่างงดงามทีเดียว (เพราะลงทุนแค่ $35 ล้านเท่านั้น)

ถือเป็นผลลัพธ์ที่ดีสำหรับหนังครับ ทำออกมาสนุกไม่น่าผิดหวัง และทำรายได้เป็นกอบเป็นกำ จนผมไม่แปลกใจที่ล่าสุดมีข่าวลือว่าจะมีการทำ American Pie ภาคต่อออกมาอีกเรื่อง (ซึ่งก็จะเป็นภาค 5 หากนับเฉพาะพล็อตหลัก ว่ากันว่าพวกจิมจะไปเจอเรื่องวุ่นวายกันที่ลาส เวกัส และกำกับโดยคู่หูคู่เดิมจากภาค 4)

+++++++++++++++++++++++++++

4)
ถ้าถามว่าอยากดูหนังภาคต่อของหนังที่เราประทับใจเมื่อสมัยก่อนไหม… บางทีก็อยากนะครับ ขอเพียงคนทำทำมันด้วยใจ สร้างมันขึ้นมาด้วยความรักหรือความผูกพันที่มีต่อตัวละครและเรื่องราว สานต่อเหตุการณ์โดยไม่ทิ้ง “หัวใจ” ของหนังเรื่องนั้น มันก็เหมือนเราได้เจอเพื่อนเก่าอีกสักครั้ง

ถ้าจะมีนักสร้างหนังสักคนมองเห็นจุดนี้ก็น่าจะดีนะครับ มันตอบโจทย์ในเชิงธุรกิจได้ และตอบโจทย์ในใจคนดูได้ (แต่จุดสำคัญคือต้องทำด้วยใจ ไม่ใช่หมายแต่จะโกยเพียงอย่างเดียว)

พอลองมาคิดดูแล้ว ส่วนหนึ่งที่หนัง Marvel ฮิตติดลม มันคงไม่ใช่แค่ความมันส์ที่หนังมอบให้หรอกครับ (เพราะเอาเข้าจริงๆ แล้ว หนัง Marvel บางเรื่องก็ไม่มันส์นะ) แต่ทีมงานสามารถสร้างให้ตัวละครในหนังเป็นดั่ง “เพื่อน” ให้ผู้ชมรู้จัก รู้สึกผูกพัน หรือไม่อย่างน้อยที่สุดก็รู้สึกถูกชะตา/น่าเป็นมิตร/ยินดีที่จะรู้จักเอาไว้ สร้างความคุ้นเคยและง่ายต่อการเข้าถึง และนั่นก็จะทำให้ผู้ชมอยากรู้เรื่องราวของพวกเขาอีกเมื่อมีโอกาส

เหมือนเราเห็นเพื่อนใน FB บ่อยๆ บางคนเราอาจไม่รู้จักด้วยซ้ำ แค่แอดตามๆ กันไป แต่พอเราเห็นบ่อยๆ ได้รู้สเตตัสบ่อยๆ เราก็คุ้นเคย และเมื่อถึงจุดหนึ่งเราก็อาจจะอยากรู้เรื่องของเขาโดยไม่รู้ตัว (แต่ดูเหมือนหนัง DC ของ WB จะไม่เดินบนทางสายนี้ ไม่ว่าจะเพราะตั้งใจหรือไม่ก็ตาม ซ้ำยังพร้อมจะแตกหักกับผู้ชมหรือนักวิจารณ์ที่ไม่ปลื้มกับหนังอีกด้วย… เรื่องนี้เป็นอะไรที่คงต้องติดตามกัน)

++++++++++++++++++++++++

5)
ผมชอบประโยคนี้ครับ

“ฉันยอมเป็นคนตกยุคและตกงาน มากกว่าทำรายการที่เชิดชูเรื่องโง่ๆ และบางทีเมื่อลูกฉันโตพอที่จะเข้าใจ จริยธรรมจะทันสมัยอีกครั้ง””

ผมว่ามันคือคำที่คนยุคผมหลายๆ คนอยากจะพูดออกมาดังๆ แฮะ ^_^

++++++++++++++++++++++++

6)
รู้ไหมครับใจจริงผมอยากจะเล่าแบบนี้ด้วย ผมอยากบอกว่า “เออ วันก่อนผมไปเจอบริดเจ็ทมา… บริดเจ็ท โจนส์ไง ไม่ได้เจอกันตั้ง 10 กว่าปี เธอผอมลงนะ ผอมลงเยอะ แต่ยังโก๊ะเหมือนเดิม เออ แล้วไปๆ มาๆ เธอเลิกกับมาร์คล่ะ เออ ไม่ได้คบกับมาเป็น 10 ปีแล้ว

แต่เจ๊แกเจองานเข้าอะดิ ไปนอนกับผู้ชาย 2 คนแล้วดันไม่รู้ว่าใครเป็นพ่อ ทำเอายุ่งไปพักหนึ่งเลย แบบนี้แหละ ชีวิตเจ๊บริดเจ็ทไม่เคยง่ายสักที ต้องมีเรื่องแบบนี้ตลอด แต่สุดท้ายก็จบด้วยดีนะ จบสวย จบแบบผมเองยังรู้สึกดีใจด้วยเลย

พอเธอเล่าเรื่องหมดแล้วสามีเธอก็เดินมาพอดี เราคุยกันต่ออีกนิดนึงแล้วก็แยกย้ายกัน ผมมองเธอเดินอุ้มลูกห่างออกไป จนลับตา…

ไม่รู้จะได้เจอเธออีกไหมนะ… แต่ผมดีใจที่ได้รู้ว่าเธอกับทุกๆ คนสบายดี”

See you, Bridget Jones.

สงองดาวครึ่งครับ

Star22

(7/10)

 

โฆษณา